ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 474 ฉันนี่แหละคือพระเจ้า!
**ตอนที่ 474 ฉันนี่แหละคือพระเจ้า!**
“น่าจะยังซ่อนไพ่ตายเอาไว้อีกใช่ไหม?”
“หรือว่าในมือจะยังมีบทเพลงที่ร้ายกาจกว่านี้อีก?”
“ดีเหลือเกิน!”
เมื่อคิดได้แบบนี้ดวงตาของเยฉ่ายเออร์ก็ทอประกายวาบ เธอเอ่ยปากพูดกับหลินจือไป๋ด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังเป็นอย่างยิ่งว่า
“โปรดเข้าร่วมการแข่งขันด้วยทัศนคติที่จริงจังที่สุดด้วยนะคะ!”
“คุณแน่ใจเหรอ?”
“คุณสามารถแสดงฝีมือได้อยางเต็มที่เลยค่ะ”
เดิมทีหลินจือไป๋ก็ยังรู้สึกทนดูไม่ได้อยู่บ้าง แต่ก็ต้านทานความ ‘รนหาที่’ ที่เขียนไว้เต็มใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ไหว!
เขาพยักหน้ารับ
พิธีกรร้อนใจจนตาเหลือก รีบเอ่ยเร่งอีกครั้ง “ถึงเวลาที่คุณต้องขึ้นเวทีแล้วครับ อาจารย์เยฉ่ายเออร์”
“กำลังไปค่ะ”
เยฉ่ายเออร์เดินยิ้มแย้มตรงไปยังกู่ฉิน อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง!
ทว่าเมื่อเธอนั่งลงที่ด้านหน้ากู่ฉินเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกของคนทั้งตัวก็เปลี่ยนไปในทันที ไม่ใช่เด็กสาวที่ใสซื่อและเอาแต่ใจตัวเองคนนั้นอีกต่อไป แต่เป็นปรมาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ผู้มีความมั่นใจในกู่ฉินอย่างสมบูรณ์แบบ!
ส่วนผู้ชมของอู่โจวและจ้าวโจวเดิมทีต่างก็ไม่พอใจ
ทำไมเยฉ่ายเออร์ถึงชอบหาเรื่องคุยกับหลินจือไป๋นักนะ?
พิธีกรก็เรียกเยฉ่ายเออร์ขึ้นเวทีตั้งนานแล้ว เธอก็ยังจะคุยกับหลินจือไป๋ให้ได้
ตกลงคุยอะไรกันนะ?
จะสำคัญไปกว่าการแข่งขันได้อย่างไร?
พิธีกรถึงกับอดไม่ได้ต้องเอ่ยเร่งถึงสองครั้ง
ทว่าเมื่อเยฉ่ายเออร์ขึ้นเวทีแล้วกลิ่นอายก็เปลี่ยนไปในทันที เธอแสดงความสามารถระดับตำนานที่ไร้ผู้ต้านทานออกมาโดยตรง พวกที่ไม่พอใจต่างก็หุบปากสนิท!
โดยเฉพาะตอนที่คะแนนประกาศออกมา ทุกโจวต่างก็พากันตกตะลึง!
กรรมการรวมทั้งหมดสิบหกคน ในจำนวนนั้นมีถึงห้าคนซะด้วยซ้ำที่ให้คะแนนเต็มกับเธอ!
ท้ายที่สุดคะแนนเฉลี่ยของเยฉ่ายเออร์ก็สูงถึง 97.5 คะแนน!
ห่างจากคะแนนเต็มเพียงแค่ 2.5 คะแนนเท่านั้น!
ทว่าช่องว่าง 2.5 คะแนนนี้ อาจจะไม่มีวันมีใครข้ามผ่านไปได้อีกตลอดกาล
ยกเว้นแต่เยฉ่ายเออร์จะสามารถยกระดับขึ้นไปจนถึงขีดสุด และยืนอยู่บนจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์กู่ฉินในรอบพันปีของมนุษยชาติบนบลูสตาร์!
เพราะในสายตาของกรรมการที่เป็นมืออาชีพ การแสดงในรอบนี้เพียงพอที่จะพิสูจน์แล้วว่า เยฉ่ายเออร์คืออันดับหนึ่งแห่งกู่ฉินของบลูสตาร์แล้ว!
—
ฉู่โจว
* ‘เพลงนี้ของฉ่ายเออร์แข็งแกร่งมาก!’
* ‘เพลงนี้คือ ‘ฝนโปรยพระจันทร์กระจาง’ เป็นหนึ่งในผลงานกู่ฉินคลาสสิกที่มีระดับความยากสูงที่สุดของบลูสตาร์ คิดไม่ถึงเลยว่าฉ่ายเออร์จะสามารถบรรเลงออกมาได้ถึงขนาดนี้ ระดับของเธอคงไม่ได้ก้าวข้ามขอบเขตของปรมาจารย์ไปแล้วหรอกนะ?’
* ‘เหนือกว่าปรมาจารย์งั้นเหรอ!?’
* ‘เห็นได้ชัดว่าในการประชันอักษรฮุ่ยอู่เมื่อปีที่แล้ว เยฉ่ายเออร์ยังไม่ได้ร้ายกาจขนาดนี้เลย!’
* ‘ชนะชัวร์!’
* ‘ฉันคิดไม่ออกเลยว่าหลินจือไป๋จะชนะได้อย่างไร!’
จ้าวโจว
* ‘หลินจือไป๋เตรียมตัวแพ้ฉ่ายเออร์ล่วงหน้าได้เลย!’
* ‘อย่าว่าแต่หลินจือไป๋เลย ต่อหน้าบทเพลงนี้ ต่อให้ใครในวงการกู่ฉินของบลูสตาร์มาก็ไร้ประโยชน์!’
* ‘ไม่ใช่ว่าหลินจือไป๋ไม่เก่ง ระดับของเขาทำให้ฉันเลื่อมใสอย่างลึกซึ้งแล้ว แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการบรรเลงละก็ ยังไงก็ต้องเป็นฉ่ายเออร์ละนะ!’
* ‘ระลอกนี้หลินจือไป๋แพ้ไม่เสียหน้าเลย!’
* ‘ก็เยฉ่ายเออร์เป็นถึงแชมป์โลกนี่นา!’
* ‘หลินจือไป๋ก็น่าจะพอจัดให้อยู่ในอันดับสองของโลกได้มั้ง?’
จงโจว
* ‘ที่แท้เพลงสุดท้าย ถึงจะเป็นไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของเยฉ่ายเออร์!’
* ‘เพลงนี้ใต้หล้าไม่มีใครต้านทานได้!’
* ‘ถ้าพูดถึงแค่กู่ฉิน จงโจวของพวกเราก็ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเยฉ่ายเออร์ได้เลย’
* ‘น่าเสียดายแทนหลินจือไป๋ ถ้าเป็นปีที่แล้ว เขาอาจจะชนะเยฉ่ายเออร์ได้ก็ไม่แน่’
* ‘เสียดายที่เขามาเจอเยฉ่ายเออร์ในปีนี้’
* ‘เยฉ่ายเออร์ในปีนี้ แข็งแกร่งกว่าปีที่แล้วมากเกินไป ความเร็วในการเติบโตของเธอช่างรวดเร็วเหลือเกิน’
—
ฉินโจว
* ‘เฮ้อ จบกัน!’
* ‘คราวนี้หมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว!’
* ‘ถ้าเยฉ่ายเออร์บรรเลงผิดพลาด ไป๋ตี้ก็อาจจะยังพอมีหวังอยู่’
* ‘แต่มือดีระดับเยฉ่ายเออร์นี่ พื้นฐานแล้วไม่มีคำว่าผิดพลาดอยู่ในการรับรู้หรอกนะ’
* ‘ทางฝั่งไป๋ตี้ดูเหมือนจะไม่มีจุดไหนให้พลิกกระดานได้เลย’
* ‘ถ้าแบบนี้ยังพลิกได้ นั่นก็คงมีปาฏิหาริย์มาโปรดแล้วละ’
ฉีโจว
* ‘ไม่เป็นไร มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งถึงแพ้ก็ยังสมเกียรติ!’
* ‘ไม่ยินยอมพร้อมใจจริงๆ นั่นแหละ แต่คะแนนของเยฉ่ายเออร์มันทำให้คนสิ้นหวังเกินไปแล้ว!’
* ‘มองไม่เห็นความหวังเลยแม้แต่นิดเดียว!’
* ‘ทั้งที่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งเก่งขนาดนี้แล้ว ทำไมเยฉ่ายเออร์ถึงยังเก่งกว่าได้อีกนะ?’
* ‘นี่แหละที่เขาว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ยิ่งไปกว่านั้นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งมีความสามารถตั้งมากมายหลายอย่าง กู่ฉินยังสามารถมาถึงระดับขั้นนี้ได้ ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งแล้ว’
* ‘พยายามเต็มที่ก็พอแล้ว!’
* ‘ต่อให้หลินจือไป๋แพ้ เขาก็จะกลายเป็นฮีโรในใจของชาวฉีโจวอยู่ดี!’
ทว่าหลินจือไป๋มีเหตุผลที่ไม่สามารถแพ้ได้ ดังนั้นเขาจึงถูกเยฉ่ายเออร์กระตุ้นจนกลายร่างเป็นพระเจ้าด้วยความเต็มใจ
ในตอนที่กล้องทุกตัวกำลังจับจองไปที่ร่างของเยฉ่ายเออร์ หลินจือไป๋ก็ได้วิวัฒนาการจากมนุษย์ไปสู่พระเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว!
* ‘ติ้งต่อง!’
* ‘ยินดีด้วยกับโฮสต์ ระดับกู่ฉินบรรลุ 100 คะแนน ซึ่งเป็นระดับขีดจำกัดสูงสุดในทางทฤษฎีของมนุษยชาติ!’
* ‘ติ้งต่อง!’
* ‘ยินดีด้วยกับโฮสต์ เปิดใช้งานรางวัลทักษะพิเศษ (Skill)!’
* ‘คำแนะนำทักษะ รู้ใจ: ผลงานดนตรีทั้งหมดของโฮสต์ จะลดกำแพงทางศิลปะลง และทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกร่วมได้ง่ายขึ้น!’
รู้ใจงั้นเหรอ?
หลินจือไป๋ตะลึงไปเล็กน้อย นี่ดูเหมือนจะเป็นทักษะประเภทเดียวกันกับ ‘จรดปากกาประหนึ่งมีเทพช่วย’ เลยนี่นา!
ต้องรู้ก่อนว่านอกจากผู้ที่ชื่นชอบเพลงกู่ฉินแล้ว คนทั่วไปที่ฟังเพลงกู่ฉินจะรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจและน่าเบื่อมาก
แต่พอมีทักษะ ‘รู้ใจ’ นี้ ทุกคนก็จะยิ่งเข้าใจถึงคุณค่า หรือจะเรียกว่าศิลปะในบทเพลงเหล่านั้นของหลินจือไป๋ได้ดียิ่งขึ้น
เหมือนอย่างตอนที่ทักษะ ‘จรดปากกาประหนึ่งมีเทพช่วย’ ปรากฏออกมา คนธรรมดาก็สามารถชื่นชมความงามทางศิลปะของ ‘บันทึกอดีตที่ศาลาหลานถิง’ ได้เช่นกัน!
“ทักษะเทพชัดๆ!”
ระบบช่างใจกว้างขึ้นเรื่อยๆ เลยแฮะ!
เมื่อมีทักษะนี้ หลินจือไป๋พลันมีความรู้สึกว่า ต่อให้ไม่ต้องพึ่งพาใครมาช่วยประชาสัมพันธ์ เขาก็สามารถทำให้บทเพลงกู่ฉินที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้นในชาติก่อน ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากผู้คนในโลกนี้ได้!
ประจวบเหมาะกับใกล้จะถึงตาตัวเองขึ้นเวทีแล้วพอดี
ต้องขอลองดูหน่อยว่าทักษะ Skill นี้ เมื่อผสานเข้ากับเทคนิคการบรรเลงระดับเทพแล้ว จะมีความแข็งแกร่งมากมายขนาดไหนกันแน่
และในเวลานี้เอง
เยฉ่ายเออร์ก็เดินลงมาจากเวที
พิธีกรจึงประกาศตามมาทันที “ลำดับต่อไปขอเรียนเชิญ อาจารย์หลินจือไป๋ บรรเลงบทเพลงออริจินอลของเขา เพลง ‘สายน้ำไหล’ ครับ!”
หลินจือไป๋เดินมุ่งหน้าไปที่เวที
ในตอนที่เดินสวนกับเยฉ่ายเออร์นั้น
เยฉ่ายเออร์ชูกำปั้นน้อยๆ ขึ้นมา พร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจหลินจือไป๋
เธอมีความสุขมากเหลือเกิน!
เพราะในรอบสุดท้ายนี้ หลินจือไป๋ยังคงยืนหยัดที่จะใช้เพลงออริจินอล!
และผลงานออริจินอลไม่กี่เพลงก่อนหน้านี้ของหลินจือไป๋ต่างก็ยอดเยี่ยมถึงขนาดนั้น
เพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ ที่ถูกปรมาจารย์ด้านการสรรค์สร้างคนนี้เก็บเอาไว้จนถึงรอบสุดท้ายถึงค่อยนำออกมา จะเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่น่าตื่นตาตื่นใจขนาดไหนกันนะ?
ไม่มีใครคาดหวังไปมากกว่าเยฉ่ายเออร์อีกแล้ว!
และไม่มีใครตื่นเต้นไปมากกว่าเยฉ่ายเออร์ในเวลานี้อีกแล้วเช่นกัน!
หลินจือไป๋ยิ้มน้อยๆ เขาหวังว่าเมื่อการแสดงของตัวเองจบลง เยฉ่ายเออร์จะยังคงรักษาความมองโลกในแง่ดีเอาไว้ได้ต่อไปนะ
ส่วนเรื่องเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ คนที่คุ้นเคยก็คงจะทราบดีว่า
นี่คือหนึ่งในสิบสุดยอดบทเพลงโบราณของจีน และเป็นเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในบรรดาเพลงเหล่านั้นด้วย!
โดยปรากฏขึ้นครั้งแรกจาก ‘เลี่ยจื่อ ตอน คำถามของถัง’
ตามตำนานเล่าว่า ป่อหยาเชี่ยวชาญการดีดกู่ฉิน จงจื่อฉีเชี่ยวชาญการฟัง
ยามที่ป่อหยาดีดกู่ฉินโดยมีจิตตั้งมั่นถึงภูผาสูง จงจื่อฉีจะเอ่ยว่า “ยอดเยี่ยมจริง สูงตระหง่านดั่งเช่นเขาไท่ซาน”
ยามที่ป่อหยาดีดกู่ฉินโดยมีจิตตั้งมั่นถึงสายน้ำไหล จงจื่อฉีจะเอ่ยว่า “ยอดเยี่ยมจริง กว้างใหญ่ไพศาลดั่งเช่นแม่น้ำแยงซีและฮวงโห”
สิ่งที่ป่อหยาคิดคำนึงถึง จงจื่อฉีเป็นต้องรับรู้ได้เสมอ
เมื่อจื่อฉีสิ้นชีพ ป่อหยาคิดว่าในใต้หล้าไม่มีผู้รู้ใจอีกต่อไป จึงทุบกู่ฉินจนพังและตัดสายทิ้ง ไม่ดีดกู่ฉินอีกเลยตลอดชีวิต
หลังจากเรื่องราวนี้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง คำสี่คำว่า ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ จึงมักถูกนำมาใช้เป็นอุปมาเปรียบเปรยถึงผู้รู้ใจหรือมิตรสหายสนิท
ทว่าคนจำนวนมากกลับไม่ทราบว่า เดิมทีเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ นั้นเป็นเพลงเดียวกัน
แต่หลังจากราชวงศ์ถังเป็นต้นมา เพลง ‘ภูผาสูง’ และ ‘สายน้ำไหล’ ก็ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองบทเพลงกู่ฉินที่เป็นอิสระต่อกัน
โดยในจำนวนนั้น เพลง ‘สายน้ำไหล’ ได้รับการพัฒนาต่อยอดเพิ่มมากขึ้นในยุคหลัง
โน้ตเพลงปรากฏให้เห็นครั้งแรกใน ‘บันทึกความลับอันน่าอัศจรรย์’ ของราชวงศ์หมิง
ซึ่งเพลง ‘สายน้ำไหล’ ที่บรรเลงโดยท่านกวนผิงหูนั้น เคยถูกบันทึกลงในแผ่นเสียงทองคำของยานสำรวจอวกาศ ‘วอยเอเจอร์ 1’ ของสหรัฐอเมริกา และถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ปี 1977 เพื่อออกตามหา ‘ผู้รู้ใจ’ ของมนุษยชาติในจักรวาลอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่
จากสิ่งนี้จะเห็นได้ถึงเสน่ห์ของเพลง ‘สายน้ำไหล’
เดิมทีหลินจือไป๋คิดว่า ในรอบนี้ใช้แค่เพลง ‘สายน้ำไหล’ โดยตรงก็เพียงพอแล้ว
ทว่าโปรแกรมช่วยของระบบช่างแข็งแกร่งสมคำร่ำลือจริงๆ ถึงกับจัดหาเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ เวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบมาให้หลินจือไป๋เลยทีเดียว
ที่มีทั้งความสูงตระหง่านของ ‘ภูผาสูง’!
และยังมีอารมณ์ความรู้สึกของ ‘สายน้ำไหล’ อีกด้วย!
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าระบบไปเอาโน้ตเพลงเหลานี้มาจากไหนกัน
แต่ในเวลานี้ เรื่องที่มาที่ไปสิ่งเหลานี้ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
สิ่งที่สำคัญคือหลินจือไป๋ต้องนำท่วงทำนองในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ออกมาบรรเลงบทเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ นี้ ถึงจะไม่ทำให้เสน่ห์ของหนึ่งในสิบสุดยอดบทเพลงโบราณของโลกต้องมัวหมอง!
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ การบรรเลงของหลินจือไป๋ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เมื่อหลินจือไป๋เริ่มบรรเลง ทุกคนต่างก็ยังคงจมดิ่งอยู่ในบรรยากาศของบทเพลงคะแนนสูงลิ่วเมื่อครู่นี้อยู่ไม่มากก็น้อย
แม้แต่ในสถานที่จัดงานก็ยังมีคนบางส่วนกำลังพูดคุยสนทนาเกี่ยวกับเทคนิคของเยฉ่ายเออร์ รวมถึงเรื่องที่เธอกำลังจะคว้าแชมป์อยู่เลย
ทว่าคุยกันไปคุยกันมา
ภายในคอนเสิร์ตฮอลล์อู่โจวพลันเงียบสงบลง!
ทั่วทั้งคอนเสิร์ตฮอลล์อู่โจว หลงเหลือเพียงเสียงของกู่ฉินที่หลินจือไป๋ดีดบรรเลงดังก้องกังวานอยู่เท่านั้น!
“นี่มัน…”
มีผู้ชมในงานเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ!
ค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไป ผู้ชมทั้งหมดในงานต่างก็พากันฟังการบรรเลงของหลินจือไป๋ด้วยใบหน้าที่เหม่อลอยเซ่อซ่า!
ช่วงต้นเพลง
ท่วงทำนองยาวไกล
จังหวะเพลงราวกับมีอยู่จริงทว่าราวกับว่างเปล่า!
ยามที่ว่างเปล่าก็ลึกลับซับซ้อนชวนให้โศกเศร้า!
ยามที่มีอยู่จริงก็หนักแน่นทรงพลังทรงอำนาจ!
ราวกับว่า ตรงหน้าของผู้คน ได้ปรากฏภูผาอันสูงตระหง่านขึ้นมาลอยๆ
ต้นไม้เขียวขจีชะอุ่มชุ่มชื่น เติบโตขึ้นจนเต็มลาดไหล่เขา
หมูเมฆบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้านั้น ก็รายล้อมอยู่รอบบริเวณยอดเขา ลึกลับ ยิ่งใหญ่ และทำให้คนอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกปรารถนาอย่างเอื่อยเฉยขึ้นมาในใจ!
และที่บริเวณใจกลางภูผาสูง
มีตาน้ำแห่งหนึ่ง กำลังเอ่อล้นสายน้ำพุอันใสสะอาดออกมาอย่างช้าๆ
สายน้ำพุใสสะอาดนั้นบางครั้งก็ไหลรินเอ่อล้นออกมาอย่างเอื่อยๆ บางครั้งก็พุ่งทะลักหลั่งไหลลงมา คุณสมบัติของน้ำช่างต่อเนื่องหนาแน่นและละเอียดลออ ยามกระซิบก็ไรเสียงเงียบสงัด ยามยิ่งใหญ่ก็ถาโถมซัดสาดอย่างป่าเถื่อน!
โดยเฉพาะในยามที่ท่วงทำนองสดใสเบิกบาน
ก็ประหนึ่งหยาดน้ำกำลังหมุนคว้างร่ายรำอยู่กลางเวหา ท้ายที่สุดก็ร่วงหล่นลงมาสาดกระเซ็นกลายเป็นเม็ดน้ำ ดั่งเช่นไข่มุกเม็ดใหญ่เม็ดเล็กร่วงหล่นลงบนแผ่นหยก!
ภูผาสูงอยู่ในชั้นเมฆ!
สายน้ำไหลอยู่ที่เชิงเขา!
เงยหน้ามองฟ้าดิน ก้มหน้ามองโลกมนุษย์!
กระแสน้ำค่อยๆ เข้ามาครอบงำเป็นหลัก พัดพาความพินิจพิเคราะห์ของผู้คนท่องไปไกลนับพันลี้ จังหวะเพลงเร่งรีบทว่าหนาแน่นแต่ไม่ยุ่งเหยิง……
นี่แหละคือภูผาสูงสายน้ำไหล!
ภูผาสูง ยืนหยัดอยู่บนผืนปฐพีสัมผัสกับปลายหมู่เมฆ!
สายน้ำไหล และยังไหลผ่านช่องว่างของโขดหินมุ่งหน้าไปสู่โลกมนุษย์!
ความตื้นตันใจที่ไร้คำพูด เอิบอาบอยู่ภายในใจของผู้ชมทุกคนในงาน บางคนดวงตาแดงก่ำไปเรียบร้อยแล้ว
พวกเขากระทั่งไม่มีวิธีที่จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองในเวลานี้ออกมาได้อยางแม่นยำด้วยซ้ำ ทั้งที่ฟังไปเพียงแค่บทเพลงเดียว ทว่ากลับราวกับได้ดูภาพยนตร์ไปเรื่องหนึ่ง แถมยังเข้าใจถึงสัจธรรมบางอย่างของชีวิตจากในนั้นได้อีกด้วย
แต่พอหวนคิดกลับมาอีกที……
นอกจากภาพเหตุการณ์ในจินตนาการอันสมจริงเป็นอย่างยิ่งเหล่านั้นแล้ว อารมณ์ความรู้สึกหรืออะไรพวกนั้น ใครก็ไม่สามารถเอ่ยปากบอกเล่ามันออกมาให้เข้าใจแจ่มแจ้งได้ เพียงแต่ทิ้งรอยประทับที่ลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เอาไว้ภายในใจเท่านั้น
เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้ชมทุกคนต่างก็มีใบหน้าที่เรียบเฉย ทว่าแววตากลับปิดซ่อนความคลั่งไคล้เอาไว้ไม่มิด!
ใครก็ตามที่เข้าใจในกู่ฉิน และชื่นชอบกู่ฉิน ต่างก็เข้าใจดีว่าการแสดงเมื่อครู่นี้ของหลินจือไป๋หมายความว่าอย่างไร!
นั่นหมายความว่า
เป็นไปได้ว่าตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา คงเป็นการยากที่จะได้ชื่นชมการแสดงสดกู่ฉินที่งดงามถึงขนาดนี้เป็นครั้งที่สองอีกแล้ว!
ดังนั้นพอบทเพลงจบลงปุ๊บ ทุกคนก็เริ่มเกิดความอาลัยอาวรณ์และหวนระลึกถึงตามมาปั๊บ!
กระทั่งว่า ไม่มีใครยินดีที่จะนำเยฉ่ายเออร์ มาเปรียบเทียบกับการแสดงของหลินจือไป๋อีกต่อไปแล้ว
เพราะการแข่งขันนี้ ได้สูญเสียความหมายของการประชันไปเรียบร้อยแล้ว
มนุษย์ก็คือมนุษย์
พระเจ้าก็คือพระเจ้า
นี่แหละคือความแตกต่าง!
สีหน้าความรู้สึกแบบเดียวกัน และความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกรรมการทั้งสิบหกคนเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นมันยังค่อยๆ เข้าไปปะทะจิตใจของพวกเขาอีกด้วย!
ทันใดนั้นเอง
กรรมการทุกคน ต่างก็หันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย
จากนั้นพวกเขาก็้มก้มหน้าลง ต่างคนต่างก็กดคะแนนของตัวเองออกมา
—
เมื่อได้ยินเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ เยฉ่ายเออร์พลันรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างไม่มีความสมจริงเอาเสียเลย
บางทีสิ่งที่ไม่สมจริงอาจจะเป็นหลินจือไป๋ต่างหาก
จะมีใครที่สามารถเขียนเพลง ‘ดอกเหมยสามทำนอง’, ‘คนหาปลาคุยกับคนตัดฟืน’, ‘เหมันต์รอนลงหาดทราย’, ‘เพลงบรรเลงกวางหลิง’ เหล่านี้ที่เป็นเพลงคลาสสิกขึ้นมาได้พร้อมๆ กัน แล้วหลังจากนั้นยังสร้างสรรค์เพลงกู่ฉินอย่าง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ ออกมาได้อีกนะ?
เทพแห่งกู่ฉิน ลำเอียงรักเด็กหนุ่มคนนี้มากเกินไปหรือเปล่า?
แต่ถ้าหากเป็นเพียงแค่เท่านี้ เยฉ่ายเออร์ก็คงจะไม่รู้สึกว่ายอมรับไม่ได้หรอกนะ
เพราะเทพแห่งกู่ฉินก็ลำเอียงรักตัวเองมากเหมือนกันนี่นา ที่ทำให้ตัวเองในอายุเท่านี้ ก็มีเทคนิคอันเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้แล้ว
ทว่า…
ในวันนี้เอง
ในเวลานี้เอง
เยฉ่ายเออร์ถึงเพิ่งได้พบว่า ความลำเอียงรักที่เทพแห่งกู่ฉินมีให้แก่ตัวเองนั้น ไม่ถึงหนึ่งในร้อยส่วนของหลินจือไป๋ด้วยซ้ำ!
เทคนิคการบรรเลงของอีกฝ่าย ถึงกับยังอยู่เหนือกว่าตนเองซะอีก แถมยังเป็นระดับขั้นที่ตนเองตลอดชั่วชีวิต หรือจะพูดว่าทุกคนตลอดชั่วชีวิตก็ไม่มีวันก้าวไปถึงอีกด้วย!
ในความสะลืมสะลือนั้น
เยฉ่ายเออร์มีความรู้สึกสิ้นหวังชนิดหนึ่งที่ความเชื่อแทบจะพังทลายลงมา
ใบหน้าของเธอซีดเผือด ไม่หลงเหลือความมองโลกในแง่ดีก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว ต่อให้เพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ นี้ เธอจะชื่นชอบมันอย่างยิ่งยวดก็ตามที!
แต่แล้วอย่างไรล่ะ?
ตัวเองจะสามารถบรรเลงได้จนถึงขั้นเข้าสู่วิถีเทพเหมือนอย่างหลินจือไป๋ ที่แค่การบรรเลงครั้งเดียว ก็ดึงผู้คนเข้าไปสู่โลกแห่งความฝันที่เป็นของดนตรีนั้นได้งั้นเหรอ?
“ดนตรีของฉัน มีไว้ให้คนใช้หูฟัง”
เยฉ่ายเออร์พึมพำ “แต่การบรรเลงของหลินจือไป๋… สามารถทำให้คนจิตใต้สำนึก สั่งให้ใช้ใจฟังได้”
และในเวลานี้เอง
คะแนนของเหล่ากรรมการก็สว่างวาบขึ้นมาแล้ว
กรรมการสิบหกคน มีสิบห้าคนให้ 100 คะแนน!
ยังเหลืออีกคนหนึ่ง ให้ 99 คะแนน ดึงดูดสายตาที่แปลกประหลาดของทุกคนไปในทันที!
กรรมการที่ให้เก้าสิบเก้าคะแนนคนนี้ เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเป็นตัวประหลาดเพียงหนึ่งเดียวขึ้นมาได้ สีหน้าจึงพลันเปลี่ยนเป็นแปลกพิกลขึ้นมาทันควัน
โชคดีที่กรรมการข้างๆ ช่วยแก้สถานการณ์ให้ เธอชูมือขึ้นสูงส่งสัญญาณว่าตัวเองมีเรื่องจะพูด
“เชิญคุณพูดเลยครับ”
เจ้าหน้าที่ส่งไมโครโฟนไปให้ จากนั้นพิธีกรก็เอ่ยปากขึ้น
กรรมการที่ได้รับไมโครโฟนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ฉันหวังว่าอาจารย์หลินจือไป๋ในวันข้างหน้าคุณห้ามกลับมาเข้าร่วมการแข่งขันกู่ฉินใดๆ อีกเด็ดขาดเลยนะคะ เพราะการมีอยู่ของคุณ สำหรับผู้เข้าแข่งขันคนไหนก็ตาม ล้วนแต่เป็นการโจมตีที่รุนแรงถึงชีวิตทั้งนั้น คุณจะทำให้พวกเขาเกิดความสงสัยในตัวเอง กระทั่งจะทำให้เส้นทางอาชีพของคนเหลานี้ต้องพังพินาศย่อยยับลงไปโดยสิ้นเชิงอย่างแน่นอนเลยค่ะ เห็นได้ชัดว่าเทพแห่งกู่ฉินอย่างคุณ เหมาะสมที่จะมานั่งในตำแหน่งของพวกเรามากกว่านะคะ”
เทพแห่งกู่ฉินงั้นเหรอ?
คำประเมินนี้ ทำเอาพิธีกรไม่กล้าขานรับตามเลยทีเดียว!
ทว่ากรรมการคนอื่นๆ กลับพากันพยักหน้าเห็นด้วยหลังจากได้ยินคำนี้นะสิ!
ส่วนใบหน้าของเยฉ่ายเออร์ ยิ่งกลับมามีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากซีดเผือดไปก่อนหน้านี้……
ใช่!
พูดได้ถูกต้องเลย!
ไม่ใช่ว่าเทพแห่งกู่ฉินจะลำเอียงรักหลินจือไป๋มากกว่าตัวเองหรอกนะ!
แต่เป็นเพราะหลินจือไป๋ก็คือเทพแห่งกู่ฉินมาแต่แรกอยู่แล้วต่างหาก!
ตัวเองเป็นเพียงมนุษย์เดินดิน ระดับกู่ฉินสู้หลินจือไป๋ไม่ได้ มันก็ควรจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและเป็นไปตามหลักตรรกะ ไม่ใช่หรอกเหรอ?
จิตใจแห่งวิถีที่พังทลายลงไป ได้กลับมามั่นคงอีกครั้ง
แววตาของเยฉ่ายเออร์ที่มองไปที่หลินจือไป๋อีกครั้ง นอกจากความเลื่อมใสและการเงยหน้ามองดูแล้ว ยังมีความศรัทธาและความคลั่งไคล้เพิ่มขึ้นมาอีกสายหนึ่งด้วย!
ในขณะเดียวกัน
พร้อมๆ ไปกับการที่ผลลัพธ์ของการประชันในรอบนี้ประกาศออกมา ทุกทวีปต่างก็พากันเดือดพลานขึ้นมาแล้ว!