ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 470 เย่ฉายเอ๋อร์!
ตอนที่ 470 เย่ฉายเอ๋อร์!
เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงบ่าย ในที่สุดหลินจือไป๋ก็ออกเดินทางไปพร้อมกับกองทัพใหญ่มุ่งหน้าสู่ฮอลล์ดนตรีแห่งฉู่โจว ในเวลาเดียวกันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโจวต่างๆ ที่ซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันประชันอักษรฉีฉู่ในครั้งนี้ รวมถึงของฉีฉู่เอง มีหัวข้อการอภิปรายปรากฏขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
ฉีโจว
“ปีที่แล้วนึกไม่ถึงเลยว่าจ้าวโจวจะหาผู้ช่วยภายนอกมา พวกเราฉีโจวเจ็ดรายการเสียไปตั้งหกรายการ สุดท้ายยังต้องอาศัยโคลงคู่ของหลี่ไป๋ในการคว้าแชมป์แย่งเหรียญทองกลับมาได้อย่างหวุดหวิดหนึ่งเหรียญ เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงการแข่งขันของปีนี้ก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่รู้ว่ารอบนี้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรบ้างนะ”
“ในใจรู้สึกหวั่นๆ อยู่เหมือนกันนะ”
“ปีนี้กลุ่มรายการกู่ฉินของพวกเรายังคงเป็นผู้เข้าแข่งขันคนเดิมกลุ่มนั้น จากปีที่แล้วมีเพียงหวังอันที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดซึ่งโดนเปลี่ยนตัวออกไป แล้วเอาหลินจือไป๋เข้ามาแทนในปีนี้”
“ชี้น่ากลัวที่สุดก็คือฝั่งฉู่โจวก็ยังคงเป็นคนกลุ่มเดิมจากปีที่แล้วเช่นกัน ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งห้าคนของฉู่โจว คนที่ร้ายกาจที่สุดก็คือผู้ช่วยภายนอกของจ้าวโจวที่ชื่อว่าเย่ฉายเอ๋อร์คนนั้น ผู้เข้าแข่งขันระดับปรมาจารย์ทั้งสี่คนทางฝั่งพวกเราปีที่แล้วล้วนเคยโดนเย่ฉายเอ๋อร์ถล่มมาหมดแล้ว มีเพียงหลินจือไป๋ที่เพิ่งจะเข้าร่วมในปีนี้เท่านั้นที่ยังเป็นตัวแปรที่มองไม่เห็น”
“หลินจือไป๋หรือหวังอันคาดว่าก็คงไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่หรอกมั้ง ฉันแค่อยากรู้ว่าจะสามารถคว้าเหรียญเงินมาได้ไหม การคว้าเหรียญเงินมาได้อย่างน้อยที่สุดก็สามารถอธิบายได้ว่าพวกเราแค่แพ้ผู้ช่วยภายนอกของฉู่โจวไม่ได้แพ้ตัวฉู่โจวเองไม่ได้”
เห็นได้ชัดว่าสำหรับการแข่งขันในวันแรก ชาวเน็ตฉีโจวแอบมีความรู้สึกมองโลกในแง่ร้ายอยู่บ้าง
“เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็จะได้เห็นไป๋ตี้เป็นตัวแทนของฉีโจวลงแข่งขันแล้ว!”
“ช่องไหนดูได้บ้างครับ?”
“อีกสี่สิบนาทีทางสถานีโทรทัศน์เทียนกวางครับ!”
“อ้าว? หลินจือไป๋ไม่ใช่หลานชายสายตรงของเสินฮวาหรอกเหรอ ทำไมการแข่งขันของเขาถึงต้องไปดูทางสถานีโทรทัศน์เทียนกวางล่ะครับ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เรื่องนี้มันพูดไปแล้วมันยาวนะ เอาเป็นว่าคุณคิดซะว่าสถานีโทรทัศน์เสินฮวาไม่ค่อยจะมองบวกกับเรตติ้งการถ่ายทอดสดการแข่งขันนี้แล้วกันนะ”
“หลินจือไป๋เป็นผู้ถือหุ้นของคุนเผิง คุนเผิงมีหุ้นอยู่ในสถานีโทรทัศน์เทียนกวางนะ”
“ซับซ้อนจังเลย!”
การประชันอักษรฉีฉู่ ใครจะแพ้ใครจะชนะคนฉินโจวไม่ได้เกิดความใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกคนแค่อยากจะดูการแสดงของหลินจือไป๋เท่านั้นเอง ส่วนถ้าจะถามว่าในใจโอนเอียงไปทางฝั่งไหนนั่นก็ต้องเป็นฉีโจวอย่างแน่นอนอยู่แล้ว อย่างไรเสียผู้ช่วยภายนอกที่ฉีโจวเชิญไปก็คือหลินจือไป๋ ความภาคภูมิใจในใจของคนฉินโจว!
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ หลังจากที่ทุกคนได้รับทราบว่าหลินจือไป๋จะเป็นตัวแทนของฉีโจวเข้าร่วมการแข่งขันประชันอักษรแล้ว บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็คงไม่พากันโวยวายอยากจะดูการถ่ายทอดสดกันหรอก–
ถูกต้องแล้ว เดิมทีทางฝั่งฉินโจวนี้ไม่มีสถานีโทรทัศน์ช่องไหนเลยที่วางแผนจะถ่ายทอดสดการแข่งขันนี้ อย่างไรเสียนี่ก็เป็นการแข่งขันระหว่างฉีโจวและฉู่โจว ทว่ากลับต้านทานกระแสความต้องการดูหลินจือไป๋ของชาวเน็ตไม่ไหว ซูฉานผู้บริหารสูงสุดของสถานีโทรทัศน์เทียนกวาง ในที่สุดก็ได้โบกมือครั้งใหญ่คว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมาครอง เธออยากจะรู้ว่าปริมาณทราฟฟิกของหลินจือไป๋ตัวคนเดียวนั้น จะสามารถพุ่งทะยานไปถึงระดับไหนได้ในฉินโจว ในที่สุดก็กำลังจะมาแล้ว!
“ตั้งตารอคอยช่วงเวลานี้ตั้งนานแล้ว!”
“ฉู่โจวสู้ๆ ต้องชนะ!”
“ปีที่แล้วล้มเหลวเกินไป พวกเราเพิ่งจะคว้าเหรียญทองมาได้แค่หกเหรียญ ปีนี้จำเป็นต้องคว้ามาให้ได้ทั้งเจ็ดเหรียญ ถล่มฉีโจวให้ราบคาบไปเลย!”
“ใช่แล้ว ปีนี้จำเป็นต้องถล่มฉีโจวให้ราบคาบ!”
“รายการอื่นๆ น่ะพูดยอดเยี่ยมหมด ทว่ารู้สึกว่าเรื่องการเขียนพู่กันจีนนี่มันจะแอบมีความยากอยู่บ้างนะ อย่างไรเสียหลินจือไป๋คนนั้นก็เคยเอาชนะจูเกอชิวเหลียงมาแล้วครั้งหนึ่งนี่นา!”
ไม่มีใครถามแล้วว่าหลินจือไป๋คือใคร ในฉู่โจวตอนนี้หลินจือไป๋ค่อนข้างมีชื่อเสียงเรียงนามเลยทีเดียว อย่างไรเสียคนฉู่ทุกคนที่จับตามองการประชันอักษรต่างก็รู้ดี
หลินจือไป๋เป็นผู้ช่วยภายนอกของฉีโจว ตัวคนเดียวลงสมัครถึงเจ็ดรายการ!
ช่างสร้างจุดขายไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ดูแล้วหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว ทว่าทุกคนต่างก็อยากจะดูเรื่องตลก หลินจือไป๋คุณลงสมัครไปถึงเจ็ดรายการแล้ว จะสามารถคว้าอันดับหนึ่งกลับไปได้สักกี่รายการกันเชียว?
และที่จ้าวโจวก็มีสถานีโทรทัศน์ขนาดใหญ่คว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมาครองเช่นกัน
“พี่น้องทั้งหลาย ถึงเวลาของการประชันอักษรฉีฉู่จ้าวประจำปีอีกแล้ว!”
“การประชันอักษรฉีฉู่จ้าวก็พอฟังขึ้นอยู่นะ”
“ฮ่าๆ ฉู่โจวเชิญผู้ช่วยภายนอกของจ้าวโจวเราไปตั้งมากมายขนาดนั้น จะไม่ให้เรียกว่าการประชันอักษรฉีฉู่จ้าวได้อย่างไรกันล่ะ ชอบดูคนจ้าวโจวของเราพาที่มฉู่โจวไปถล่มพวกปรมาจารย์ของฉีโจวในการแข่งขันที่สุดเลย! อย่างไรเสียปรมาจารย์ก็ยังมีช่องว่างของฝีมืออยู่!”
“ในเรื่องกู่ฉิน หมากล้อม การเขียนพู่กันจีน การวาดภาพ กวี และคำกลอนนี้ จ้าวโจวของเราน่ะไร้เทียมทานอยู่แล้ว!”
“จะว่าไปปีนี้ฉู่โจวเชิญปรมาจารย์จากฝั่งพวกเราไปกี่คนเหรอครับ?”
“น่าจะหกคนนะ”
“สรุปแล้วมันคือฉู่โจวกำลังแข่งขันกับฉีโจว หรือว่าจ้าวโจวของเรากำลังแข่งขันกับฉีโจวกันแน่เนี่ย?”
ชาวเน็ตจ้าวโจวพากันหัวเราะลั่น ในอากาศอบอวลไปด้วยกระแสความสุขสำราญใจ การประชันอักษรฉีฉู่ของปีที่แล้วคนจ้าวโจวได้ดูแล้วรู้สึกสะใจเป็นอย่างมาก
อย่างไรเสียการได้เห็นปรมาจารย์ของโจวตัวเองไปถล่มคู่ต่อสู้ในการประชันอักษรฉีฉู่ ย่อมสามารถทำให้คนจ้าวโจวทุกคนพลอยได้รับเกียรติภูมิไปด้วย ด้วยเหตุนี้สำหรับการประชันอักษรฉีฉู่ในปีนี้ คนจ้าวโจวเองก็มีความคาดหวังที่เหมือนกัน!
เมื่อเปรียบเทียบกับฉินฉู่จ้าวแล้ว บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตค่อนข้างมีความเงียบสงบ พวกเขาเกิดความสนใจในการประชันอักษรฉีฉู่ต่ำที่สุด บนอินเทอร์เน็ตมีเพียงหัวข้อการอภิปรายประปรายเท่านั้น
“การประชันอักษรฉีฉู่เริ่มต้นขึ้นวันนี้ใช่ไหมครับ?”
“เหลือเวลาอีกสิบนาที จงโจวช่องห้าจะทำการถ่ายทอดสด”
“รู้สึกไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่นะ”
“ฉันกลับแอบมีความสนใจอยู่บ้าง หลักๆ คืออยากจะดูหลินจือไป๋คนนั้น”
“หลินจือไป๋? ก็คือคนที่เคยเอาชนะอาจารย์จูเกอชิวเหลียงคนนั้นเหรอ ทวาวันนี้ไม่ใช่การแข่งขันกู่ฉินหรอกเหรอครับ?”
“หลินจือไป๋เป็นคนรอบรู้ ไม่ใช่มีความสามารถแค่เรื่องการเขียนพู่กันจีนอย่างเดียว เขายังเล่นกู่ฉินเป็นอะไรพวกนั้นด้วย ก็เลยจัดแจงลงสมัครในทุกๆ รายการเลย”
“เชี่ย ร้ายกาจขนาดนี้เลยเหรอ งั้นฉันก็ขอดูซะหน่อยแล้วกัน”
“ฉันก็ขอดูเหมือนกัน คนๆ นี้สรุปแล้วจะร้ายกาจขนาดไหนกันเชียว?”
คนจงโจวไม่ได้ถือว่ามีความแปลกแยกกับชื่อหลินจือไป๋นี่เท่าไหร่นัก อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนที่เคยเอาชนะจูเกอชิวเหลียงมาแล้ว!
และจูเกอชิวเหลียงก็เป็นนักเขียนพู่กันจีนอันดับหนึ่งของโลกที่จงโจวให้การยอมรับโดยทั่วกัน ผลลัพธ์คือความภาคภูมิใจของวงการเขียนพู่กันจีนแห่งจงโจว ในงานเลี้ยงการกุศลครั้งนั้นต่อหน้าต่อตาคนทั้งโลกกลับโดนหลินจือไป๋ใช้อักษรหวัดแกมบรรจงบดขยี้จนราบคาบ!
แรงกระแทกของฉากนั้นมันช่างรุนแรงเกินไป!
คนจงโจวจำนวนมากจนถึงตอนนี้ก็ยังคงลืมไม่ลงเลยทีเดียว!
ฉีโจว!
ฉู่โจว!
ฉินโจว!
จ้าวโจว!
จงโจว!
บลูสตาร์มีทั้งหมดเพียงแค่แปดโจวใหญ่เท่านั้น มีถึงห้าโจวใหญ่ที่ทำการถ่ายทอดสดการแข่งขันประชันอักษรฉีฉู่ในครั้งนี้!
การประชันอักษรฉีฉู่ที่จัดขึ้นมาตั้งหลายครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีกระแสความนิยมที่สูงส่งขนาดนี้ สามารถพูดได้เลยว่าเกินครึ่งหนึ่งของดาวเคราะห์ดวงนี้ต่างพากันจับตามองอยู่ ทว่าในเวลานี้วันแรกของการแข่งขันประชันอักษรฉีฉู่ รายการกู่ฉินเหลือเวลาอีกเพียงห้านาตีกว่าจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบคนได้เข้าสู่หลังเวทีเพื่อทำการจับฉลากตัดสินลำดับการขึ้นเวที เรียกว่าลำดับการขึ้นแสดง หลินจือไป๋จับได้หมายเลขแปด เขาหันไปโชว์ให้กล้องดูแวบหนึ่ง ลำดับของเขาค่อนข้างอยู่ทางด้านหลัง
พิธีกรการแข่งขันเอ่ยปากกล่าวว่า: “กฎของการแข่งขันกู่ฉินในครั้งนี้ก็คือ ทุกคนจะต้องขึ้นเวทีมาแสดงบทเพลงคนละหนึ่งบทเพลง ตามการจัดอันดับของบทเพลงในรอบแรกจะมีคนโดนคัดออกสองคน และมีแปดคนผ่านเข้าสู่รอบที่สอง ส่วนรอบที่สองจะมีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น โดยเป็นระบบการแข่งขันแบบแปดคนคัดเหลือสี่คน รอบที่สามสี่คนคัดเหลือสองคน ส่วนรอบที่สี่ก็คือการศึกตัดสินแชมป์ในรอบสุดท้ายครับ!”
หลินจือไป๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอบแรกสิบคนคัดเหลือแปดคน สำหรับตัวเขาแล้วไม่ได้มีความเสี่ยงใดๆ เลย หลังจากนี้ก็แค่คิดว่าจะบรรเลงบทเพลงอะไรดีในรอบแรก เพื่อการแข่งขันกู่ฉินในครั้งนี้ หลินจือไป๋ได้จัดเตรียมบทเพลงไว้ตั้งหลายบทเพลง ยกตัวอย่างเช่น ‘กวางหลิงซาน’ หรืออย่างเช่น ‘เกาซานหลิวสุย’ เป็นต้น บทเพลงเหล่านี้ก็เหมือนกับ ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ในชาติก่อน เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ทว่ากลับไม่ได้ถูกเผยแพร่มาบนโลกบลูสตาร์ ในความเป็นจริงแล้ว
ต่อให้เป็นในชาติก่อน บทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกที่ถูกเผยแพร่สืบทอดต่อกันมา ส่วนใหญ่เวอร์ชันก็น่าจะมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก กระทั่งหลินจือไป๋เองก็ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าอันไหนมันมีความเป็นออริจินัลมากกว่ากัน ยังดีที่มีระบบอยู่ ระบบได้ทำการรวบรวมและจัดระเบียบเพลงเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ ในแต่ละบทเพลงล้วนเป็นบทเพลงสุดคลาสสิกไม่ได้ด้อยไปกว่า ‘เหมยฮวาซานน่ง’ เลยแม้แต่นิดเดียว!
เวลาห้านาทีผ่านไปในพริบตา พร้อมไปกับการประกาศของพิธีกร ปรมาจารย์คนแรกก็ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีและเริ่มทำการแสดง ปรมาจารย์กู่ฉินคนนี้มาจากฉีโจว อายุอานามอยู่ที่ประมาณห้าสิบปี รูปร่างหน้าตาดูแล้วมีกลิ่นอายของปรมาจารย์กู่ฉินเป็นอย่างมาก เห็นเพียงเขาไปนั่งลงตรงหน้ากู่ฉิน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็เริ่มทำการบรรเลง เสียงของกู่ฉินราวกับมีความสูงส่งและว่างเปล่าของฟากฟ้า น้ำเสียงมีความเบาสบายและพลิ้วไหว ปลุกเร้าจิตใจของผู้คนค่อยๆ ไหลรินไปทั่วฮอลล์ดนตรีแห่งฉู่โจว
ภายในฮอลล์ดนตรีมีที่นั่งอยู่หลายร้อยที่นั่ง ผู้คนนั่งกันอยู่จนเต็มพื้นที่ ต่างพากันเงียบฟังอย่างสงบ ผู้ชมเหล่านี้โดยพื้นฐานแล้วล้วนดูเป็นทั้งสิ้น ถึงขั้นมีบุคคลระดับบิ๊กในสาขากู่ฉินอยู่ด้วยไม่น้อยเลยทีเดียว ทุกคนต่างพากันเพลิดเพลินไปกับทักษะกู่ฉินของปรมาจารย์ และพร้อมไปกับเสียงดนตรีที่ค่อยๆ ไต่ระดับไปถึงจุดไคลแมกซ์ ความเร็วของมือในการบรรเลงของปรมาจารย์ก็ค่อยๆ เร็วขึ้น เสียงพิณก็ราวกับเป็นท่วงทำนองเสียงของมนุษย์ มีความคร่ำครวญและสะเทือนอารมณ์เป็นอย่างมาก…
ในพื้นที่รอคอย หญิงสาวคนหนึ่งที่สวมใส่ชุดสีขาวพลันเอ่ยปากกล่าวขึ้นมาว่า:
“คือบทเพลงอะไรเหรอ?”
คนที่เอ่ยปากก็คือเย่ฉายเอ๋อร์ ผู้ช่วยภายนอกที่ฉู่โจวเชิญมานั่นเอง เย่ฉายเอ๋อร์ที่มาจากจ้าวโจว ปีที่แล้วได้ช่วยให้ฉู่โจวคว้าแชมป์ในรายการกู่ฉินมาครองได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้
ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นคนในท้องถิ่นทั้งสี่คนของฉู่โจวจึงมีความเกรงใจในตัวผู้ช่วยภายนอกคนนี้เป็นอย่างมาก หนึ่งในนั้นที่เป็นปรมาจารย์กู่ฉินของฉู่โจวที่ชื่อว่าเสี่ยวเหยช่วยแนะนำว่า: “บทเพลงนี้ในช่วงก่อนหน้านี้ฉันก็เคยศึกษาวิจัยมาเหมือนกัน เป็นเพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ที่หลินจือไป๋สร้างสรรค์ขึ้นในงานชุมนุมกวีวันไหว้พระจันทร์ของฉีโจวนะครับ”
หลินจือไป๋?
เย่ฉายเอ๋อร์พลันหันหน้าไปมองยังพื้นที่แห่งหนึ่ง ตรงนั้นกำลังมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ ซึ่งมีความเยาว์วัยจนดูไม่เข้าพวกกับปรมาจารย์คนอื่นๆ ที่อยู่รอบด้านเลยแม้แต่นิดเดียว
“คือเขาเหรอ?”
“ใช่ครับ”
เสี่ยวเหยยิ้มแล้วกล่าวว่า: “แม้ว่าความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของหลินจือไป๋จะแข็งแกร่งมาก ทว่าการแข่งขันของกลุ่มกู่ฉินพวกเราหลักๆ แล้วดูที่ทักษะฝีมือในการบรรเลง ดังนั้นอาจารย์เย่จึงไม่มีความจำเป็นต้องกังวลมากเกินไปหรอกครับ ด้วยฝีมือของคุณจะต้องสามารถคว้าแชมป์มาครองได้อย่างง่ายดายแน่นอน… อาจารย์เย่คุณจะไปไหนนะครับ?”
“คุณไม่ต้องสนใจหรอก”
เย่ฉายเอ๋อร์กล่าวพลางเดินมุ่งหน้าไปหาหลินจือไป๋ แล้วหลินจือไป๋เห็นเย่ฉายเอ๋อร์จึงเอ่ยปากกล่าวว่า: “มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”
เย่ฉายเอ๋อร์กล่าวอย่างจริงจังว่า: “ฉันชอบบทเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่บนเวทีตอนนี้มากเลยค่ะ ได้ยินมาว่าคุณคือผู้สร้างสรรค์บทเพลงนี้ ดังนั้นฉันจึงอยากจะเดินมาทำความรู้จักกับปรมาจารย์ด้านการสร้างสรรค์เพลงกู่ฉินอย่างคุณค่ะ ในขณะเดียวกันฉันอยากจะขอร้องให้คุณช่วยมอบสิทธิ์ให้ฉันสามารถนำบทเพลงนี้ไปบรรเลงตอนที่เดินทางกลับไปที่จ้าวโจวได้ไหมคะ”
อยากจะซื้อลิขสิทธิ์งั้นเหรอ?
หลินจือไป๋ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า: “ได้สิครับ วันหลังติดต่อบริษัทของผมเพื่อเซ็นสัญญาข้อตกลงได้เลย”
ในเวลานี้ปรมาจารย์ที่อยู่บนเวทีคนนั้นก็เป็นหลังจากที่ได้รับสิทธิ์จากหลินจือไป๋แล้วถึงได้ก้าวขึ้นสู่เวทีมาบรรเลงบทเพลงนี้ อย่างไรเสียก็เป็นคนกันเอง หลินจือไป๋จึงได้ตอบตกลงไป อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ถือว่าช่วยประชาสัมพันธ์เพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ให้ตัวเองไม่ใช่หรือไงกันล่ะ?
ส่วนเย่ฉายเอ๋อร์ที่อยากจะซื้อ หลินจือไป๋ย่อมไม่ได้มีความคิดเห็นคัดค้านอยู่แล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงปรมาจารย์กู่ฉินระดับท็อป การที่เธอช่วยบรรเลงเพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ก็สามารถช่วยประชาสัมพันธ์ให้ตัวเองได้เหมือนกัน มีอะไรให้ไม่ยินดีกันล่ะ?
“ขอบคุณค่ะ!”
เย่ฉายเอ๋อร์เกิดความยินดีขึ้นมาบ้าง เธอเอ่ยปากกล่าวว่า: “คุณได้ช่วยงานใหญ่ของฉันไว้เลยล่ะค่ะ ตอนฉันกลับไปที่จ้าวโจวจะมีการจัดงานแสดงดนตรีขึ้นมาครั้งหนึ่ง กำลังกลัดกลุ้มใจอยู่เลยว่าไม่มีบทเพลงปิดท้ายที่เหมาะสมน่ะค่ะ”
การไลฟ์สดการบรรเลงนั้น ไม่เพียงแต่จะปล่อยภาพฉากการแสดงของผู้บรรเลงออกมาเท่านั้น ทว่ายังทำให้ผู้ชมที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ได้เห็นปฏิกิริยาของผู้ชมหน้างาน รวมถึงปฏิกิริยาของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่อยู่หลังเวทีเป็นต้นด้วย ผลลัพธ์คือพอกล้องแพนไป ผู้ชมของแต่ละโจวใหญ่ก็จะได้เห็นผู้เข้าแข่งขันที่เยาว์วัยที่สุดทั้งสองคนอย่างหลินจือไป๋และเย่ฉายเอ๋อร์ กำลังยืนพูดคุยกันอยู่หลังเวที ภาพหน้าจอมันช่างมีความแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก เพราะหลินจือไป๋นั่งอยู่ ส่วนเย่ฉายเอ๋อร์กลับเท้าเอวพูดคุยกับอีกฝ่าย ดูไปแล้วราวกับมีความเคารพยำเกรงเป็นอย่างมาก
ทั้งๆ ที่ทุกคนต่างก็เป็นผู้เข้าแข่งขันเหมือนกัน…
แถมเย่ฉายเอ๋อร์ยังเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการคว้าแชมป์อีกด้วย!
ผลลัพธ์คือการที่เธอแสดงท่าทีแบบนี้ต่อหน้าหลินจือไป๋ ย่อมทำให้ผู้ชมพากันรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก!
ฉินโจว
“ขำตายล่ะ น้องสาวคนนั้นไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันของฉู่โจวหรอกเหรอ ไปยืนพูดคุยอะไรกับอู๋ฉือกันนะ คงไม่ใช่ไปขอเบอร์โทรศัพท์หรอกนะ?”
“น้องสาวคนนั้นไม่ใช่คนฉู่หรอกนะ เธอเป็นคนจ้าวโจว ผู้ช่วยภายนอกที่ฉู่โจวเชิญไป แถมยังเป็นถึงแชมป์ในรอบที่แล้วของกลุ่มกู่ฉินด้วยนะ”
“เชี้ยะ แชมป์เหรอ? งั้นเธอก็ทำตัวดูต่ำต้อยเกินไปต่อหน้าท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งหรือเปล่านะ?”
“บางทีทั้งสองคนอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้หรอกมั้ง”
ฉู่โจว
“เกิดสถานการณ์อะไรขึ้นนะ?”
“เย่ฉายเอ๋อร์ทำไมถึงได้ดูเหมือนเป็นแฟนคลับของท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งเลยล่ะ?”
“พวกเขากำลังพูดคุยอะไรกันอยู่นะ?”
“ไม่ใช่สิ ผู้เข้าแข่งขันของฉีโจวและฉู่โจวต่างก็ไม่ได้สนใจกันและกัน ทว่าผู้ช่วยภายนอกของทั้งสองฝั่งกลับพูดคุยกันอย่างสนุกสนานงั้นเหรอ?”
“พวกคุณดูหลังเวทีสิ เย่ฉายเอ๋อร์นี่คือโดนหลินจือไป๋ทำเสน่ห์ใส่หรือเปล่านะ?”
“น่ารังเกียจชะมัด! แม้ว่าหมอนี่จะหล่อเหลามากจริงๆ ทว่าเย่จื่อก็คือเทพธิดาในความฝันของคนฉู่อย่างพวกเรานะ!”
“ก็แค่ภาพฉากหนึ่งจากกล้องเท่านั้นเอง พวกคุณจะมโนอะไรกันนักหนา”
“แค่ภาพฉากหนึ่งจากกล้องงั้นเหรอ? คุณแม่งช่วยดูใหม่ชัดๆ”
“เชี่ยแล้ว!”
พร้อมไปกับเสียงอุทานด้วยความตกใจของผู้ชมชาวฉู่บางส่วน ทุกคนได้เห็นเย่ฉายเอ๋อร์ทำการโค้งคำนับให้หลินจือไป๋อย่างจริงจัง จากนั้นถึงได้หันหลังเดินกลับไปยังตำแหน่งของตัวเอง สวยอยู่นะ ดูแล้วอายุน่าจะไม่ถึงสามสิบปีใช่ไหม?
จงโจว
“การประชันอักษรฉีฉู่นี่แอบมีความน่าสนใจอยู่นะ รายการกู่ฉินในรอบแรกก็มีความยอดเยี่ยมขนาดนี้แล้ว!”
“การบรรเลงยอดเยี่ยมมากจริงๆ ทว่าประเด็นสำคัญคือบทเพลงนี้ ก่อนหน้านี้ฉันกลับไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เป็นโน้ตเพลงใหม่ที่ปรมาจารย์คนไหนสร้างสรรค์ขึ้นมาหรือเปล่านะ?”
“ฟังฝีมือกู่เจิงไม่เป็นหรอกนะ ทว่าหลินจือไป๋หล่อมากเลยล่ะ!”
“ผู้ช่วยภายนอกของฉู่โจวที่ชื่อเย่ฉายเอ๋อร์คนนี้ก็แอบมีความจ้าวใจ”
“อาจารย์ฉายเอ๋อร์กำลังทำอะไรอยู่นะ?”
“เกิดอาการหลงเสน่ห์ขึ้นมาเหรอ?”
“ท่าทีที่ดูต่ำต้อยแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากเลยล่ะ!”
“ฉายเอ๋อร์ คุณเดินทางมาเพื่อถล่มคู่ต่อสู้นะ ไม่ใช่มาทำความรู้จักเป็นเพื่อนกับหนุ่มหล่อ!”
คนที่ชอบกู่ฉินก็ฟังเสียงกู่ฉิน คนที่ชอบเรื่องซุบซิบก็ดูหลังเวที มันเหมือนกับการแข่งขันฟุตบอล มีคนที่ดูฟุตบอลและมีคนที่ดูพริตตี้ฟุตบอล ส่วนเรื่องที่เย่ฉายเอ๋อร์โค้งคำนับให้หลินจือไป๋ ความจริงแล้วก็แค่เป็นการแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจหลังจากที่ได้รับสิทธิ์การบรรเลงเพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ เท่านั้นเอง ทว่าภายนอกกลับเห็นเพียงภาพฉากที่เย่ฉายเอ๋อร์มีความเคารพนอบน้อม ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดคุยอะไรกันเป็นการเฉพาะ ถึงได้พากันมโนเรื่องราวอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย
ยามที่การบรรเลงกู่ฉินในแมตช์นี้สิ้นสุดลง เหล่าคณะกรรมการก็เริ่มทำการให้คะแนน พิธีกรเองก็กำลังดำเนินรายการอธิบาย–
“เพื่อรับประกันความยุติธรรมและความเป็นมืออาชีพ คณะกรรมการของการประชันอักษรฉีฉู่ในครั้งนี้ จึงมาจากแต่ละแปดโจวใหญ่ รวมทั้งสิ้นสิบหกท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านกู่ฉินครับ!”
“ส่วนบทเพลงเมื่อสักครู่นี้อาจจะมีเพื่อนๆ บางส่วนที่รู้สึกแปลกหน้าอยู่บ้าง”
“บทเพลงนี้มีชื่อว่า ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ผู้สร้างสรรค์ผลงานก็คืออาจารย์หลินจือไป๋แห่งฉินโจวครับ!”
“พอดีเลยที่วันนี้อาจารย์หลินจือไป๋ในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่เป็นผู้ช่วยภายนอกของฉีโจว ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันในกลุ่มรายการกู่ฉินด้วยเช่นกัน เพียงแต่ดูเหมือนวันนี้เขาจะไม่ได้เตรียมตัวที่จะมาบรรเลงเพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีทางมอบสิทธิ์ให้อาจารย์อันอวี๋โจวหรอกครับ”
“เอาล่ะครับ!”
“การให้คะแนนสิ้นสุดลงแล้ว พวกเราสามารถมองเห็นได้ว่าปรมาจารย์กู่ฉินคนแรกของฉีโจวอย่างอาจารย์อันอวี๋โจว ได้คะแนนไป 1,408 คะแนนครับ!”
“นี่เป็นผลคะแนนที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียวครับ!”
“อย่างไรเสียในมือของคณะกรรมการแต่ละท่านก็มีเพียงแค่หนึ่งร้อยคะแนนเท่านั้น หลังจากตัดคะแนนสูงสุดและคะแนนต่ำสุดออกไปแล้ว คะแนนเฉลี่ยของเขาก็คือแปดสิบแปดคะแนนครับ!”
“ลำดับต่อไปขอพวกเรามาร่วมต้อนรับผู้เข้าแข่งขันคนทึ่สองกันครับ!”
“ผู้ช่วยภายนอกของฉู่โจว อาจารย์เย่ฉายเอ๋อร์ที่มาจากจ้าวโจวครับ!”
หลินจือไป๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ระดับฝีมือการบรรเลงหน้างานของเย่ฉายเอ๋อร์จะเป็นอย่างไร ย่อมเป็นตัวตัดสินว่าเขาจำเป็นต้องเพิ่มระดับการเปิดโปรใหม่มากขึ้นหรือเปล่า
==================