ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 471 ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้!
ตอนที่ 471 ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้!
เย่ฉายเอ๋อร์กำลังจะขึ้นเวทีแล้ว!
ผู้ชมจากแต่ละโจวที่กำลังรับชมการประชันอักษรฉีฉู่ต่างพากันตื่นเต้นขึ้นมา–
ความตื่นเต้นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา
ผ่านเรตติ้งการถ่ายทอดสดที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนที่เย่ฉายเอ๋อร์กำลังจะก้าวขึ้นสู่เวที
สาเหตุนั้นง่ายมาก
ข้อแรกระดับกู่ฉินของเย่ฉายเอ๋อร์สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง
ข้อสองเย่ฉายเอ๋อร์รูปโฉมงดงามเป็นอย่างมาก!
อย่าได้ดูแคลนแต้มต่อเรื่องรูปโฉมภายนอกแบบนี้เชียว
ขอเพียงหน้าตาสะดุดตา บวกกับฝีมือในสาขาใดสาขาหนึ่งที่แข็งแกร่งมากพอ…
ไม่ว่าจะบรรเลงกู่ฉินหรือเป็นนักกีฬาทีมชาติ
ก็ล้วนสามารถกลายมาเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตกได้ทั้งนั้น
กระแสความนิยมถึงขั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าดาราดังเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ!
แถมระดับชั้นยังดูสูงส่งกว่าอีกด้วย
ดังนั้นยามที่เย่ฉายเอ๋อร์ขึ้นเวที
ผู้ชมจะเกิดความคาดหวังจึงเป็นเรื่องที่ปกติมาก
ครึ่งหนึ่งมุ่งเป้าไปที่ใบหน้าของเธอ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือถึงจะมุ่งเป้าไปที่ฝีมือการบรรเลงกู่ฉินของเธอจริงๆ
ในจังหวะที่กล้องโฟกัสจับภาพอยู่
เย่ฉายเอ๋อร์ก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า เดินมุ่งหน้าไปบนเวทีแล้วนั่งลงตรงหน้ากู่ฉิน
บนใบหน้าของเธอไม่ได้มีความตื่นตระหนกให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว
มุมปากแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ
เธอหยิบจี้ห้อยคอตรงหน้าอกออกมาแล้วประทับจูบลงไปเบาๆ
นี่คือสิ่งของที่มารดาผู้ล่วงลับหลงเหลือไว้ให้เธอ
หลังจากนั้นเย่ฉายเอ๋อร์ขยับนิ้วทั้งห้าแล้วเริ่มทำการบรรเลง
บทเพลงที่เธอทำการบรรเลงมีชื่อว่า ‘อวิ๋นอวี่อูซาน’
เป็นบทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกที่มีความคร่ำครวญและสะเทือนอารมณ์
ซึ่งถูกเผยแพร่สืบทอดต่อกันมาจากหลายร้อยปีก่อนจนถึงปัจจุบัน
ผู้ชมต่างพากันคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้ว
ทว่าเย่ฉายเอ๋อร์กลับหาคนมาทำการดัดแปลงทำนองเพลง
ในรสชาติเดิมๆ ที่คุ้นเคยจึงแอบมีกระแสของการตีความที่เป็นสไตล์ส่วนตัวของเธอเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย
ฉินโจว
“นี่คือเพลง ‘อวิ๋นอวี่อูซาน’ ใช่ไหมครับ?
มีการดัดแปลงทำนองเพลงนิดหน่อยเหรอ?
รู้สึกว่ามีรสชาติมากกว่าเวอร์ชันออริจินัลอีกนะ!”
“เวอร์ชันออริจินัลน่ะคลาสสิกที่สุด
ทว่าเวอร์ชันนี้ความรู้สึกแปลกใหม่มันไร้เทียมทานมาก
บวกกับการแสดงออกส่วนบุคคลของเย่ฉายเอ๋อร์ด้วย ถึงได้น่าฟังขนาดนี้ไงล่ะ
ระดับกู่เจิงนี้มันช่างล้ำเลิศเกินไปแล้ว!”
“คนบนนี้แม่ง นี่มันคือกู่ฉินต่างหากล่ะ! ไม่ใช่กู่เจิง!”
“ฉันคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันมาโดยตลอดเลยนะ”
“บรรเลงได้ดีมากจริงๆ มีรสชาติมากเลยล่ะ”
“ดีดได้ขาวมากเลยครับ!”
“คุณควรจะหมายถึงกู่ฉินนะ!”
ฉีโจว
“แม้ว่าเย่ฉายเอ๋อร์จะเป็นผู้ช่วยภายนอกของฉู่โจวตัวน้อย
ทว่าก็จำเป็นต้องยอมรับเลยว่าระดับฝีมือของเธอมันสูงส่งมากจริงๆ
ฉันฟังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่หรอกนะ ทว่าสามารถรับรู้ได้ว่าแข็งแกร่งกว่าคนก่อนหน้านี้”
“อาจารย์อันอวี๋โจวก็ถือว่าร้ายกาจมากแล้ว
ทว่าเย่ฉายเอ๋อร์เป็นถึงอัจฉริยะในรอบร้อยปีของสาขากู่ฉินเลยนะ!”
“ใช่แล้ว นี่ก็คือสาเหตุที่ปีที่แล้วเย่ฉายเอ๋อร์บดขยี้คนทั้งงานจนคว้าแชมป์มาครอง
ดูจากปีนี้แล้วก็เป็นจังหวะที่จะบดขยี้คนทั้งงานเหมือนกันนี่หว่า!”
“นี่เพิ่งจะรอบแรกแท้ๆ ก็มอบความรู้สึกอันประณีตและล้ำเลิศให้แก่ผู้คนแล้ว!”
“รายการนี้พวกเราคงต้องจบเห่แล้วล่ะ!”
ฉู่โจว
“เทพธิดา เทพธิดา เทพธิดา!”
“เย่ฉายเอ๋อร์ทำเอาฉันซาบซึ้งจนอยากจะร้องไห้จริงๆ เธอร่วมต่อสู้เพื่อฉู่โจวของเราอยู่นะ!”
“ไม่ใช่เพราะฉู่โจวมอบเงินรางวัลตอบแทนให้ตั้งมากมายหรอกเหรอ… ทว่าฉันก็แอบชอบเธอเหมือนกันนะ!”
“แข็งแกร่งกว่าคนแรกตั้งเยอะ!”
“คนแรกชื่ออันอวี๋โจวเป็นผู้เข้าแข่งขันของฉีโจว ปีที่แล้วคว้าเหรียญทองแดงมาครอง ความจริงแล้วไม่ได้อ่อนแอเลยนะ”
“ฮ่าๆ มีการเปรียบเทียบถึงได้เห็นช่องว่างของฝีมือไงล่ะ!”
“บทเพลงสุดคลาสสิกขนาดนี้ยังกล้าที่จะดัดแปลงทำนองนำมาแสดง สมกับที่เป็นฉายเอ๋อร์จริงๆ!”
จ้าวโจว
“ถึงเวลาที่ฉายเอ๋อร์จะโชว์เหนือคนทั้งงานอีกแล้ว!”
“ฉายเอ๋อร์ออกโรงเร็วเกินไปแล้ว มอบแรงกดดันให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ตั้งมากมายแนะ (หัวสุนัข)”
“อันอวี๋โจว: โชคดีนะที่ฉันเป็นคนแรกที่ขึ้นบรรเลง รับรู้ได้ถึงอาการสั่นสะท้านของผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ด้านหลังแล้วล่ะ”
“คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ต่อจากฉายเอ๋อร์นั่นแหละ โดนกลบมิดโดยตรงเลย!”
“ระดับฝีมือของฉายเอ๋อร์ต่อให้เป็นที่จ้าวโจวก็อยู่อันดับหนึ่งเลยนะ!”
“หากฉายเอ๋อร์ทุ่มสุดตัวล่ะก็ จะต้องทำร้ายจิตใจคนฉีโจวและคนฉู่โจวมากเกินไปแน่ กลัวก็แต่ว่าเธอจะเป็นคนที่มีนิสัยจริงจัง”
จงโจว
“ทักษะฝีมือกู่ฉินช่างร้ายกาจมากจริงๆ!”
“ระดับแบบนี้ต่อให้เป็นที่จงโจวก็หาได้ยากใช่ไหมครับ?”
“ปรมาจารย์ในหมู่ปรมาจารย์!”
“นี่คือราชาในหมู่ปรมาจารย์ต่างหากล่ะ!”
“ฉันที่เป็นคนฟังเพลงกู่ฉินไม่เป็น ยังรู้สึกเลยว่าบทเพลงนี้มันยอดเยี่ยมมาก!”
“ความรู้สึกที่คร่ำครวญและสะเทือนอารมณ์ช่างล้ำเลิศเกินไป”
“เดิมทีแค่เปิดดูเล่นๆ นึกไม่ถึงเลยว่าการประชันอักษรฉีฉู่จะมีผู้เข้าแข่งขันแบบนี้อยู่ด้วย?”
ไม่มีความจำเป็นต้องสงสัยเลยแม้แต่นิดเดียว!
การแสดงออกของเย่ฉายเอ๋อร์ได้กำราบคนทั้งงานลงได้อย่างราบคาบ!
หน้างานสามารถมองเห็นใบหน้าที่เคลิบเคลิ้มของเหล่าผู้ชมได้อย่างชัดเจน!
คนจำนวนมากพากันหลับตาลง ราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในท่วงทำนองของเพลง ‘อวิ๋นอวี่อูซาน’ อย่างสมบูรณ์แบบ
หลินจือไป๋เองก็กำลังตั้งใจชื่นชมอยู่เช่นกัน
ตัวเขาฝีมือระดับตำนานย่อมฟังออกอยู่แล้วว่าระดับฝีมือของเย่ฉายเอ๋อร์ไปถึงขอบเขตขั้นไหนแล้ว
‘ระดับกึ่งตำนานงั้นเหรอ?’
หลินจือไป๋ทำการคาดเดาในใจคร่าวๆ
รู้สึกว่าน่าจะไม่หนีไปจากนี้เท่าไหร่นัก
สิ่งนี้ทำให้หลินจือไป๋แอบเกิดความโชคดีในใจ
ระดับฝีมือในปัจจุบันของตัวเองก็เพียงพอที่จะรับมือกับอีกฝ่ายได้แล้ว
ทว่าการแข่งขันอย่างไรเสียก็ต้องดูการแสดงออกหน้างานด้วย
ไม่ใช่บอกว่าใครเลเวลสูงกว่าแล้วคนๆ นั้นจะต้องคว้าแชมป์มาครองได้อย่างแน่นอนเสมอไป
บางครั้งแรงก์บรอนซ์ยังสามารถโซโลคิลแรงก์คิงส์ได้เลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับฝีมือของเย่ฉายเอ๋อร์ที่เข้าใกล้ระดับตำนานอย่างไม่มีขีดจำกัดแล้ว
ดังนั้นหลินจือไป๋จึงจำเป็นต้องรับมืออย่างจริงจัง
ผลงานที่จะใช้บรรเลงในรอบแรกของวันนี้ หลินจือไป๋ได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
ท่ามกลางกระแสความคิด เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย
การบรรเลงของเย่ฉายเอ๋อร์ในที่สุดก็สิ้นสุดลง
หน้างานพลันมีเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องดังขึ้นมาทันที!
ในเวลานี้คนที่รับชมการแข่งขันของแต่ละโจวใหญ่ร้อยละเจ็ดสิบล้วนฟังเพลงกู่ฉินเป็นทั้งสิ้น
ไม่อย่างนั้นการแข่งขันแบบนี้พวกเขาก็คงดูไม่เข้าหัวหรอก
มันเหมือนกับคนที่ไม่เข้าใจบาสเกตบอลก็ไม่มีทางที่จะตั้งใจมานั่งดูการแข่งขันบาสเกตบอลหรอก
ส่วนอีกร้อยละสามสิบที่เหลือก็เป็นการมามุ่งดูร่วมสนุกล้วนๆ ฟังไม่เข้าใจทว่าก็สามารถฟังเพื่อความบันเทิงได้
หรือบางคนก็เป็นการพยายามที่จะมาเปิดใจชื่นชมเสน่ห์ของการบรรเลงกู่ฉินด้วยตัวเอง
ทว่าในเวลานี้
ผู้คนมากกว่าร้อยละเก้าสิบห้าขึ้นไปล้วนฟังเพลงกู่ฉินเป็นทั้งสิ้น!
ดังนั้นกระแสตอบรับต่อความดีงามของผลงาน ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาจึงมีความตรงไปตรงมาเป็นอย่างมาก!
เหล่าผู้เข้าแข่งขันที่อยู่หลังเวทีย่อมสามารถรับรู้ได้
กระแสความกระตือรือร้นของผู้ชมเหล่านี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหนือกว่ารอบที่แล้ว!
หากบอกว่าความรู้สึกนี้มันยังไม่ตรงไปตรงมามากพอ…
งั้นผลคะแนนก็ถือว่าตรงไปตรงมาเป็นอย่างมากแล้ว
การบรรเลงของเย่ฉายเอ๋อร์ คะแนนรวมถึงกับสูงลิ่วถึง 1,488 คะแนนเลยทีเดียว!
แน่นอนว่าสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบคือคะแนนเฉลี่ยหลังจากตัดคะแนนสูงสุดและคะแนนต่ำสุดออกไปแล้ว
คะแนนเฉลี่ยของเย่ฉายเอ๋อร์ก็คือ 93 คะแนน
สิ่งนี้ทำให้ภายในใจของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ล้วนถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกแห่งความหม่นหมองแถบหนึ่ง
โดยเฉพาะผู้เข้าแข่งขันอีกสามคนที่เหลืออยู่ของฉีโจว
บนใบหน้าถึงกับมีสีหน้าทึ่ดูไม่ค่อยสู้นัก พากันกระซิบกระซาบพึมพำว่า:
“เป็นจังหวะที่โดนถล่มอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว”
“ปีที่แล้วเป็นยังไง ปีนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม”
“ประธานหลินคุณไม่มีความจำเป็นต้องลนลานมากเกินไปหรอกนะครับ
แมตช์นี้แพ้ก็คือแพ้ ไม่มีใครมาตำหนิตำเตียนพวกเราหรอกครับ
ได้แต่โทษว่าคู่ต่อสู้มันน่ากลัวเกินไปเท่านั้นแหละ”
ทั้งสามคนยังอุตสาหะมาปลอบใจหลินจือไป๋อีกแน่ะ
อย่างไรเสียหลินจือไป๋ก็เพิ่งจะเคยมาเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก
ไม่ได้เหมือนกับพวกเขาทั้งสามคนและอาจารย์อันอวี๋โจวที่ได้บรรเลงเพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ไปแล้ว
คนทั้งสี่คนนี้ปีที่แล้วล้วนเคยโดนเย่ฉายเอ๋อร์ถล่มมาแล้วรอบหนึ่ง
“ไม่เป็นไรครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า:
“สิ่งที่สำคัญคือการได้มีส่วนร่วมต่างหากล่ะครับ”
ทั้งสามคนเห็นสภาพจิตใจของหลินจือไป๋ดีขนาดนี้ ยังสามารถปลอบใจตัวเองได้แบบนี้
จึงพยักหน้าแล้วไม่ได้พูดอะไรต่ออีก
ทว่าพวกเขากลับไม่รู้เลย คำพูดประโยคนี้ของหลินจือไป๋กำลังปลอบใจพวกเขาทั้งสามคนต่างหากล่ะ
การมีตัวตนอยู่ของเย่ฉายเอ๋อร์สำหรับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แล้ว
ย่อมเป็นการลดมิติลงมาทุบตีอย่างไร้ความปราณีอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แม้ว่าจะอยู่ในระดับปรมาจารย์เหมือนกัน
ทว่าหลินจือไป๋คาดคำนวณดูแล้ว ฝีมือโดยพื้นฐานแล้วล้วนไม่เกิน 85 แต้มทั้งสิ้น
ระดับกึ่งตำนานแบบเย่ฉายเอ๋อร์นี่ การตบตีพวกเขาย่อมเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายสบายๆ
จุดนี้สามารถมองเห็นได้จากการแข่งขันในลำดับต่อๆ ไปเลย
คนที่สาม…
คนที่สี่…
คนที่ห้า…
คนที่หก…
มีปรมาจารย์กู่ฉินที่มาจากฉีโจว และมีปรมาจารย์กู่ฉินที่มาจากฉู่โจว
ทว่าไม่ว่าจะเป็นปรมาจารย์กู่ฉินที่มาจากฉีโจวหรือมาจากฉู่โจว พวกเขาล้วนไม่มีข้อยกเว้น
ผลคะแนนล้วนโดนเย่ฉายเอ๋อร์บดขยี้จนราบคาบทั้งสิ้น!
อย่าได้ถามหาเลยว่าจะมีใครทำคะแนนแซงเย่ฉายเอ๋อร์ได้ไหม
กระทั่งอันอวี๋โจวที่ขึ้นแสดงเป็นคนแรก พวกเขาก็ยังเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
อันอวี๋โจวอย่างไรเสียก็ยังคว้าคะแนนเฉลี่ยมาครองได้ถึง 88 คะแนน
ถือเป็นผลคะแนนที่สวยงามมากทีเดียว
จนกระทั่งผู้เข้าแข่งขันคนที่เจ็ดขึ้นแสดง ซึ่งเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มาจากฉู่โจว
คว้าคะแนนไปได้ 89 คะแนน ทำคะแนนแซงอันอวี๋โจวไปได้สำเร็จ
ทว่าก็ยังคงโดนเย่ฉายเอ๋อร์ทิ้งห่างไปไกลลิบตาอยู่ดี
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า
แต่ละโจวใหญ่ต่างก็พากันอุทานด้วยความซาบซึ้งใจขึ้นมาอีกรอบ
ทว่าในเวลานี้คนที่รู้สึกหม่นหมองที่สุดย่อมเป็นผู้ชมชาวฉีโจวอย่างไม่ต้องสงสัย
“เชี่ยเอ๊ย!”
“ตอนนี้อันดับหนึ่งและอันดับสองล้วนเป็นของฉู่โจวทั้งสิ้นเลยนี่หว่า!”
“กลายเป็นว่าพวกเราในปีนี้ กระทั่งเหรียญเงินก็ยังคว้ามาครองไม่ได้
ทำได้เพียงยื้อแย่งเหรียญทองแดงงั้นเหรอ?”
“ทำไมถึงได้แย่กว่าปีที่แล้วอีกเนี่ย?”
“แม้ว่าเย่ฉายเอ๋อร์จะแข็งแกร่งมาก
ทว่าพวกเราอย่างไรเสียก็ช่วยคว้าเหรียญเงินกลับมาหน่อยเถอะนะ!”
“รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ต่างก็โดนเย่ฉายเอ๋อร์ถล่มจนหมดสิ้นอารมณ์ไปแล้วล่ะ
เฮ้อ ทางฝั่งพวกเราเหลือแค่หลินจือไป๋คนเดียวแล้วใช่ไหมที่ยังไม่ได้ขึ้นแสดงน่ะ?”
“หลินจือไป๋คาดว่าผลลัพธ์ก็คงคล้ายๆ กันนั่นแหละ”
สภาพจิตใจของผู้ชมชาวฉีโจวในตอนนี้ ได้คล้ายคลึงกับเหล่าผู้เข้าแข่งขันกู่ฉินของฉีโจวเรียบร้อยแล้ว
อยู่ในสภาวะของการนอนราบยอมจำนนไปแล้ว
คำเก่าแก่กล่าวไว้ได้ดี หากไม่หวังก็จะไม่ผิดหวัง!
ปีที่แล้วเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง ผลลัพธ์คือโดนถล่มยับเยินไปรอบหนึ่ง
ปีนี้ยังเป็นคนกลุ่มเดิมมาปะทะกับคนกลุ่มเดิมของอีกฝ่าย แล้วจะไปพลิกกระดานได้อย่างไรกันล่ะ?
มีเพียงหลินจือไป๋เท่านั้นที่เป็นตัวแปรที่มองไม่เห็น
ผู้ชมชาวฉีโจวต่างก็รู้ดีว่าหลินจือไป๋มีระดับฝีมือเทียบเท่าปรมาจารย์แล้ว
ทว่าประเด็นสำคัญคือรายการนี้ทุกคนล้วนเป็นปรมาจารย์ทั้งนั้น
แล้วหลินจือไป๋จะเอาอะไรไปเอาชนะเย่ฉายเอ๋อร์ผู้บดขยี้คนทั้งงานลงได้กันล่ะ?
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้เอง พิธีกรได้ขานชื่อหลินจือไป๋แล้ว
“ผู้เข้าแข่งขันคนต่อไปที่จะขึ้นมาบนเวทีคือ อาจารย์หลินจือไป๋ ผู้ช่วยภายนอกที่ฉีโจวเชิญมาจากฉินโจวครับ!
แตกต่างจากผู้เข้าแข่งขันทั้งเจ็ดท่านก่อนหน้านี้
ผลงานที่อาจารย์หลินจือไป๋จะนำมามอบให้แก่ทุกคนก็คือ บทเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ ที่ตัวเขาเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมาเองครับ!”
แน่นอนว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่หลินจือไป๋สร้างสรรค์ขึ้นมาเองหรอก
บทเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ เล่มนี้จัดเป็นหนึ่งในสิบบทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกของประเทศจีนเรา
บทเพลงนี้ในบรรดาโน้ตเพลงที่ถูกเผยแพร่สืบทอดต่อกันมาในแต่ละยุคสมัย มีเวอร์ชันมากกว่า 30 รูปแบบ
บางเวอร์ชันยังแอบมีเนื้อร้องแนบมาด้วย
โน้ตเพลงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ปรากฏให้เห็นครั้งแรกใน ‘ซิ่งจวงไท่อินซวี่ผู้’ ที่เรียบเรียงโดยเซียวหลวนในยุคราชวงศ์หมิง
โน้ตเพลงมีอยู่หลากหลายรูปแบบ
หยางเปี่ยวเจิงได้ทำการปรับปรุงแก้ไขโน้ตเพลง จัดแจงใส่เนื้อร้องลงไป
ส่วนนักเลงพิณในยุคราชวงศ์ชิงก็ได้ละเนื้อร้องทิ้งไป ปรับเปลี่ยนท่วงทำนองเพลงเล็กน้อยจนกลายมาเป็นบทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีที่เป็นอิสระ
บทเพลงนี้มีความงดงามและพลิ้วไหวไพเราะ
อาศัยท่วงทำนองเพลงในรูปแบบของการถามตอบ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการปุจฉาวิสัชนาปะทะคารมกันระหว่างคนหาปลาและคนตัดไม้
ด้วยเหตุนี้จึงได้มีชื่อว่า ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’
ทว่าบทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีระดับสืบทอดต่อกันมาทุกบทเพลง เรื่องราวเบื้องหลังล้วนเป็นเพียงสิ่งตกแต่งเท่านั้น
สิ่งที่ควรค่าแก่การจับตามองจริงๆ ก็คือคุณภาพของการบรรเลงต่างหากล่ะ
ดังนั้นหลังจากที่พิธีกรได้ทำการชี้แจงชื่อเพลงออกมาแล้ว จึงได้ทำการแนะนำข้อมูลชื่อเพลงอย่างง่ายๆ เท่านั้น
หากในภายหลังบทเพลงนี้ถูกเผยแพร่ออกไป หลินจือไป๋ถึงจะทำการเขียนเรื่องราวเบื้องหลังของเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ
ทำแบบนี้จะสามารถช่วยให้ผู้ฟังทำความเข้าใจในเนื้อหาของมันได้อย่างลึกซึ้ง
ส่วนในเวลานี้น่ะเหรอ?
หลินจือไป๋จำเป็นต้องอาศัยการบรรเลงเพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความซาบซึ้งใจก่อน
ถึงจะสามารถทำให้ผู้คนเกิดความสนใจในเรื่องราวเบื้องหลังของบทเพลงนี้ได้
ในระหว่างที่แววตาขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อย หลินจือไป๋ลูบไล้พิณเบาๆ
ฉีโจว
“ถึงคิวของหลินจือไป๋แล้ว!”
“ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งจะสามารถกอบกู้โลกใบนี้ได้ไหมครับ?”
“คิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่นี่ คุณนึกว่าอยู่ในรายการวาไรตี้หรือไงกันล่ะ ที่หลินจือไป๋จะสามารถคว้าชัยชนะได้ในทุกหนทุกแห่งน่ะ?”
“หากคิดจะกอบกู้โลกก็จำเป็นต้องเอาชนะเย่ฉายเอ๋อร์ให้ได้
หลินจือไป๋น่ะยอดเยี่ยมจริง ทว่าในเรื่องกู่ฉินนี้ เย่ฉายเอ๋อร์ไร้เทียมทานไปแล้วจริงๆ ล่ะ!”
“โดดเด่นสะดุดตาแน่นอน!”
“ไป๋ตี้! ไป๋ตี้! ไป๋ตี้!”
“พี่น้องทั้งหลาย ฉันมีลางสังหรณ์อย่างหนึ่ง ไป๋ตี้อาจจะมอบความประหลาดใจให้แก่พวกเราก็ได้นะ!”
“ฉันก็มีลางสังหรณ์เหมือนกัน ทักษะฝีมือของเขาอาจจะสู้เย่ฉายเอ๋อร์ไม่ได้
ทว่าบทเพลงที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาจะต้องมีความน่าสนใจแน่!”
ฉู่โจว
“นี่ก็คือหลินจือไป๋คนลงสมัครในทุกๆ รายการคนนั้นสินะ”
“กล้องหมุนทดสอบแบบสามร้อยหกสิบองศาก็ยังโดนเขายันเอาไว้ได้อยู่ดี!”
“รูปโฉมภายนอกนี้มันช่างไร้เทียมทานเกินไปแล้ว!
มิน่าล่ะเมื่อสักครู่เย่ฉายเอ๋อร์ถึงได้เดินไปขอข้อมูลการติดต่อกับเขา”
“อย่าแม่งมโนไปเรื่อยสิเฮ้ย!”
“อย่างไรเสียปรมาจารย์ก็ยังมีช่องว่างของฝีมืออยู่”
จงโจว
“เป็นเขา หลินจือไป๋คนที่เอาชนะจูเกอชิวเหลียงคนนั้น!”
“คนๆ นี้แอบมีของอยู่นะ การเขียนพู่กันจีนสามารถนำไปเปรียบเทียบกับจูเกอชิวเหลียงได้
กระทั่งกู่ฉินก็ยังมีระดับฝีมือเทียบเท่าปรมาจารย์ด้วยงั้นเหรอ…”
“แค่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นปรมาจารย์ระดับไหนเท่านั้นแหละ”
คนที่ฟังเพลงกู่ฉินเป็นและฟังไม่เป็น ต่างก็พากันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
การบรรเลงของหลินจือไป๋มีความผ่อนคลายสบายๆ เป็นอย่างมาก ไม่ได้มีความรีบร้อนลนลาน
จังหวะช้ากว่าทุกคนก่อนหน้านี้ทั้งหมดเลยทีเดียว
ช้าจนคนที่ฟังเพลงกู่ฉินไม่เป็นถึงกับรู้สึกว่าแอบมีความล่าช้า
พลันครุ่นคิดในใจว่าคนๆ นี้ทำไมถึงได้เชื่องชาปานนี้กันนะ
ทว่าในพื้นที่หลังเวที เย่ฉายเอ๋อร์ที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่ กลับพลันลืมตาขึ้นมาทันที
ในดวงตามีกระแสของความแปลกประหลาดพาดผ่านแวบหนึ่ง
ในเวลาเดียวกันสีหน้าท่าทางของเหล่าคณะกรรมการก็แอบมีความจริงจังมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ชมหน้างานที่ฟังพิณเป็น ยิ่งพากันตั้งหูให้ตรงสูงขึ้น
แตกต่างจากกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจเหล่านั้น พวกเขาได้กลิ่นอายของรสชาติของบทเพลงนี้แล้ว
นี่คือรสชาติที่มีความพลิ้วไหวไพเราะ และยังเป็นท่วงทำนองที่มีความปล่อยวางอิสระ
และยามที่ท่วงทำนองหลักเริ่มเกิดการแปรเปลี่ยนพัฒนา และมีการใส่ท่วงทำนองใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับการนำทักษะฝีมือการกรีดสายพิณแบบกุ่นฝู่มาใช้งาน
บทเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ ดำเนินมาถึงท่อนที่เจ็ด ในที่สุดก็เกิดเป็นจุดไคลแมกซ์ขึ้นมา!
ในวินาทีนี้ ผู้ชมหน้างานจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันเผยสีหน้าท่าทางที่ชื่นชมและเพลิดเพลินใจอย่างที่สุดออกมา!
เย่ฉายเอ๋อร์ที่อยู่พื้นที่หลังเวที สีหน้าท่าทางยิ่งแปรเปลี่ยนจากความแปลกประหลาดกลายมาเป็นความตกตะลึงทันที!
เธอได้ยินกระแสความหมายของคนสันโดษที่มีความองอาจเปิดเผย และไม่ยอมสยบต่อสิ่งใด
รวมถึงสภาพการณ์ที่มีความผ่อนคลายสบายใจในน้ำเสียงพิณของหลินจือไป๋อย่างชัดเจน
ในนั้นมีการนำทักษะฝีมือการดีดสายพิณอย่างโพ่ลายและซานตานมาใช้งาน
ก่อให้เกิดเสียงดนตรีที่ทรงพลังสอดประสานไปกับจังหวะทำนองเพลงตัดขาด
ทำให้เย่ฉายเอ๋อร์รับรู้ถึงภูเขาสูงใหญ่ตระหง่าน ราวกับข้างหูมีเสียงถากถางไม้ตัดฟืนดังตุ๊บๆ ขึ้นมาเลยทีเดียว!
บทเพลงที่ยอดเยี่ยมมาก!
ทักษะฝีมือที่ยอดเยี่ยมมาก!
สมกับที่เป็นหลินจือไป๋ผู้สามารถสร้างสรรค์เพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ออกมาได้จริงๆ!
เย่ฉายเอ๋อร์ที่ชื่นชอบหลินจือไป๋ หลงใหลในกู่ฉินมาตั้งแต่เยาว์วัย
แววตาเริ่มส่องประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที
เหมือนกับความหุนหันพลันแล่นหลังจากที่ได้รับฟังเพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ เลยไม่มีผิด!
บทเพลงนี้เธอก็อยากได้เหมือนกัน!
เดี๋ยวคิดดูก่อนนะ!
นี่มันคือการแข่งขัน ตัวเธอและฉู่โจวได้ตกลงรับปากกันไว้ว่าจะมาคว้าแชมป์
หากคว้ามาครองไม่ได้ ตัวเธอจำเป็นต้องชดใช้เงินชดเชยจำนวนหนึ่ง
แน่นอนว่าหากคว้ามาครองได้ ตัวเธอจะสามารถหาเงินได้มากยิ่งขึ้น
เย่ฉายเอ๋อร์มีความต้องการใช้เงินมากเกินไปแล้ว!
มีเงินถึงจะสามารถจัดกิจกรรมกู่ฉินได้ ถึงจะสามารถทำให้ศิลปะแขนงนี้ได้รับการเผยแพร่สืบทอดต่อไปได้
และถึงจะสามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นก้าวเข้าสู่สาขานี้ได้!
ทว่าระดับฝีมือที่หลินจือไป๋แสดงออกมา…
ดูเหมือนจะก่อให้เกิดภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ต่อตัวเธอเรียบร้อยแล้ว!
นี่คือสิ่งที่ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เย่ฉายเอ๋อร์ไม่มีทางคาดคิดเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียว
เธอคิดว่าการแข่งขันนี้ตัวเองจะสามารถคว้ามาครองได้อย่างง่ายดายแท้ๆ!
‘จำเป็นต้องจริงจังแล้วล่ะสินะ…’
‘ทว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการคว้าอันดับหนึ่งแล้ว การได้รับลิขสิทธิ์ของบทเพลงนี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่าเล็กน้อยหรือเปล่านะ?’
เย่ฉายเอ๋อร์ตกอยู่ในความลังเลใจสับสน
ส่วนผู้ชมของแต่ละโจวใหญ่ที่รับชมการไลฟ์สดอยู่ กลับพลันเกิดความคึกคักขึ้นมาทันที
ผู้ชื่นชอบกู่ฉินจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว!
ระดับฝีมือการบรรเลงของพวกเขาแม้ว่าจะสู้เย่ฉายเอ๋อร์ไม่ได้ ทว่าระดับการชื่นชมกลับไม่ได้ต่ำเลยสักนิด…
สิ่งนี้มันปกติมาก มันเหมือนกับฝีมือการทำอาหารของนักชิมอาหารย่อมไม่มีทางสู้พ่อครัวมืออาชีพได้อยู่นั่นแหละ
ดังนั้นผู้ชมของแต่ละโจวใหญ่จึงพากันฟังความไม่ธรรมดาของบทเพลงนี้ของหลินจือไป๋ออกเหมือนกัน!
“มีลุ้นแล้วล่ะ!”
ผู้ชื่นชอบกู่ฉินคนหนึ่งของฉีโจว ที่เดิมทีเกิดความสิ้นหวังต่อการแสดงออกของรายการกู่ฉินฉีโจวไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
พลันใช้ฝ่ามือตบลงไปบนหน้าขาของตัวเองอย่างรุนแรงทันที!
==========================