ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 472 ผิงชาลั่วเอี้ยน!
ตอนที่ 472 ผิงชาลั่วเอี้ยน!
การบรรเลงของหลินจือไปยังคงดำเนินต่อไป
และการนำเสนอผลงานชิ้นนี้ก็ยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆ
ความหนักเบาของเสียงกู่ฉินที่แปรเปลี่ยนไปนั้น
ราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่ค่อยๆ แต้มสีหมึกไล่ระดับมีชั้นเชิงที่หลากหลายและเด่นชัด
เสียงที่หนักแน่นทรงพลังทรงเสน่ห์ราวกับหมึกเข้มที่ข้นและแข็งแกร่ง
ส่วนเสียงที่แผ่วเบาก็ราวกับหมึกที่เจือจางด้วยน้ำดูพร่าเลือนแต่แจ่มชัด
ทว่าในระหว่างนั้นกลับมีสีสันของการส่งต่อท่วงทำนองที่สมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง
ใครก็ตามที่ฟังเพลงกู่ฉินเป็นล้วนไม่มีใครที่ไม่สะเทือนอารมณ์!
โดยเฉพาะเหล่าผู้เข้าแข่งขันที่เป็นปรมาจารย์กู่ฉินของทั้งสองฝั่งฉีฉู่ต่างพากันตกตะลึง!
“บทเพลงนี้สร้างสรรค์ขึ้นมาได้ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!”
“ไม่ใช่แค่บทเพลงยอดเยี่ยมเท่านั้นนะ
ฝีมือการบรรเลงของเขาก็ไม่มีที่ติเลยสักนิด!”
“หลินจือไป๋ถึงกับเป็นปรมาจารย์กู่ฉินในระดับเดียวกับเย่ฉายเอ๋อร์เลยงั้นเหรอ!”
“การแสดงช่วงนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าแมตช์ของเย่ฉายเอ๋อร์เลยนะ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาเป็นคนสร้างสรรค์ออริจินัลบทเพลงนี้ขึ้นมาเองเลยด้วย!”
“บทเพลงออริจินัลเพลงนี้ก็เหมือนกับ ‘เหมยฮวาซานน่ง’
ล้วนเป็นผลงานสุดคลาสสิกที่ควรค่าแก่การลิ้มรสอย่างลึกซึ้งในวงการกู่ฉินทั้งสิ้น!”
“หรือว่าหลินจือไป๋จะเป็นตัวแปรของรายการนี้จริงๆ!?”
เดิมทีผู้เข้าแข่งขันของฉีโจวต่างพากันสิ้นหวังไปแล้ว
ส่วนผู้เข้าแข่งขันของฉู่โจวต่างก็คิดว่าชัยชนะอยู่ในกำมืออย่างมั่นคง
ทว่าพอเพลงนี้ของหลินจือไป๋ปล่อยออกมา
ผู้เข้าแข่งขันของทั้งสองฝั่งต่างก็พากันตกตะลึง
ที่แท้เย่ฉายเอ๋อร์ก็ไม่ได้ไร้เทียมทาน!
หลินจือไป๋และเธอมันคือฝีมือในระดับที่สามารถประลองวัดกันได้อย่างสิ้นเชิง!
กระทั่งหากพูดถึงการแสดงออกในแมตช์นี้แล้ว
หลินจือไป๋ยังแอบมีความเหนือกว่าแมตช์ของเย่ฉายเอ๋อร์อยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ!
พร้อมไปกับการบรรเลงของหลินจือไป๋
ผู้ชมหน้างานยิ่งพากันหลุดเข้าไปเคลิบเคลิ้มอยู่ภายในใจ!
“ยอดเยี่ยม!”
“บทเพลงนี้มันช่างมีจิตวิญญาณทางอารมณ์มากเกินไปแล้ว!”
“มีกลิ่นอายของคนสันโดษตามธรรมชาติชัดๆ!”
“รสชาติที่แฝงความหมายอันลึกซึ้ง!”
“เดิมทีคิดว่าเย่ฉายเอ๋อร์ไร้เทียมทานในใต้หล้าไปแล้ว
นึกไม่ถึงเลยว่าจะดันมีหลินจือไป๋โผล่ออกมาอีกคน!”
“หลินจือไป๋ไม่ได้มีชื่อเสียงเรียงนามในเรื่องกู่ฉินเลยนี่นา!”
“การไม่มีชื่อเสียงในเรื่องกู่ฉินไม่ใช่เพราะฝีมือกู่ฉินของเขาไม่เอาไหนหรอกนะ
ก็แค่เมื่อก่อนเขาทําตัวต่ำต้อยเกินไป ไม่เคยได้ตั้งใจแสดงออกมาให้เห็นต่างหากล่ะ!”
ในหมู่ผู้ชมหน้างานใช่ว่าจะขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญหรือปรมาจารย์ด้านกู่ฉิน!
ผ่านการแข่งขันในแมตช์นี้และได้รับคำชื่นชมจากคนกลุ่มนี้
ตำแหน่งฐานะของหลินจือไป๋ในวงการกู่ฉินจะต้องก้าวขึ้นสู่ลำดับหน้าๆ ของยอดพีระมิดแน่นอน!
ทำไมเย่ฉายเอ๋อร์ถึงได้กลายมาเป็นตัวตนระดับเทพเจ้าในเรื่องกู่ฉินล่ะ?
ก็เพราะการแสดงออกของเธอในปีที่แล้วมันคือขอบเขตของการบดขยี้อย่างไร้ความปราณีไงล่ะ!
ผู้เข้าแข่งขันกู่ฉินทุกคนของฉีโจวและฉู่โจวมารวมกัน
แรงกดดันที่ก่อเกิดขึ้นมาก็ยังไม่ได้มีความน่ากลัวเท่าเย่ฉายเอ๋อร์คนเดียวเลยด้วยซ้ำ!
ทว่าปีนี้หลินจือไป๋กลับปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว!
ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยภายนอกเหมือนกัน
ระดับฝีมือที่แสดงออกมากลับไม่ได้มีความแตกต่างกับเย่ฉายเอ๋อร์เลยนี่หว่า!
ในหมู่ผู้ชมมีคนที่ฟังพิณเป็นและฟังไม่เป็น
คนที่ฟังพิณไม่เป็นมีจำนวนน้อย
ทว่าพวกเขาก็สามารถจับกระแสข้อมูลบางอย่างได้จากปฏิกิริยาของหน้างาน
รวมถึงความรู้สึกคลุมเครือจากการรับฟัง
ฉินโจว
“เพลงนี้ของไป๋ตี้ยอดเยี่ยมมากเลยเหรอครับ?”
“ฉันฟังไม่เป็นหรอกนะ
ทว่ารู้สึกว่าท่าทางการบรรเลงของอู๋ฉือหล่อเหลามากเลยล่ะ
ท่วงทำนองฟังแล้วก็รู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก ในใจเต็มไปด้วยความเงียบสงบ”
“งั้นก็ถูกต้องแล้วล่ะครับ!”
“ฉันเรียนกู่ฉินมาสามปีแล้ว
สายตาอาจจะไม่ได้ร้ายกาจอะไร
ทว่าสามารถยืนยันได้เลยว่าระดับฝีมือกู่ฉินของไป๋ตี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเย่ฉายเอ๋อร์เลยสักนิด!”
“จริงหรือเปล่าครับเนี่ย?”
“เรื่องจริงครับ
ผู้ชื่นชอบกู่ฉินระดับฮาร์ดคอร์อย่างฉันฟังเพลงนี้ที่หลินจือไป๋บรรเลงแล้วอยากจะคุกเข่าให้เขาเลยล่ะ!”
“เมื่อก่อนที่บอกว่าไม่ชอบหลินจือไป๋มันคือความผิดของฉันเองแหละ
ฉันไม่ควรจะคิดว่าวงการกู่ฉินจะดูสูงส่งกว่าวงการเพลงป็อปเลย
นึกไม่ถึงเลยว่าเขาที่เป็นคนเล่นเพลงป็อปเป็นหลัก
ไม่เพียงแต่สามารถเขียนเพลงกู่ฉินในระดับนี้ออกมาได้
แต่ยังมีทักษะฝีมือการบรรเลงที่ราวกับเซียนลงมาโปรดเลยด้วย!”
หลินจือไป๋ในฉินโจวเรียกได้ว่าเป็นไอดอลของประชาชนคนทั้งโจวเลยทีเดียว!
ฉินโจวอันกว้างใหญ่มีผู้คนเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่ไม่ชอบหลินจือไป๋
ทว่าต่อให้เป็นกลุ่มคนเพียงส่วนน้อยนิดนี้
จุดยืนความจริงก็ค่อยๆ เกิดความสั่นคลอนไปตั้งนานแล้ว
เสน่ห์ของหลินจือไป๋มันแทบจะไม่มีใครต้านทานไหวเลยจริงๆ!
ฉีโจว
“บทเพลงนี้มันอยู่ในระดับไหนกันแน่?”
“ไม่ใช่บิ๊กก็อดหรอกนะ
ทว่าระดับนี้มันช่างล้ำเลิศเกินไปแล้ว!”
“กรี้ด! นี่มันคือจังหวะที่จะพลิกกระดานใช่ไหมครับเนี่ย!?”
“เดิมทีฉันคิดว่าแพ้แน่ๆ
ทว่าดูเหมือนท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งแอบมีของอยู่นะครับ!”
“นี่แม่งเรียกว่าแอบมีของงั้นเหรอ?
นี่มันคือระดับฝีมือที่ไม่ด้อยไปกว่าเย่ฉายเอ๋อร์ชัดๆ เลยเถอะ!”
“เชี่ยเอ๊ย!
ก่อนหน้านี้ฉันถึงกับก่นดากังขาว่าหลินจือไป๋มาร่วมรายการแข่งขันนี้เพื่อเติมเต็มจำนวนคน
ฉันนี่แม่งสมควรตายจริงๆ!”
ความหวัง!
ผู้ชมชาวฉีโจวที่เดิมทีเกิดความสิ้นหวังไปแล้ว
ต่างพากันรับรู้ถึงความหวังขึ้นมาแล้ว!
ฉู่โจว
เริ่มมีคนเกิดความลนลานขึ้นมาแล้ว!
“คนๆ นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับเนี่ย!”
“ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าระดับฝีมือของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเย่ฉายเอ๋อร์เลยล่ะ?”
“ความรู้สึกของคุณไม่ได้ผิดพลาดหรอกครับ
ทุกคนต่างพากันดูเบาความสำเร็จด้านกู่ฉินของหลินจือไป๋ไปหมดแล้วจริงๆ!”
“ที่น่ากลัวที่สุดก็คือเพลงที่เขาบรรเลงดันเป็นเพลงที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง
และคุณภาพของเพลงนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าบทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีเลยแม้แต่นิดเดียว!”
“หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ?”
“ไม่มีทางหรอกนะ
ฉันเชื่อมั่นในตัวฉายเอ๋อร์!”
จ้าวโจว
สีหน้าท่าทางของผู้ชมพากันแข็งค้างไปหมด
เสียงคุยโวโอ้อวดพลันเงียบกริบลงไปในทันที
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
“นี่มันคือสถานการณ์อะไรกันแน่ครับเนี่ย!”
“ชายหนุ่มคนที่เมื่อสักครู่ทำให้ฉายเอ๋อร์เป็นฝ่ายเดินไปทักทายก็คือคนนั้น
ถึงกับมีความน่ากลัวขนาดนี้เลยเหรอ!?”
“เขาใช่ว่าจะเป็นชายหนุ่มธรรมดาทั่วไปซะที่ไหนล่ะ
เขาเป็นถึงตัวร้ายที่เอาชนะจูเกอชิวเหลียงในเรื่องอักษรหวัดแกมบรรจงมาแล้วเชียวนะ!”
“ฉายเอ๋อร์จะรถผ้าป่าคว่ำหรือเปล่าครับเนี่ย?”
“ไม่มีทางหรอกนะ
ฉายเอ๋อร์เวลาแข่งขันยิ่งรอบลึกๆ ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง
ช่วงแรกๆ เธอจะออมมือออมฝีมือเอาไว้ก่อน
แล้วค่อยเอาท่าไม้ตายไประเบิดในรอบหลังๆ ต่างหากล่ะ”
แม้ว่าจะเกิดความตึงเครียดขึ้นมาบ้าง
ทว่าคนจ้าวโจวก็ยังคงมีความมั่นใจในตัวเย่ฉายเอ๋อร์อย่างเต็มเปี่ยมอยู่ดี!
จงโจว
คนจำนวนมากพากันเหวอรับประทานไปตามๆ กัน
“อำนาจในการปกครองของเย่ฉายเอ๋อร์ในวงการกู่ฉินไม่ได้ด้อยไปกว่าตำแหน่งฐานะของจูเกอชิวเหลียงในวงการเขียนพู่กันจีนเลยนะเถอะ!”
“หลินจือไป๋กำลังแย่งชิงตำแหน่งมหาปรมาจารย์การเขียนพู่กันจีนอันดับหนึ่งของโลกกับจูเกอชิวเหลียงอยู่
ฉันจำไม่ผิดใช่ไหม?”
“จำไม่ผิดหรอกครับ”
“งั้นคุณช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิว่า
ทำไมหลินจือไป๋ในเวลาเดียวกันถึงได้กำลังแย่งชิงตำแหน่งมหาปรมาจารย์กู่ฉินอันดับหนึ่งของโลกกับเย่ฉายเอ๋อร์อยู่ที่นี่ด้วยล่ะ?”
“เพราะคนๆ นี้มันคือตัวโรคจิตไงล่ะครับ!”
“นี่มันจะโรคจิตเกินไปแล้วมั้ง
บุกโจมตีตัวอันดับหนึ่งของโลกในสองสาขาใหญ่พร้อมๆ กันเลยเนี่ยนะ!?”
“ฉันฟังเพลงกู่ฉินไม่เป็นหรอกนะ เขาร้ายกาจมากเลยเหรอ?”
“คุณฟังเพลงกู่ฉินไม่เป็น งั้นคุณก็ดูผลคะแนนเปรียบเทียบเป็นใช่ไหมล่ะ?”
“เชี่ยเอ๊ย!”
“ผลคะแนนนี้มัน!”
ใช่แล้ว ผลคะแนนออกมาเรียบร้อยแล้ว
หลินจือไป๋บรรเลงจบ ผลคะแนนรวมในรอบนี้ได้ไปถึง 1,505 คะแนน!
สูงกว่า 1,488 คะแนนของเย่ฉายเอ๋อร์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว!
ต่อให้ตัดคะแนนสูงสุดและคะแนนต่ำสุดออกไปแล้ว
คะแนนเฉลี่ยที่ได้ออกมาก็ยังมีถึง 93.8 คะแนน!
สูงกว่าเย่ฉายเอ๋อร์อยู่ 0.8 คะแนนเหมือนกัน!
อย่าได้ดูแคลนช่องว่างตรงนี้เชียว
ในหลายๆ ครั้งผลแพ้ชนะระหว่างแชมป์และรองแชมป์ความจริงแล้วก็ห่างกันเพียงแค่ศูนย์จุดกี่คะแนนเท่านั้นเอง
และนี่แม้ว่าจะเพิ่งเป็นเพียงแค่รอบแรกของการแข่งขันกู่ฉิน
ทว่าหลินจือไป๋ก็สามารถสะกดข่มรัศมีอันโดดเด่นของเย่ฉายเอ๋อร์ลงได้อย่างแท้จริงแล้ว!
สิ่งนี้ทำให้คนกลุ่มนั้นที่ฟังเพลงกู่ฉินไม่เป็น
พลอยได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของหลินจือไป๋ไปด้วย!
ในความเป็นจริงแล้ว
หลินจือไป๋กลับรู้สึกว่าเป็นเพราะเหล่าคณะกรรมการยังไม่ได้ซาบซึ้งในเสน่ห์ของเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ อย่างสมบูรณ์แบบต่างหากล่ะ
อย่างไรเสียก็นับเป็นการรับฟังเป็นครั้งแรก
มันเหมือนกับเพลงใหม่บางเพลงที่ยอดเยี่ยมมาก
หากเป็นการรับฟังเป็นครั้งแรก
ย่อมยากที่จะให้การตัดสินและข้อสรุปที่มีความสมเหตุสมผลร้อยเปอร์เซ็นต์ออกมาได้
ทว่าผลคะแนนนี้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการแสดงออกของตัวเองแล้ว
หลินจือไป๋โดยพื้นฐานแล้วมีความพึงพอใจ
การแสดงสิ้นสุดลง หลังจากลุกขึ้นยืนแสดงความขอบคุณแล้ว
หลินจือไป๋ก็เดินมุ่งหน้าไปพื้นที่หลังเวที
พบว่าผู้เข้าแข่งขันของฉีโจวอีกสี่คนต่างพากันมองมาที่ตัวเองด้วยแววตาที่ร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง
“พวกคุณ…”
คำพูดของหลินจือไปยังไม่ทันสิ้นสุด
คนกลุ่มนี้ก็พากันกล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันที:
“ประธานหลิน! ต้องพึ่งพาคุณแล้วล่ะครับ!
ก่อนหน้านี้เป็นเพราะพวกเราตาถั่วไม่รู้จักเขาสูง!
นึกไม่ถึงเลยว่าระดับฝีมือของคุณจะไปถึงขอบเขตขั้นนี้แล้ว!”
“แข็งแกร่ง! แข็งแกร่งมากเกินไปแล้วครับ!”
“โอกาสในการล้างอายของฉีโจวอยู่ในมือของประธานหลินแล้วล่ะครับ!
หากไม่มีคุณ พวกเราไม่มีทางที่จะไปต่อสู้กับเย่ฉายเอ๋อร์ได้เลยสักนิด!”
“ประธานหลินสู้ๆ นะครับ!”
กลายเป็นว่าคนพวกนี้ต่างก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีโอกาสแล้ว
จึงได้มองหลินจือไป๋เป็น ‘ความหวังของหมู่บ้าน’ ไปเรียบร้อยแล้ว
หลินจือไป๋ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า:
“ปัญหาไม่ใหญ่ครับ”
ในเมื่อมารับจ้างแบกทีมแล้ว
ก็อย่าได้ไปบ่นว่าระดับฝีมือของเพื่อนร่วมทีมอ่อนหัดเกินไปเลย
หากระดับฝีมือของเพื่อนร่วมทีมไม่ได้อ่อนหัด
ผู้เฒ่าหูจะยอมเสียค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อมาหาคนแบกทีมอย่างตัวเองให้ช่วยแบกแรงก์ปั๊มแต้มให้ทำไมกันล่ะ?
ลำดับต่อไปก็เป็นการแสดงของผู้เข้าแข่งขันอีกสองท่าน
ยามที่มหาปรมาจารย์กู่ฉินทั้งสิบคนทำการแสดงสิ้นสุดลงทั้งหมดแล้ว
ตามกฎกติกามีคนโดนคัดออกสองคนพอดีเลย
ที่เป็นคนของฉีโจวคนหนึ่ง และเป็นคนของฉู่โจวคนหนึ่ง
ระบบการแข่งขันในช่วงแรกเริ่มยังคงมีความอ่อนโยนอยู่บ้าง
ทว่าพอเข้าสู่รอบที่สอง ระดับความยากก็ไต่ระดับขึ้นไปแล้ว
ระบบการแข่งขันแบบแปดคนคัดเหลือสี่คน!
ทว่าผู้ชมหลังจากดูรอบแรกจบแล้วกลับไม่ได้เกิดความใส่ใจแล้วว่าระบบการแข่งขันจะมีความโหดร้ายขนาดไหน
เพราะคนทุกคนที่ฟังเพลงกู่ฉินเป็นต่างก็รู้ดีว่า:
รายการกู่ฉินนี้ ความจริงแล้วมันคือการต่อสู้ของคนสองคน–
หลินจือไป๋ VS เย่ฉายเอ๋อร์!
ลำดับการขึ้นเวทีในรอบที่สองยึดตามการจัดอันดับผลคะแนนของรอบแรก
ยิ่งอันดับสูง ลำดับการขึ้นแสดงก็จะยิ่งอยู่ทางด้านหลัง
หลินจือไป๋รอบแรกมีอันดับสูงที่สุด
ดังนั้นรอบที่สองจึงจะได้ขึ้นแสดงเป็นคนสุดท้าย
ส่วนคนที่อยู่ก่อนหน้าหลินจือไป๋ก็คือเย่ฉายเอ๋อร์
ทั้งสองคนเท่ากับได้หมายเลขติดกันเลยทีเดียว
สิ่งนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงทำให้การแสดงของผู้เข้าแข่งขันทั้งหกคนก่อนหน้านี้
ไม่ได้ก่อให้เกิดกระแสระลอกคลื่นใดๆ ในหมู่ผู้ชมเท่าไหร่เลย
คนจำนวนมากถึงขั้นรับชมไปพลางพูดคุยสนทนาไปพลางด้วยซ้ำ
“ผลคะแนนของหลินจือไป๋ถึงกับสูงกว่าเย่ฉายเอ๋อร์อยู่เล็กน้อยเลยนะเถอะ!
หรือว่าหลินจือไป๋จะมีความน่ากลัวยิ่งกว่าเย่ฉายเอ๋อร์ซะอีก?
ไม่แน่หรอกนะ รอบแรกเย่ฉายเอ๋อร์ไม่ได้ทุ่มสุดตัวสักหน่อย
การแข่งขันย่อมต้องเก็บเอาท่าไม้ตายไปปล่อยในรอบหลังๆ
คุณลืมบทเพลงที่เย่ฉายเอ๋อร์ใช้คว้าแชมป์ในปีที่แล้วไปแล้วหรือไงกันล่ะ?
ระเบิดคนทั้งงานอย่างเด็ดขาดแน่นอน!
แม้ว่าการใช้คำว่าระเบิดกับกู่ฉินจะแอบมีความแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ทว่าการระเบิดพลังของเย่ฉายเอ๋อร์มันช่างมีความทรงพลังน่าทึ่งมากจริงๆ เถอะ!
อ้าวๆๆ?
เย่ฉายเอ๋อร์ทำไมถึงได้เดินไปหาหลินจือไป๋เพื่อพูดคุยอีกแล้วล่ะ?”
ในระหว่างที่การแข่งขันรอบที่สองกำลังดำเนินอยู่นั้น
เย่ฉายเอ๋อร์ที่เดิมทีควรจะหลับตาพักผ่อนให้ดี
กลับดันเดินไปหาหลินจือไป๋อีกแล้ว
“อาจารย์หลินจือไป๋คะ ฉันอยากจะได้รับสิทธิ์การมอบอำนาจจากคุณค่ะ
ฉันชอบเพลงปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้ที่คุณเพิ่งจะบรรเลงไปเมื่อสักครู่มากเลยค่ะ!”
“ไม่มีปัญหาครับ ผมเปิดลิขสิทธิ์ให้คุณใช้งานได้เลย”
หลินจือไป๋รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของเย่ฉายเอ๋อร์
ปรมาจารย์กู่ฉินระดับท็อปขนาดนี้นำผลงานของตัวเองไปรับสิทธิ์มอบอำนาจ
ในภายหลังก็ไม่ใช่เป็นการช่วยตัวเองประชาสัมพันธ์ผลงานเพลงกู่ฉินในอีกทางหนึ่งหรอกเหรอ?
ด้วยเหตุนี้ หลินจือไป๋จึงตอบตกลงอย่างผ่อนคลายสบายใจเป็นอย่างมาก
เรื่องเงินทองค่าลิขสิทธิ์อะไรพวกนั้นตัวเขากลับไม่ได้เกิดความใส่ใจ
สายตาจำเป็นต้องมองไปให้กว้างไกล
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ‘เหมยฮวาซานน่ง’ หรือจะเป็น ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’
รวมถึงผลงานที่ตัวเองจัดเตรียมไว้ในลำดับต่อไป
ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบแดงสุดคลาสสิกที่ถูกเผยแพร่สืบทอดต่อกันมาจากประวัติศาสตร์ในชาติก่อน
เหมือนกับ ‘ไซอิ๋ว’ มีเรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์มาเกี่ยวข้อง
กระทั่งผลงานสุดคลาสสิกบางเพลงจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถสืบค้นได้เลยด้วยซ้ำว่าผู้สร้างสรรค์ผลงานคือใครกันแน่
“ขอบคุณค่ะอาจารย์!”
เย่ฉายเอ๋อร์เกิดความยินดีเป็นอย่างมาก
หลินจือไป๋ตอบตกลงอย่างผ่อนคลายสบายใจเกินไปแล้ว
สบายใจจนเธอถึงกับต้องเลื่อมใสในความสงางามระดับปรมาจารย์ของอีกฝ่ายเลยทีเดียว!
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นเขียนบทเพลงที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ออกมา
คนอื่นหากคิดจะได้รับสิทธิ์มอบอำนาจ
คาดว่าคงต้องผ่านการเจรจาต่อรองราคากันอย่างยากลำบากแน่นอน
ทว่าหลินจือไป๋กลับมีใจกว้างขวางขนาดนี้
คาดว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็นคนที่มีความรู้สึกรักใคร่ผูกพันอย่างจริงใจต่อกู่ฉินเหมือนกับตัวเองแน่นอนใช่ไหมนะ
สำหรับคนประเภทนี้ เย่ฉายเอ๋อร์เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจากใจจริง
เธอทำการโค้งคำนับอย่างต่อเนื่อง
ท่าทีแอบมีความเคารพนอบน้อมยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ซะอีก!
เพราะสำหรับเย่ฉายเอ๋อร์แล้ว หลินจือไป๋ใช่ว่าจะเป็นเพียงแค่คู่ต่อสู้ของตัวเองซะที่ไหนล่ะ
อีกฝ่ายเป็นถึงนักแต่งเพลงกู่ฉินผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ!
ด้วยเหตุนี้ เย่ฉายเอ๋อร์ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับหลินจือไป๋
ความรู้สึกจึงราวกับเป็นราชาเพลงเผชิญหน้ากับป๋าเพลงระดับท็อป
เป็นฝ่ายลดท่าทีของตัวเองลงมาโดยอัตโนมัติ
เพียงแต่เย่ฉายเอ๋อร์กลับไม่รู้เลย
พฤติกรรมการขอบคุณหลินจือไป๋อย่างซาบซึ้งใจของเธอ
ยามที่หลุดเข้าไปอยู่ในสายตาของผู้ชม
จะก่อให้เกิดการตีความออกมาได้ตั้งมากมายหลายรูปแบบขนาดไหน
ฉินโจว
“เย่ฉายเอ๋อร์ทำไมถึงได้ไปโค้งคำนับให้อู๋ฉืออีกแล้วล่ะครับ?
ฟ้าดินถึงจะรู้ ทว่าเธอยิ้มหวานมากเลยนะ
คงไม่ใช่กำลังทอดสะพานให้ไป๋ตี้หรอกใช่ไหมครับ?
ช่วยจริงจังหน่อยสิเฮ้ย! พวกคุณเป็นคู่ต่อสู้กันนะ!
เธอชื่นชมขอบคุณเรื่องอะไรกันนะ?
ทำให้ฉายเอ๋อร์ของเราต้องนอบน้อมก้มศีรษะให้ขนาดนี้นะ?
เกิดสถานการณ์อะไรขึ้นนะ?
เย่ฉายเอ๋อร์เกิดอาการหลงเสน่ห์ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งเข้าให้แล้วเหรอ?
ดูไม่ค่อยเหมือนหรอกนะ
ฉันรู้สึกว่าเป็นการแสดงความขอบคุณอะไรบางอย่างมากกว่า”
จ้าวโจว
“ฉายเอ๋อร์ ฉายเอ๋อร์ของฉัน คุณช่วยตั้งสติหน่อยเถอะนะ
ดูท่าทางที่ไร้ค่าของคุณสิ! ช่างดูต่ำต้อยชะมัดเลย!
หลินจือไป๋มันเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นกันแน่ครับเนี่ยถึงได้…”
จงโจว
“ฮ่าๆ เย่ฉายเอ๋อร์ตกหลุมรักหลินจือไป๋เข้าให้แล้วหรือเปล่าเนี่ย
ฉันเห็นก่อนหน้านี้เธอก็เดินไปหาหลินจือไป๋เพื่อพูดคุยเหมือนกันนะ”
“ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่หรอกนะ”
“สองคนนี้ทำไมถึงได้ไม่มีกลิ่นอายดินปืนของการเป็นคู่ต่อสู้กันเลยสักนิดล่ะเนี่ย”
มันช่างไม่มีกลิ่นอายของดินปืนเลยจริงๆ นั่นแหละ
ทว่าการประลองฝีมือของทั้งสองคนก็ยังคงสามารถดึงดูดความสนใจของคนทุกคนได้อยู่ดี
ยามที่การแสดงรอบที่สองของเย่ฉายเอ๋อร์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ผู้ชมต่างพากันโยนเรื่องซุบซิบนินทาและการมโนทิ้งไปด้านข้างทันที
ท่ามกลางการเงี่ยหูฟังของคนทุกคน
บทเพลงในการแสดงรอบที่สองของเย่ฉายเอ๋อร์ได้ดังขึ้นมาแล้ว
นี่ก็เป็นบทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกอีกบทเพลงหนึ่งที่ถูกเผยแพร่สืบทอดต่อกันมาจากยุคโบราณ
มีชื่อว่า ‘หนงเย่ว’ เช่นเดียวกัน ได้ถูกนำมาทำการดัดแปลงทำนองเพลงเล็กน้อย
เพื่อให้สอดคล้องกับสไตล์ของเย่ฉายเอ๋อร์
เมื่อเปรียบเทียบกับการดัดแปลงของเพลง ‘อวิ๋นอวี่อูซาน’ แล้ว
รอบนี้ย่อมถือว่ามีความประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย!
ทว่าหากจะพูดจากการแสดงออกด้านทักษะฝีมือแล้ว
หลินจือไป๋กลับไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่เท่าไหร่
ฝีมือไปถึงแค่ตรงนี้แล้วงั้นเหรอ?
หรือว่ากำลังซ่อนฝีมือเอาไว้เพื่อเก็บไว้ใช้ในรอบสุดท้ายกันแน่ล่ะ?
อย่างไรเสียเมื่อยึดตามระดับฝีมือของหลินจือไป๋และเย่ฉายเอ๋อร์แล้ว
ทั้งสองคนไม่มีความจำเป็นต้องนำท่าไม้ตายออกมา
ก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อย่างผ่อนคลายสบายๆ อยู่แล้ว
“คะแนนเฉลี่ย 93.5 คะแนน!”
ผลคะแนนออกมาเรียบร้อยแล้ว บดขยี้ผู้เข้าแข่งขันก่อนหน้านี้ทุกคนจนราบคาบ
ทว่าก็ยังคงไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ ที่หลินจือไป๋บรรเลงในรอบแรกได้อยู่ดี
เย่ฉายเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนแสดงความขอบคุณผู้ชม
เธอหันไปขยิบตาเบาๆ ให้หลินจือไป๋ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่เวที
รอบนี้ตัวเธอไม่ได้ระเบิดพลังฝีมือออกมา
ถือเป็นการขอบคุณที่หลินจือไป๋ใจกว้างมอบสิทธิ์มอบอำนาจผลงานให้แก่ตัวเองอย่างผ่อนคลายสบายใจ
ทว่าหลังจากนี้อีกสองรอบ ตัวเธอจำเป็นต้องนำระดับฝีมือที่แท้จริงออกมาแล้วล่ะ
หลินจือไป๋อ่านความหมายของการขยิบตาของเย่ฉายเอ๋อร์ไม่เข้าใจ
ทว่าก็ยังคงยิ้มพลางพยักหน้าแล้วเดินก้าวขึ้นไปบนเวที
สำหรับหลินจือไป๋แล้ว นี่ใช่ว่าจะเป็นการแข่งขัน
หรือจะพูดว่านี่ไม่ได้เป็นการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบรอบหนึ่ง
ตัวเขามีจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าของตัวเองอยู่–
อาศัยรายการแข่งขันที่มีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนจากหลายๆ โจวใหญ่จับตามองอยู่นี้
เผยแพร่ผลงานเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกเหล่านั้นในชาติก่อนออกมาซะเลย!
อย่างไรเสียโอกาสแบบนี้มันช่างหาได้ยากยิ่งนัก!
‘เหมยฮวาซานน่งออกมาแล้ว
ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้ก็ออกมาแล้ว
ลำดับต่อไปก็ควรจะถึงคิวของบทเพลงนั้นแล้ว’
หลินจือไป๋หรี่ตาลงเล็กน้อย
ในเวลาเดียวกันน้ำเสียงของพิธีกรก็ได้ดังขึ้นมา:
“ลำดับต่อไปก็ถึงคิวอันดับหนึ่งของรอบแรกอย่างหลินจือไป๋ออกโรงแล้วครับ
ไม่ทราบว่ารอบที่สองของอาจารย์หลินจือไป๋จะมอบการแสดงออกอันยอดเยี่ยมแบบไหนให้แก่พวกเรา
ส่วนผลงานที่เขาจะนำมาบรรเลงในรอบที่สองนี้ เช่นเดียวกันเป็นบทเพลงกู่ฉิน ‘ผิงชาลั่วเอี้ยน’ ที่ตัวเขาเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมาเองครับ!”
เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกแล้วงั้นเหรอ?
นี่คือรูปแบบการเข้าร่วมแข่งขันของป๋าเพลงงั้นเหรอครับเนี่ย?
สองรอบผ่านไป บทเพลงกู่ฉินที่ถูกเผยแพร่สืบทอดต่อกันมาจากยุคโบราณกลับไม่ยอมดีดเลยสักเพลง
บรรเลงเพียงแค่บทเพลงกู่ฉินที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมาเองเท่านั้น…
ทว่าชื่อเพลงนี้มันจะแอบมีความโอหังเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ?
ในบรรดาสิบบทเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังของบลูสตาร์
พอดีเลยที่มีผลงานเพลงหนึ่งมีชื่อว่า ‘ลั่วเอี้ยน’
ผู้ชมบางส่วนของฉีโจวที่มีความทรงจำค่อนข้างดียังคงจำได้ว่า
เฉินเซียนอิ๋ง หญิงสาวผู้มีความสามารถอันดับหนึ่งของฉีโจว
เคยบรรเลงเพลง ‘ลั่วเอี้ยน’ ในงานชุมนุมกวีวันไหว้พระจันทร์มาก่อน
ทว่าในตอนนี้
หลินจือไป๋กลับจะมาบรรเลงเพลงออริจินัลอย่าง ‘ผิงชาลั่วเอี้ยน’
ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนเกิดจินตนาการเตลิดเปิดเปิงขึ้นมาบ้าง
ทว่านอกเหนือจากจินตนาการแล้ว สิ่งที่มีมากกว่าก็คือความคาดหวัง
รอบแรกมีปัจจัยของเรื่องโชคช่วยเกี่ยวข้องกันไหม
หลินจือไป๋จะสามารถเอาชนะเย่ฉายเอ๋อร์ได้อีกสักรอบหนึ่งหรือเปล่านะ?
===============================