ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 462 ท่านเก้า ข้างนอกมีแต่หลินจือไป๋เต็มไปหมด!
เอฟเฟกต์ของท็อปฮิตเห็นผลทันตาเห็น ในเวลาไม่นานชาวเน็ตฉีโจวทั้งหมดต่างก็รับรู้ ว่าหลินจือไป๋แต่งเพลงเดียวกันให้ฉีเจียนเจียและเยี่ยอิง
เล่นแผนการหนึ่งทำนองสองเนื้อร้องออกมาท่านี้!
ขนาดชาวเน็ตผ่านทางยังถูกแผนการนี้ของหลินจือไป๋ทำให้ตกตะลิงจนทำตัวไม่ถูก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแฟนคลับของสองราชินีเพลงเลย!
ต้องรู้ก่อนนะว่าเดิมทีแฟนคลับของฉีเจียนเจียและเยี่ยอิงยังคิดอยู่เลยว่า:
จะสามารถอาศัยเรื่องของคุณภาพเพลงที่หลินจือไป๋สร้างสรรค์ให้สองราชินีเพลงดีหรือแย่ มาตัดสินว่าในใจของเขา ระหว่างฉีเจียนเจียและเยี่ยอิงสองคนนี้ ราชินีเพลงคนไหนจะแบกรับน้ำหนักที่มากกว่ากัน ผลลัพธ์คือคิดไม่ถึงว่าเจ้าแห่งท้องทะเลคนนี้จะคิดค้นวิธีการถือชามน้ำที่เจ้าเล่ห์แสนกลขนาดนี้ขึ้นมาได้!
บนอินเทอร์เน็ตระเบิดการอภิปรายขึ้นมาทันที!
‘เอาล่ะ สองเพลงร่วมใช้ทำนองเดียวกัน ท่านมหาเศรษฐี นี่เป็นการคาดการณ์จิตวิทยาของแฟนคลับสองราชินีเพลงไว้ล่วงหน้า เลยจงใจถือชามน้ำให้เสมอกันสินะ’
‘เรื่องนี้วิจารณ์ยากชะมัด!’
‘เพราะยังไงซะมันก็เป็นทำนองเดียวกันนี่นา!’
‘ถึงแม้จะเป็นทำนองเดียวกัน แต่เนื้อเพลงต่างกันนะโว้ย!’
‘เมื่อพิจารณาว่าเนื้อเพลงล้วนเขียนโดยหลินจือไป๋ พวกเราก็สามารถอาศัยเรื่องของเนื้อเพลงดีหรือแย่มาตัดสินความคิดในใจของหลินจือไป๋ได้สิ!’
‘มีเหตุผล!’
‘ก็ทำได้แค่แบบนี้แหละนะ’
‘ส่วนตัวชอบเนื้อเพลงของ ‘千千阙歌’ (เพลงกวีพันบท) มากกว่าแฮะ’
‘นั่นแสดงว่าคุณยังค่อนข้างอายุน้อยอยู่น่ะซี ฉันรู้สึกว่าคนที่มีอายุหน่อยจะชอบ ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน) มากกว่า’
เนื้อเพลงงั้นเหรอ?
ภายในห้องไลฟ์สด
เมื่อมองเห็นว่ามีคนแสดงทัศนะในทำนองเดียวกันนี้ท่ามกลางคอมเมนต์ หลินจือไป๋เผยรอยยิ้มออกมาสายหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ทุกคนอาจจะยังไม่ทราบนะครับ เนื้อเพลงของสองเพลงนี้ ความจริงแล้วไม่ได้เป็นส่วนที่ผมเลือกจัดสรรให้ด้วยตัวเองหรอกครับ แต่เป็นเพราะหลังจากฉีเจียนเจียและเยี่ยอิงดูเนื้อเพลงของทั้งสองเพลงจบแล้ว พวกเธอเลือกกันเองต่างหากครับ”
ผู้ชม: “……”
แฟนคลับเยี่ยอิง: “……”
แฟนคลับฉีเจียนเจีย: “……”
อะไรคือกระทะเทฟลอนเคลือบสารกันติดอย่างทรงพลังล่ะ? คนแบบหลินจือไป๋นี่แหละคือใช่เลย!
เพลงเขาเป็นคนแต่ง! ราชินีเพลงเขาเป็นคนบริหารเสน่ห์! แต่ความผิดพลาดเขาไม่ยอมแบกรับเลยสักนิดเดียวไม่ใช่หรือไง! ขนาดเนื้อเพลงเสือกยังเป็นสองราชินีเพลงเลือกกันเองอย่างอิสระเลยคิดดู!
‘ฉันทำได้แค่พูดว่า โคตรเจ๋งเลย!’
‘ท่านปรมาจารย์คุณช่วยเปิดคอร์สสอนหน่อยเถอะ ฉันจะคุกเข่าฟังเลย!’
‘ทักษะการถือชามน้ำในระดับราชินีเพลงท่านี้ ฉันยินดีที่จะยกย่องคุณให้เป็นปรมาจารย์!’
‘ไม่เพียงแต่บดขยี้สองราชินีเพลงไว้ในกำมือเท่านั้น แต่ยังบดขยี้แฟนคลับของสองราชินีเพลงไว้ในกำมืออย่างแน่นหนาด้วย!’
แฟนคลับของสองราชินีเพลงต่างก็ถูกบดขยี้ไว้ในกำมือจริงๆ นั่นแหละ
เพราะแฟนคลับเหล่านี้ต่างพบว่า ไม่ว่าจะนำสองเพลงนี้มาเปรียบเทียบกันอย่างไร ก็ไม่สามารถลากตัวจริงอย่างหลินจือไป๋เข้ามาพัวพันได้อีกต่อไปแล้ว!
ทั้งสองฝั่งคิดไปคิดมา สุดท้ายก็พบว่า:
เรื่องนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายมาเป็นศึกประลองทักษะการร้องเพลงของฉีเจียนเจียและเยี่ยอิง หรือจะพูดว่าเป็นศึกประลองสไตล์การร้องไปเรียบร้อยแล้วต่างหาก!
เพราะยังไงซะสองเพลงนี้ก็ใช้ทำนองเดียวกันเป๊ะ แค่เนื้อเพลงต่างกัน สไตล์ต่างกัน วิธีการขับร้องก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
นี่เป็นสิ่งถูกกำหนดโดยหัวข้อหลักของเนื้อเพลง
เพลง ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน) ของฉีเจียนเจีย เนื้อเพลงมุ่งเน้นไปที่กลิ่นอายของบทกวี เขียนออกมาค่อนข้างมีความลึกล้ำ ราวกับเป็นคำสารภาพชีวิตของคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนคนหนึ่ง
แสงตะวันรอนไร้ขอบเขต จนปัญญาทำได้เพียงงดงามในชั่วเสี้ยววินาที
คนแต่งคำร้องใช้แสงตะวันรอนมาเป็นตัวจุดประกายอารมณ์ความรู้สึก ตัดเข้าสู่หัวข้อหลัก แสดงให้เห็นถึงสไตล์ที่สืบทอดกันมาของบทกวีโบราณในการใช้ทิวทัศน์มาบรรยายความรู้สึก ยิ่งไปกว่านั้นในเสี้ยววินาทีต่อมาพลันเกิดการหักมุมเก้าสิบองศา: “จนปัญญาทำได้เพียงงดงามในชั่วเสี้ยววินาที” วางฐานรากท่วงทำนองที่เหน็บหนาวและโดดเดี่ยวให้กับเพลงนี้ ควบคู่ไปกับประโยคที่สอง “ล่องลอยหายไปพร้อมกับเมฆหมอก แสงประกายที่สูญสลายไปไม่มีวันหวนคืน” ก็ยังคงใช้ทักษะการเปรียบเปรยมาทอดถอนใจว่าความรุ่งโรจน์ไม่มีอยู่อีกต่อไป เรื่องราวในโลกล้วนอนิจจัง……
มองเห็นหรือยังล่ะ?
นี่เป็นทักษะการแสดงออกที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะอย่างถึงที่สุด จุดเดียวในเนื้อเพลงทั้งหมดที่สามารถมองว่าเป็นคำบรรยายถึงความรักได้ ถึงแม้จะแสดงออกอย่างแฝงความนัยอยู่บ้าง แต่กลับได้รับเอฟเฟกต์ประเภท “ณ ที่ตรงนี้ไร้เสียงทว่าชนะเหนือเสียง” ยิ่งไปกว่านั้นคำสัมผัสของเนื้อเพลง พื้นฐานแล้วล้วนกดลงตรงเสียงหนักอึ้ง ไม่เพียงแต่มีความสอดคล้องกับท่วงทำนองความโศกเศร้าเหน็บหนาวของเพลงนี้เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเข้ากันได้ดีกับน้ำเสียงของฉีเจียนเจียด้วย
นี่จึงไม่แปลกใจเลยที่ฉีเจียนเจียจะเลือกเพลง ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน)
เพราะยังไงซะเพลงจำนวนมากที่เธอร้อง ต่างก็มุ่งเน้นเอฟเฟกต์ทางศิลปะในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
นี่ก็เป็นสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ที่ชอบฉีเจียนเจีย มักจะไม่มีความรู้สึกอะไรกับเยี่ยอิงนั่นแหละ
ประมาณว่ารู้สึกว่าการชอบเพลงของฉีเจียนเจีย จะมีระดับความหรูหรามากกว่าหน่อย ภาพลักษณ์ที่เย็นชาและสูงส่งมาโดยตลอดของเธอก็ตอบสนองต่อความต้องการเรื่องระดับความหรูหราประเภทนี้พอดี
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับฉีเจียนเจีย เส้นทางที่เยี่ยอิงเดิน จะมีความเป็นมหาชนและเข้าถึงง่ายมากกว่า
ดังนั้นหลินจือไป๋จึงคาดเดาได้ตั้งนานแล้ว ว่าเยี่ยอิงมีความเป็นไปได้สูงที่จะชอบเพลง ‘千千阙歌’ (เพลงกวีพันบท) มากกว่า
มีความแตกต่างจากหัวข้อหลักของเพลง ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน)
เพลง ‘千千阙歌’ (เพลงกวีพันบท) ที่เยี่ยอิงเลือก วางตำแหน่งหัวข้อหลักลงตรงคำว่า “ความเจ็บปวดจากการจากลา” โดยตรง
เปิดดูบทกวีของราชวงศ์ถังทั้งหมด พวกเราสามารถมานั่งนับดูได้ว่าบทกวีแนวปรัชญามีสัดส่วนพื้นที่มากขนาดไหน และบทกวีแนวความเจ็บปวดจากการจากลามีสัดส่วนพื้นที่มากขนาดไหนกันแน่?
สามารถพูดได้เลยว่าฝั่งหลังมีข้อได้เปรียบในระดับบดขยี้อย่างเด็ดขาด!
เพราะว่าสำหรับการทำความเข้าใจต่อชีวิต จะลึกหรือตื้น จะมีหรือไม่มี ทุกคนล้วนมีความไม่เหมือนกัน ผู้ฟังที่สามารถเกิดความรู้สึกร่วมอย่างรุนแรงกับเพลงแห่งตะวันรอนย่อมมีจำนวนไม่น้อยแน่นอน แต่ทว่าไม่มีทางนำมาเปรียบเทียบขนาดปริมาณกับหัวข้อหลักอย่าง “ความเจ็บปวดจากการจากลา” ได้หรอกนะโว้ย!
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า:
เพลงส่วนใหญ่ของเยี่ยอิง เนื้อหาล้วนมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความรักอะไรทำนองนั้นแหละ เธอมีรสนิยมความงามที่สูงส่งกว่าคนทั่วไปในขอบเขตของความป็อปมหาชน!
และคำว่าป็อปมหาชนก็มีความหมายถึงตลาดที่ยิ่งใหญ่กว่า หรือจะพูดว่ายอดขายที่สูงกว่านั่นเอง
ดังนั้นในชาติก่อน ยอดขายและความนิยมในการนำมาร้องต่อของเพลง ‘千千阙歌’ (เพลงกวีพันบท) ถึงได้สูงกว่าเพลง ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน) ของเหมยเยี่ยนฟาง
เพียงแต่พอมาอยู่บนบลูสตาร์ ผู้ขับร้องของทั้งสองเพลงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นตัวของตัวเองขึ้นมา หลินจือไป๋ก็ไม่กล้าพูดว่าระหว่างสองเพลงนี้ใครจะทำผลงานออกมาได้แข็งแกร่งกว่ากัน
ทว่าแฟนคลับของทั้งสองฝั่งได้เปิดฉากตะลุมบอนกันเรียบร้อยแล้ว!
“ชัดเจนว่า ‘千千阙歌’ (เพลงกวีพันบท) ดีกว่า เพลงทั้งเพลงล้วนสอดคล้องกับสไตล์ของอิงอิงอย่างที่สุด!”
“ทำนองเดียวกัน ก็อย่ามาพูดเรื่องสไตล์ต่างกันให้มันมากความเลย ก็แค่เนื้อเพลงไม่เหมือนกันเท่านั้นแหละ หากพูดถึงเนื้อเพลงละก็ชัดเจนว่า ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน) ดีกว่า!”
“ใช่แล้ว เพลงแห่งตะวันรอนระดับความหรูหราพุ่งทะลุชาร์ต!”
“ยังจะมาพูดเรื่องระดับความหรูหราอะไรอีก ชาวบ้านร้านตลาดเขาชอบความป็อปมหาชนหน่อยแล้วมันจะทำไมล่ะ?”
“ยิ่งไปกว่านั้น ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน) ก็แค่เล่าเรื่องความเข้าใจชีวิตที่ค่อนข้างว่างเปล่าไร้แก่นสาร ชัดเจนว่าเดินบนเส้นทางเฉพาะกลุ่มละน่ะ ก็อย่าไปคาดหวังเลยว่าทราฟฟิกข้อมูลจะใหญ่โตขนาดไหน”
“ไร้รสนิยม เพลงของเยี่ยอิงมันไร้รสนิยม!”
“ขำจนท้องแข็ง วันข้างหน้าต่อให้มีเพลงกวีตั้งพันบทล่องลอยอยู่บนเส้นทางในที่ห่างไกลของฉัน เนื้อเพลงท่อนนี้คุณยังกล้าพูดว่าไร้รสนิยมอีกเหรอ ฉันนี่ไร้คำพูดจะมาโต้แย้งด้วยเลยจริงๆ”
“จะทะเลาะกันทำไมล่ะ ให้ค่าข้อมูลเป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะก็สิ้นเรื่อง!”
“ได้สิ อยากจะวัดกันที่ค่าข้อมูลใช่ไหม งั้นก็ย่อมต้องทำให้คุณได้เห็นพละกำลังในการต่อสู้ของเจียนเจียบ้านพวกเราหน่อยแล้ว!”
การปะทะคารมของทั้งสองฝั่งไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน
งั้นสิ่งที่จะสามารถแบ่งแยกความสูงต่ำได้ ก็ทำได้เพียงดูที่อันดับของสองเพลงนี้แล้วล่ะ
และท่ามกลางบรรยากาศประเภทนี้ แฟนคลับของสองราชินีเพลงต่างก็พากันคลุ้มคลั่ง พากันดาวน์โหลดเพลงใหม่ของไอดอลตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
ในเวลาเดียวกัน
คนเหล่านี้ยังได้ทำการปลุกระดมญาติสนิทมิตรสหายรอบตัว ให้มาร่วมกันดาวน์โหลดช่วยสนับสนุนผลงานใหม่ของไอดอลบ้านตัวเองด้วย
ภายใต้บรรยากาศอันบ้าคลั่งประเภทนี้ ภายในระยะเวลาสั้นๆ แค่วันเดียว สองเพลงก็พุ่งทะยานเข้าสู่สิบอันดับแรกไล่เลี่ยกันทันที!
โครม!
เทพเจ้าทำศึก มนุษย์ธรรมดารับกรรม!
การที่สองเพลงนี้พุ่งเข้าสู่สิบอันดับแรก ก็มีความหมายว่าอันดับเก้าและอันดับสิบของชาร์ตเดิม ย่อมต้องถูกขับไล่ตกลงไปข้างล่างละน่ะ……
เพลงเดิมที่อยูันดับสิบของชาร์ต ก็คือเพลง ‘เรื่องราวความรักภาคแรก’ ของหลินจือไป๋เพลงนั้น
ส่วนเพลงเดิมที่อยูันดับเก้าของชาร์ต ก็คือเพลง ‘ติดตาม’ ที่ท่านแปดร่วมมือกับเยี่ยจวินจี๋เพลงนั้นต่างหาก!
ในส่วนของเพลง ‘เรื่องราวความรักภาคแรก’ ตกลงไปก็ตกลงไปสิ
เพราะยังไงซะไม่ว่าจะเป็นเพลงใหม่ของฉีเจียนเจียหรือของเยี่ยอิง ก็ยังคงเป็นเพลงที่หลินจือไป๋เขียนอยู่ดี
แต่ทว่าเพลง ‘ติดตาม’ ที่ท่านแปดร่วมมือกับเยี่ยจวินจี๋ ระลอกนี้ถูกเบียดตกจากสิบอันดับแรก ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันยิ่งใหญ่มากเลยทีเดียวนะโว้ย!
……
ท่านแปดเบิกตากว้างจ้องมองเพลง ‘ติดตาม’ ถูกเบียดตกจากสิบอันดับแรกไปต่อหน้าต่อตา!
ถึงแม้ในตอนที่มองเห็นแฟนคลับของเยี่ยอิงและฉีเจียนเจียทำข้อตกลงเปิดศึกชาร์ตข้อมูลครั้งใหญ่ครั้งนั้น ท่านแปดก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าตัวเองมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกคลื่นลมแห่งการต่อสู้ของทั้งสองคนนี้พัดพาซัดกระหน่ำมาถึง แต่ทว่าเมื่อฉากนี้มาถึงจริงๆ เขาก็ยังคงรู้สึกถึงความโศกเศร้าและองอาจอย่างถึงที่สุดอยู่ดี!
เทพเจ้าทำศึก มนุษย์ธรรมดารับกรรมงั้นเหรอ?
แต่ทว่าสองคนนี้เป็นเทพเจ้า แล้วฉันไม่ใช่เทพเจ้าหรือไงกันล่ะ?
ในเมื่อพวกเราล้วนเป็นเทพเจ้าเหมือนกัน งั้นทำไมตอนที่สองคนนั้นสู้กันฉันยังต้องมารับกรรมด้วยล่ะวะ?
เป็นเพราะเบื้องหลังการทำศึกของสองเทพเจ้าคนนี้ ยังมีมือมืดเบื้องหลังที่ชื่อว่า “หลินจือไป๋” คอยบงการอยู่ต่างหากเล่า!
พอคิดมาถึงจุดนี้ท่านแปดก็เกิดความรู้สึกสิ้นหวังอย่างถึงที่สุดขึ้นมาทันที!
เปิดตัวเข้าวงการมาตั้งกี่ปีแล้ว ต่อให้เป็นท่านเก้า ก็ไม่เคยสร้างความรู้สึก “สิ้นหวัง” ประเภทนี้มาให้ท่านแปดเลยสักครั้งเดียว
กระทั่งถึงขนาดที่ว่า……
ในบางครั้งท่านแปดจะรู้สึกว่า หากตัวเขาในวันข้างหน้าเกิดความก้าวหน้าหรือหลุดพ้นเข้าใจสัจธรรมขึ้นมาบ้าง ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะแซงหน้าท่านเก้าหรอกนะ
แต่ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลินจือไป๋ ท่านแปดกลับไม่สามารถเกิดความคิดประเภทนี้ขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย
“เกมจบลงแล้ว ฉันสู้เขาไม่ได้หรอก”
เขาโทรศัพท์หาเยี่ยจวินจี๋ น้ำเสียงยากจะปกปิดความผิดหวังล้มเหลวไว้ได้
เยี่ยจวินจี๋ยังจำได้ วันแรกที่ท่านแปดมาหาตัวเองเพื่อร่วมมือกันทำเพลง ยังหัวเราะเยาะเย้ยตัวเองว่าแค่ไปฉินโจวมาเที่ยวเดียว ก็ถูกหลินจือไป๋ตีจนกระดูกสันหลังหักหงอไปซะแล้ว สุดท้ายยังถึงขั้นพูดประโยคที่เต็มไปด้วยความโอหังภาคภูมิใจออกมาคำหนึ่งว่า:
“ต้องให้ท่านแปดคนนี้มาช่วยดัดกระดูกให้แกเอง!”
เพราะประโยคคำพูดนี้ ในตอนนั้นเยี่ยจวินจี๋ถึงกับเกิดความฮึดสู้ไฟลุกโชนขึ้นมาทันที คิดว่าความหวังในการแก้แค้นปรากฏขึ้นมาแล้ว
ทว่าผลลัพธ์สุดท้ายกลับกลายมาเป็นตัวท่านแปดในตอนนี้ ที่กระดูกถูกหลินจือไป๋ตีจนหักสะบั้นไปเรียบร้อยแล้ว ไม่หลงเหลือความองอาจภาคภูมิใจเหมือนในวันที่มาหาตัวเองเพื่อร่วมมือกันคนนั้นอีกต่อไปแล้ว!
ทอดถอนใจออกมาคำหนึ่ง
เยี่ยจวินจี๋เอ่ยปากปลอบใจว่า “ท่านแปดคุณก็ไม่ต้องรู้สึกทรมานใจมากเกินไปหรอกครับ ระลอกนี้ไม่เพียงแต่คุณที่จะต้านทานฉีเจียนเจียและเยี่ยอิงไว้ไม่ไหว ความจริงท่านเก้าก็ต้านทานไว้ไม่ไหวเหมือนกันนั่นแหละครับ หากไม่เชื่อคุณลองดูแนวโน้มข้อมูลของวันนี้ดูสิครับ”
“งั้นเหรอ?”
สายตาของท่านแปดมีแสงวาบผ่าน กดเปิดดูชาร์ตเพลงใหม่ทันที
ตอนนี้เพลงที่อยูันดับเก้าของชาร์ต คือเพลง ‘千千阙歌’ (เพลงกวีพันบท) ของเยี่ยอิง
ส่วนเพลงที่อยูันดับสิบของชาร์ต คือเพลง ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน) ของฉีเจียนเจียต่างหาก
เพลง ‘ติดตาม’ ของตัวเองได้ตกลงไปอยูอันดับสิบเอ็ดเรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่จุดสำคัญ
อย่างน้อยก็ไม่ใช่จุดสำคัญในเวลานี้
จุดสำคัญคือท่านแปดพบว่าแนวโน้มของสองเพลงนี้ยังคงพุ่งทะยานขึ้นไปข้างบนอย่างรุนแรงมากอยู่ดี!
คาดเดาว่าเพลง ‘太阳’ (ดวงอาทิตย์) ของท่านเก้า ก็คงไม่มีวิธีขัดขวางการผงาดขึ้นมาของสองเพลงนี้ได้หรอกนะ!
มันเป็นไปตามคาดจริงๆ นั่นแหละ
ในคืนวันนั้น
อันดับการจัดเรียงของชาร์ตเพลงใหม่ได้แปรเปลี่ยนกลายมาเป็นแบบนี้เรียบร้อยแล้ว
อันดับหนึ่ง: ‘ชอบเธอ’
อันดับสอง: ‘เลิกกันด้วยดี’
อันดับสาม: ‘เพลงรักยามค่ำคืนครึ่งดวงจันทร์’
อันดับสี่: ‘ใต้ภูเขาฟูจิ’
อันดับห้า: ‘ความผิดฐานไม่โรแมนติก’
อันดับหก: ‘容易受伤的女人’ (ผู้หญิงเจ็บง่าย)
อันดับเจ็ด: ‘最爱’ (รักที่สุด)
อันดับแปด: ‘千千阙歌’ (เพลงกวีพันบท)
อันดับเก้า: ‘夕阳之歌’ (เพลงแห่งตะวันรอน)
อันดับสิบ: ‘ดวงอาทิตย์’
นี่มีความหมายว่าไม่เพียงแต่ท่านแปดจะถูกซัดกระหน่ำจนหลุดออกจากสิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงใหม่ไปตรงๆ เท่านั้นแค่นั้นเองหรอกนะ!
นี่มันยิ่งมีความหมายว่า ท่านเก้าได้ถูกหลินจือไป๋ ขับไล่ตกลงมาอยู่ตรงตำแหน่งปิดท้ายของชาร์ตเพลงใหม่เรียบร้อยแล้วต่างหากเล่า!
ฟึ่บ!
ท่านเจ็ดย่อมต้องแคปหน้าจอชาร์ตอันดับนี้แชร์เข้าไปในกลุ่มแชตเล็กสามคนในทันทีทันใดอยู่แล้ว:
“ท่านเก้า! ฮือๆๆ! ท่านเก้าผู้น่าสงสาร! ข้างนอกมีแต่หลินจือไป๋เต็มไปหมดเลยครับ!”
แกเสือกกำลังร้องไห้หน้าศพอยู่หรือไงวะ!
มุมปากของท่านเก้ากระตุกรัวๆ อันดับการจัดเรียงบนชาร์ตเขาเฝ้าจับตาดูอยู่ตลอดเวลา มีตรงไหนที่ยังจำเป็นต้องให้ท่านเจ็ดจงใจแคปหน้าจอมาแท็กหาตัวเองด้วยล่ะ?
เป็นการหาเรื่องทำให้คนสะอิดสะเอียนใจอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องเลยนี่นา!
ตัวเองตกลงไปข้างล่างแล้ว ก็ไม่อยากเห็นฉันกับเหล่าแปดได้ดีสินะ!
ทว่าดันประจวบเหมาะในเวลานี้เอง
ท่านแปดก็โผล่มาพูดคุยด้วยเช่นกัน “ท่านเก้าตอนนี้ตำแหน่งปิดท้ายของสิบอันดับแรกที่คุณอยู่น่ะมันดูแสบตาเกินไปแล้วนะโว้ย หากให้ฉันพูดละก็สู้ตกจากสิบอันดับแรกของชาร์ตไปตรงๆ เลยดีกว่า จะได้ปล่อยวางจิตใจได้อยู่อย่างสุขสบายใจละน่า”
หึหึ
คำพูดนี้มันก็เหมือนกับพี่น้องที่ดีที่อาศัยอยู่ใต้ถุนสะพานพูดว่า:
“เพื่อนยาก บ้านวิลล่าหลังนี้ของคุณมันตั้งอยู่ห่างไกลเกินไปแล้วนะโว้ย หากให้ฉันพูดละก็สู้ย้ายมาอาศัยอยู่ใต้ถุนสะพานด้วยกันกับฉันดีกว่า รอบๆ ตัวก็คือย่านการค้าและโรงพยาบาล การคมนาคมก็สะดวกสบายเหลือเกินละน่า”
ยังไงซะท่านเก้าก็ทำความเข้าใจแบบนี้แหละ
คิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากท่านแปดตกจากสิบอันดับแรกไปแล้วจิตใจจะดำมหึมาขนาดนี้ด้วยนะ
ดังนั้นท่านเก้าจึงพิมพ์ข้อความว่า: “พี่น้องที่ดีทั้งสองคนโปรดวางใจได้เลย ฉันจะทำหน้าที่ปกป้องเกียรติยศชิ้นสุดท้ายให้กับสามยักษ์ใหญ่แห่งวงการดนตรีฉีโจวบ้านพวกเราเอง หากแม้กระทั่งฉันยังต้องล้มลงไป นั่นก็เท่ากับว่าวงการเพลงฉีโจวทั้งหมดได้ล้มลงไปต่อหน้าหลินจือไป๋เรียบร้อยแล้วต่างหากเล่า!”
จะพูดจาให้มันดูสร้างแรงบันดาลใจขนาดนี้ไปทำไมกันล่ะ?
คุณสู้ล้มลงไปจริงๆ เลยจะดีกว่านะ
ท่านเจ็ดและท่านแปดตัดพ้อต่อว่าอยู่ในใจ ส่งสติกเกอร์แยกเขี้ยวยิงฟันประชดประชันเข้ามาในกลุ่มด้วยความขัดต่อความรู้สึกในใจ
ท่านเก้านั่งพิมพ์ข้อความต่อไป เรื่องการหาเรื่องทำให้คนสะอิดสะเอียนใจน่ะ ใครจะทำไม่เป็นกันล่ะจริงไหม “ถึงแม้ฉันจะเป็นตัวปิดท้าย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงอยู่ในสิบอันดับแรกของชาร์ต ส่วนเพลงของหลินจือไป๋ได้ใช้หมดเกลี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว เท่ากับว่าเขาทำได้แค่ทำสถิติมาเสมอสถิติของฉันเท่านั้นแหละ”
ความหมายแฝงในประโยคคำพูดก็คือ:
อย่าได้มองว่าตอนนี้ฉันมีสภาพที่ลนลานขนาดนี้เลยนะโว้ย!
ในอดีตตัวฉันในช่วงพีคสุดขีด = หลินจือไป๋ในตอนนี้ละน่า!
ท่านเจ็ดและท่านแปดแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา “ท่านเก้ามีความมั่นใจจากตรงไหนกันล่ะ ว่าหลินจือไป๋จะไม่มีทางสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกกันว่าเพลงสุดท้ายขึ้นมาได้อีกแล้วน่ะ?”
“เพราะเขาได้เข้าสู่สภาวะน้ำมันหมดตะเกียงเรียบร้อยแล้วจริงๆ น่ะซี!”
ท่านเก้าทำการวิเคราะห์: “ก็ลองดูเพลงที่เขามอบให้ฉีเจียนเจียและเยี่ยอิงดูสิ เพลงหนึ่งเพลงถึงกับต้องบิแยกออกมาเป็นสองเพลงเพื่อนำมาใช้ หากไม่ใช่เพราะไม่มีเพลงอื่นอยู่อีกแล้วจริงๆ เขาจำเป็นต้องมาเล่นแผนการหนึ่งทำนองสองเนื้อร้องท่านี้ออกมาด้วยงั้นเหรอ?”
ท่านเจ็ด: “……”
ท่านแปด: “……”
หลินจือไป๋สลับสับเปลี่ยนนำเพลงหนึ่งเพลงมาบิแยกเป็นสองเพลงเพื่อนำมาใช้จริงๆ นั่นแหละ แต่ทว่าสาเหตุมันไม่ใช่เพราะเขากำลังเล่นแผนการถือชามน้ำให้เสมอกันอยู่ท่ามกลางสองราชินีเพลงหรอกเหรอวะ?
เอาเถอะ
ไม่ว่าหลินจือไป๋ตกลงแล้วจะยังมีสิ่งที่เรียกว่า “เพลงสุดท้าย” เพลงใหม่โผล่มาอยู่อันดับชาร์ตเพลงใหม่ในปัจจุบันอีกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามชาร์ตเพลงใหม่ในตอนนี้ ก็ได้สร้างความเสียหายคริติคอลให้กับวงการเพลงฉีโจวเรียบร้อยแล้ว!
บนอินเทอร์เน็ตระเบิดแล้ว!
สื่อมวลชนระเบิดแล้ว!
คนในวงการก็ระเบิดระเบ้อไปตามๆ กันแล้ว!
“นี่มันเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นมาวะเนี่ย! ในสิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงใหม่ เก้าตำแหน่งล้วนตกเป็นของหลินจือไป๋หมดเลยงั้นเหรอ!?”
“เรื่องที่ไร้สาระที่สุดก็คือ เก้าอันดับแรกล้วนเป็นหลินจือไป๋หมดเลยต่างหาก!”
“ต้นกล้าต้นเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในสิบอันดับแรก เสือกเป็นบิดาแห่งเพลงที่แข็งแกร่งที่สุดของฉีโจวพวกเราอย่างท่านเก้างั้นเหรอ!?”
“ขนาดท่านเก้ายังทำได้เพียงมาปะปนอยู่ใต้เงื้อมมือของเขาในตำแหน่งตัวปิดท้ายใช่ไหมเนี่ย?”
“ฆ่ากันจนบ้าคลั่งไปแล้ว! ฆ่ากันจนบ้าคลั่งอย่างสิ้นเชิงไปแล้ว!”
“ไอ้เรื่องเจ็ดดาวเหนือ หรือแปดเซียนข้ามทะเลก่อนหน้านี้ล้วนกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่าไปหมดแล้ว ตอนนี้คนเขาฟาดไปตั้งเก้าเพลงแล้วนะโว้ย!”
“เก้าเพลงจะพูดว่ายังไงดีล่ะ?”
“เก้ามังกรลากโลงศพ……”
“ตัวอะไรกันวะเนี่ย ลากโลงศพตัวอะไรกันล่ะ ทำไมมีความรู้สึกเหมือนกำลังเหน็บแนมว่าท่านเก้าได้ลงโลงไปเรียบร้อยแล้วยังไงอย่างงั้น ทั้งที่ช่วงพีคของท่านเก้า ก็เคยยึดครองเก้าตำแหน่งในสิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงใหม่เหมือนกันนะ สู้เรียกกระแสระลอกนี้ของหลินจือไป๋ว่า เก้าชั้นฟ้าเด็ดดวงจันทร์ หรือ เก้าชั้นฟ้าสอยดวงจันทร์ จะฟังดูรื่นหูมากกว่าหน่อยนะโว้ย!”
มันเป็นไปตามคาดจริงๆ นั่นแหละ
สื่อมวลชนไม่มีและก็ไม่กล้าใช้คำว่า “เก้ามังกรลากโลงศพ” มาพรรณนาถึงสถานการณ์บนชาร์ตเพลงใหม่หรอกนะ
เพราะยังไงซะคำพูดคำนี้ มันไม่มีความเคารพต่อท่านเก้ามากเกินไป!
คิดไปคิดมา
สื่อมวลชนรายใหญ่ต่างๆ ต่างก็เลือกที่จะพรรณนาแบบนี้แทน: 《หลินจือไป๋ทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้าเพื่อสอยดวงจันทร์!》
เก้าอันดับแรกล้วนเป็นหลินจือไป๋หมดเลย!
มันก็คือการทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้าเพื่อสอยดวงจันทร์จริงๆ นั่นแหละไม่ใช่หรือไง?
ส่วนหลินจือไป๋ในห้องไลฟ์สดของวันที่สอง ในระหว่างที่ดูข่าวสารไป พลันเอ่ยปากถามพึมพำกับตัวเองออกมาประโยคหนึ่งว่า: “ทำไมถึงต้องเป็นเก้าชั้นฟ้าสอยดวงจันทร์ด้วยล่ะครับ?”
‘คุณคิดว่ายังไงล่ะ?’
‘เจ้าตัวเด่นอยากจะอวดความเหนือชั้นแล้วสินะ!’
‘ฮ่าฮ่า ระลอกนี้มันเหนือชั้นจนฟ้าถล่มดินทลายจริงๆ สามารถอวดความเหนือชั้นได้เต็มที่เลยละน่า!’
‘ท่านมหาเศรษฐีโคตรเจ๋ง!’
เมื่อมองดูคอมเมนต์ หลินจือไป๋กล่าวว่า “ความหมายของผมก็คือ ดวงอาทิตย์มันน่าจะมีความองอาจห้าวหาญยิ่งกว่าดวงจันทร์ไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมถึงไม่เรียกว่าเก้าชั้นฟ้าสอยดวงอาทิตย์ล่ะครับ? อืม…… เดี๋ยวนะครับ! ดวงอาทิตย์? ซี้ด…… ผมเหมือนจะเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาอีกแล้วสิครับเนี่ย……”
ผู้ชม: ????
ชาวเน็ต: !!!!
ท่ามกลางห้องไลฟ์สดที่คนทั้งอินเทอร์เน็ตกำลังจับตาดูอยู่นั้น หลินจือไป๋ได้ตกเข้าสู่สภาวะครุ่นคิดจมลึก ราวกับประกายไฟแห่งแรงบันดาลใจกำลังระเบิดสาดส่องปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง เมินเฉยต่อคอมเมนต์ที่ลอยเต็มหน้าจอไปอย่างสิ้นเชิง
…………………………………..