ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 475 เหรียญทองแรกของฉีโจว!
ตอนที่ 475 เหรียญทองแรกของฉีโจว!
ฉินโจว
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพากันอุทานเสียงหลง!
“ฉันเห็นได้ชัดว่าชื่นชมกู่ฉินไม่เป็นด้วยซ้ำ
กระทั่งการแสดงก่อนหน้านี้ของเย่ฉายเอ๋อร์ ฉันก็ยังไม่รู้สึกว่ามันเจ๋งตรงไหนเลย
แต่ทำไมเพลงนี้ของไป๋ตี้ฉันกลับไม่มีแรงต้านทานเลยสักนิด?”
“ฉันก็เหมือนกันฉันก็เหมือนกัน!”
“ฉันที่เป็นคนไม่รู้เรื่องกู่ฉินเลยสักนิด ยังรู้สึกว่าเพลงนี้ของอู๋ฉือเจ๋งสุดๆ ไปเลย!”
“ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรู้ชื่อเพลงล่วงหน้าแล้วหรือเปล่าว่าชื่อเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’
ตอนที่ฉันฟังการบรรเลงของหลินจือไป๋ ตรงหน้าพลันคล้ายกับมีภูผาอันสูงตระหง่านและสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ปรากฏขึ้นมาจริงๆ!”
“เป็นการแสดงที่น่าเหลือเชื่อมาก!”
ใช่แล้ว
จุดที่ร้ายกาจที่สุดของบทเพลงนี้ ก็คือมันสามารถทำให้ผู้ชมจำนวนนับไม่ถ้วนของฉินโจวที่เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจในกู่ฉิน
เพียงแค่มาดูเพื่อความสนุกสนาน หรือดูเพราะเห็นแก่หลินจือไป๋เท่านั้น
ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายอันมีเสน่ห์ของกู่ฉินเป็นครั้งแรกทั้งร่างกายและจิตใจ!
ส่วนผู้ชมที่เดิมทีเข้าใจในกู่ฉินอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย!
เทคนิคกู่ฉินระดับเทพ บรรลุถึงขีดจำกัดในทางทฤษฎีของมนุษยชาติในขอบเขตของกู่ฉิน
แรงกระแทกอันน่าตื่นตะลึงชนิดนั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน!
ฉีโจว
ทั่วทั้งโจวต่างก็ระเบิดเป็นจลาจล!
“เป็นแบบนี้ได้อย่างไร
ระดับของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งทำไมถึงก้าวไปถึงขอบเขตขั้นนี้ได้อย่างกะทันหัน
ขอบเขตขั้นที่ราวกับพระเจ้าแบบนี้!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า คุณยังดูไม่เข้าใจอีกเหรอ?
พวกเรานึกว่ามีแค่เย่ฉายเอ๋อร์ที่ซ่อนความสามารถเอาไว้
แต่ในความเป็นจริงแล้วมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งก็ซ่อนความสามารถเอาไว้เหมือนกันนะ
ถ้าบอกว่าเย่ฉายเอ๋อร์ในสองรอบแรกมีข้อกังขาว่าจงใจออมมือเพื่อแสดงความอ่อนแอให้ศัตรูเห็น
งั้นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งก็ยิ่งเกินจริงเข้าไปใหญ่
ฉันสงสัยว่าสามรอบแรกเขาแค่อยู่เล่นเป็นเพื่อนเย่ฉายเอ๋อร์ขำๆ เท่านั้นเอง!”
“ไม่ใช่เหรอ?”
“เย่ฉายเอ๋อร์งัดกำลังทั้งหมดออกมา มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งก็เลยเริ่มจริงจังขึ้นมาบ้าง
ผลลัพธ์ก็คือการเดิมพันสุดกำลังของเย่ฉายเอ๋อร์ทำเอาระดับความสามารถสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งลานประลอง
ส่วนบทเพลงที่จริงจังของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งกลับทำให้คนทั้งโลกตกตะลึงจนตาค้าง!”
“ฉันเหมือนจะตกหลุมรักกู่ฉินเข้าให้แล้ว!”
ฉีโจวก็มีผู้ชมจำนวนมากที่ไม่เข้าใจในกู่ฉินเช่นเดียวกัน
พวกเขาเพียงแค่ให้ความสนใจกับผลลัพธ์ของการแข่งขัน ไม่ได้ใส่ใจว่าใครต่อใครจะดีดเพลงอะไรหรือไพเราะหรือไม่เป็นต้น
ทว่า
ในเวลานี้เมื่อได้ยินเพลงสุดท้ายของหลินจือไป๋
ผู้ชมที่เป็น ‘มักขโมย’ เหล่านี้กลับฟังเข้าใจ
และได้สัมผัสรับรู้ถึงเสน่ห์ที่เป็นของกู่ฉินอย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ!
อะไรที่เรียกว่าหนีตายจนเจอทางรอด?
อะไรที่เรียกว่าผ่านพ้นวิกฤตจนพบสิ่งดีงาม?
สถานการณ์ในตอนนี้ก็คือแบบนี้แหละ!
ในตอนที่ชาวฉีโจวทุกคนต่างพากันคิดว่า
เหรียญทองแรกของโครงการประชันอักษรฉีฉู่ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องพ่ายแพ้ให้แก่ทีมฉู่โจวที่มีเย่ฉายเอ๋อร์ที่เป็นกำลังเสริมคนนี้เป็นผู้นำ
หลินจือไป๋ก็ได้สร้างปาฏิหาริย์คะแนนเต็มขึ้นมา
สามารถพูดได้ว่าเป็นพลิกกระดานจากสถานการณ์จนตรอก!
ฉู่โจว
ชาวฉู่แทบจะพังทลายลงไป!
“นี่เป็นไปไม่ได้ นี่มันไม่วิทยาศาสตร์เอาซะเลย
ฉันไม่สามารถเข้าใจได้เลยจริงๆ ว่าหลินจือไป๋คนนี้ในรอบชิงชนะเลิศ ทำไมถึงราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ล่ะ!”
“เดิมทีหลินจือไป๋ก็นับว่าเก่งมากพออยู่แล้ว
แทบจะไม่ต่างอะไรกับเย่ฉายเอ๋อร์เมื่อปีที่แล้วเลย
ผลลัพธ์ในรอบสุดท้ายคุณกลับมาบอกฉันว่า ที่แท้การแข่งขันก่อนหน้านี้ของเขาไม่ได้จริงจังขึ้นมาเลยสักนิดเนี่ยนะ!?”
“หยุดเรื่องแบบนี้อย่าเอาเลยนะ!”
“ถ้าเป็นการซ่อนความสามารถ ก่อนหน้านี้ฉายเอ๋อร์ก็น่าจะแสดงพละกำลังออกมาสักเจ็ดแปดส่วนแล้ว
แต่หลินจือไป๋ดูเหมือนว่า ด้านหน้าจะใช้พละกำลังไปแค่สามถึงห้าส่วนเท่านั้น ก็สามารถสูสีกับฉายเอ๋อร์ได้แล้ว
เหมือนอย่างที่กรรมการเหล่านั้นพูดเลย ฉายเอ๋อร์กับหลินจือไป๋ คือช่องว่างระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าชัดๆ!”
“หลินจือไป๋ คะแนนเฉลี่ย 100!”
เป็นไปตามที่ชาวเน็ตฉู่โจววิเคราะห์เอาไว้
จุดที่หลุดโลกของเรื่องนี้มันอยู่ที่ว่า
เย่ฉายเอ๋อร์และหลินจือไป๋ ต่างก็ซ่อนความสามารถเอาไว้
จนกระทั่งการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายของทั้งสองคนถึงค่อยเปิดไพ่ตายของแต่ละคนออกมา
ผลลัพธ์พอทุกคนหันไปมองดู ก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า
ที่แท้ก่อนหน้านี้หลินจือไป๋ ใช้มือเดียวเล่นเกมมาโดยตลอด
แน่นอนว่า ‘ใช้มือเดียวเล่นเกม’ เป็นเพียงแค่อุปมาเปรียบเปรย
แต่กลับมีกลิ่นอายแบบนั้นอยู่จริงๆ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์เช่นนี้ ชาวฉู่โจวจำนวนมากพังทลายลงไปก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ช่องว่างระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า มันยิ่งใหญ่จนทำให้พวกเขาสิ้นหวัง
จ้าวโจว
พวกคนที่อยู่ด้านหน้าโทรทัศน์ต่างก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยากจะเชื่อ!
“เพลงสุดท้ายของหลินจือไป๋ คะแนนเฉลี่ยคือคะแนนเต็มงั้นเหรอ?
เย่ฉายเอ๋อร์อันดับหนึ่งแห่งกู่ฉินของบลูสตาร์ของพวกเราแพ้ไปแบบนี้เลยเหรอ?”
“อันดับหนึ่งแห่งกู่ฉินของบลูสตาร์คือเย่ฉายเอ๋อร์
แต่เทพแห่งกู่ฉินของบลูสตาร์ ดูเหมือนจะเป็นหลินจือไป๋นะ…”
“แม้ว่าฉันจะเสียใจเป็นอย่างยิ่งยวด แต่พวกเราต้องยอมรับว่า
ระดับกู่ฉินของหลินจือไป๋ เป็นระดับเซียนเหนือโลกที่ไร้เทียมทานในใต้หล้าจริงๆ!”
“ช่างเป็นเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
บอกว่าหลินจือไป๋คือเทพแห่งกู่ฉิน ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด!”
“เย่ฉายเอ๋อร์แพ้แล้ว แต่ไม่โทษเธอหรอก
ร่างกายของปุถุชนสามารถต่อกรกับเทพเจ้าได้ ถือว่าแพ้อย่างสมเกียรติ!”
แพ้อย่างสมเกียรติ!
ได้เห็นคำว่าแพ้อย่างสมเกียรติอีกแล้ว!
เพียงแต่บทบาทของหลินจือไป๋และเย่ฉายเอ๋อร์ได้เกิดการสลับสับเปลี่ยนกันในรูปแบบที่พลิกผัน
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าหลินจือไป๋แพ้อย่างสมเกียรติอยู่หรอก
ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะที่เขาเป็นปรมาจารย์กู่ฉินพาร์ตไทม์
เขาก็เก่งกาจกว่าปรมาจารย์ทุกคนที่อยู่ใต้เย่ฉายเอ๋อร์ลงมาที่ยึดเอากู่ฉินเป็นอาชีพและต้องพึ่งพากู่ฉินถึงจะมีข้าวกินพวกนั้นไปแล้ว
ในวินาทีนี้!
ชาวจ้าวทุกคน จดจำหลินจือไป๋เอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจแล้ว
จงโจว
ชาวจงโจวที่เดิมทีตั้งใจจะมาดูเรื่องสนุกๆ บัดนี้ใบหน้าต่างก็พากันเหวอรับประทานไปเรียบร้อยแล้ว!
“ฉันเหมือนจะตื่นเช้าเกินไปจนเบลอ
ถึงขนาดได้เห็นคนดีดกู่ฉินจนทำให้กรรมการสิบหกคนกดคะแนนเต็มออกมาถึงสิบห้าคนเลยเหรอ?”
“ฉันเป็นคนตาบอด ใครก็ได้ช่วยบอกฉันทีว่า
การแสดงสามรอบแรกของหลินจือไป๋ เขาใช้เท้าดีดกู่ฉินหรือเปล่าน่ะ?”
“ฉันรู้สึกว่าโลกทัศน์ของเย่ฉายเอ๋อร์ถูกหลินจือไป๋สั่นสะเทือนจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้ว!”
“คุณอย่าเพิ่งพูดถึงเย่ฉายเอ๋อร์เลย ฉันที่เป็นผู้ชมคนหนึ่งยังรู้สึกว่ามันหลุดโลกเลย
การปะทุในรอบสุดท้ายของคนอื่นเขาเรียกว่าเลิกซ่อนความสามารถ
แต่การปะทุในรอบสุดท้ายของหลินจือไป๋เขาเรียกว่าเทพเจ้าจุติลงมาใช่ไหมเนี่ย!?”
“เป็นเกียรติเหลือเกิน!
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นฉากการจุติเป็นเทพในสถานที่จริง!”
รอบชิงชนะเลิศกู่ฉิน ในเวลานี้ได้กลายเป็นฉากการจุติเป็นเทพของหลินจือไป๋ไปเรียบร้อยแล้ว!
กระทั่งว่าการแสดงในวันนี้ของหลินจือไป๋ จะถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์กู่ฉินซะด้วยซ้ำ!
ในอนาคตใครก็ตามที่เรียนกู่ฉิน จะไม่มีวันลืมเลือนไปเลยว่า
ในขอบเขตด้านนี้มีเทพองค์หนึ่งที่ชื่อว่า ‘หลินจือไป๋’ สถิตอยู่!
ทว่าสำหรับชาวจงโจวแล้ว—
สิ่งที่พวกเขาจินตนาการได้ยากที่สุดก็คือ—
เทพแห่งกู่ฉินองค์นี้ ในเวลาเดียวกันเขากลับยังเป็นคู่แข่งหมายเลขหนึ่งของจูเกอชิวเหลียงในวงการพู่กันจีนอีกด้วยซะงั้น!
รู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้องเลยแฮะ
หลินจือไป๋คนนี้ ตกลงทำอาชีพอะไรกันแน่เนี่ย?
ไม่ว่าหลินจือไป๋จะทำอาชีพอะไร ในวินาทีนี้เขาได้กลายเป็น ‘เทพแห่งกู่ฉิน’ ที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วกันไปแล้ว
แม้ว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ ในวงการดนตรีที่หลินจือไป๋เอาตัวเข้าไปพัวพันนั้นในความเป็นจริงค่อนข้างจะเป็นกระแสนิยมเฉพาะกลุ่ม
กระทั่งคนจำนวนมากยังพูดกันว่า กู่ฉินสู้กู่เจิงไม่ได้
ทว่าความจริงก็คือ
กู่ฉินนะเริ่มต้นฝึกได้ง่าย แต่ดีดให้ดีกลับเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเค็ญเป็นอย่างยิ่ง
กู่เจิงเริ่มต้นฝึกค่อนข้างยาก แต่ดีดให้ดีกลับค่อนข้างง่ายในระดับหนึ่ง
อยากจะดีดกู่ฉินให้ดีต้องดูที่วาสนาและพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล เทคนิคดำรงอยู่ภายในวิถี
ส่วนอยากจะดีดกู่เจิงให้ดีต้องดูที่กลวิธีเทคนิคของแต่ละบุคคล วิถีดำรงอยู่ภายในเทคนิค
รวมถึงในสมัยโบราณ ชนชั้นขุนนางปัญญาชนจะชื่นชอบกู่ฉินมากกว่า โดยหลักๆ แล้วเพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ตนเอง ขัดเกลาจิตวิญญาณและอารมณ์
ส่วนกู่เจิงโดยหลักๆ แล้วใช้เพื่อการแสดง มีการเป่าดึงดีดร้องสารพัดอย่าง
เพราะอย่างไรเสียซุ่มเสียงก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น กำแพงในการชื่นชมจึงต่ำกว่า
แน่นอนว่าที่นี่ไม่ได้จะบอกว่าใครดีใครแย่
เพียงแต่จะบอกว่าปรมาจารย์กู่ฉินระดับท็อป ย่อมหาได้ยากยิ่งกว่าปรมาจารย์กู่เจิงระดับท็อปเสียอีก!
ยิ่งไปกว่านั้นคนโบราณยังพูดกันว่า ‘กู่ฉิน หมากล้อม อักษรจีน ภาพวาด’
กู่ฉินเป็นถึงอันดับแรกของศิลปะทั้งสี่แขนง ก็ยอมรับรู้ได้ถึงตำแหน่งฐานะของสิ่งนี้ในใจของคนโบราณแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
ฝีมือการดีดกู่ฉินนี้ของหลินจือไป๋ หากเอาไปไว้ในสมัยโบราณ
ย่อมต้องถูกตาต้องใจผู้เป็นประมุขของแว่นแคว้นอย่างแน่นอน และได้เป็นนักดนตรีหลวงประจำพระองค์เลยทีเดียว
“กรรมการบอกว่าอาจารย์หลินจือไป๋ คือเทพแห่งกู่ฉิน
ถ้าอย่างนั้นในวินาทีนี้ ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในปาฏิหาริย์แห่งเทพแล้วครับ!”
พิธีกรเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า
“หลินจือไป๋ คะแนนรวม 1,599 คะแนน!
ตัดคะแนนสูงสุดและต่ำสุดออก คะแนนเฉลี่ยคือ 100 คะแนนเต็มครับ!”
ซ่า ซ่า ซ่า!
ผู้ชมทั่วทั้งงานต่างพากันปรบมือ!
พวกเขาทั้งปรบมือและลุกขึ้นยืนไปพร้อมๆ กัน!
ผู้คนในขอบเขตด้านกู่ฉินเหล่านี้ในงาน สายตาที่มองไปที่หลินจือไป๋ ในเวลานี้มีความคลั่งไคล้ราวกับกำลังมาจาริกแสวงบุญก็ไม่ปาน!
กระทั่งว่า
แม้แต่ผู้เข้าแข่งขันเหล่านั้น สายตาที่มองไปที่หลินจือไป๋ ก็เขียนไว้เต็มไปด้วยการแหงนหน้ามองดูและเลื่อมใสบูชา!
ต้องรู้ก่อนว่าพวกเขาก็คือปรมาจารย์กู่ฉินเชียวนะ
โดยปกติแล้วต้องเป็นคนที่เรียนกู่ฉินต่างหากถึงจะมองพวกเขาด้วยสายตาแบบนี้!
ส่วนเย่ฉายเอ๋อร์ระดับตำนาน ก็ไม่สามารถทำตัวหลุดพ้นจากโลกีย์ได้เช่นเดียวกัน
ลมหายใจของเธอหอบกระชั้น ทว่าในใจกลับไม่มีความขุ่นเคืองใจหลังจากพ่ายแพ้เลยสักนิด
เธอมองดูหลินจือไป๋พร้อมกับปรบมือตามฝูงชนไปพลาง และสร้างความศรัทธาในกู่ฉินขึ้นมาใหม่ไปพลาง!
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!
ความศรัทธาของเย่ฉายเอ๋อร์ก็คือเทพแห่งกู่ฉินหลินจือไป๋!
“และเมื่อคะแนนของอาจารย์หลินจือไป๋ประกาศออกมา
ผลลัพธ์ของการแข่งขันกู่ฉินซึ่งเป็นโครงการแรกในการประชันอักษรฉีฉู่ของพวกเราก็ย่อมชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดแล้วครับ”
พิธีกรส่งเสียงดังล้นว่า
“ขอให้พวกเราใช้เสียงปรบมือที่อบอุ่นและเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิม
ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์หลินจือไป๋ด้วยครับ
เขาในฐานะที่เป็นกำลังเสริม ได้นำพาชุดทีมของฉีโจว คว้าเหรียญทองของกลุ่มโครงการกู่ฉินไปครองสำเร็จครับ!”
หยุดไปเล็กน้อย
พิธีกรเอ่ยว่า
“ในเวลาเดียวกันพวกเราก็ขอแสดงความยินดีกับคุณเย่ฉายเอ๋อร์ที่ได้รับเหรียญเงิน
รวมถึงอาจารย์อันอวี๋โจวที่ได้รับเหรียญทองแดงด้วยครับ!”
โครงการแรกสุด!
ฉีโจวคว้าเหรียญทอง!
ผลลัพธ์นี้ก่อนหน้านี้ชาวฉีโจวไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน
ทว่าหลินจือไป๋กลับช่วยให้พวกเขานำสำเร็จจนได้ในสภาพของ ‘เทพเจ้า’!
ตูม!
ทั่วทั้งฉีโจว ยิ่งทวีความเดือดพล่านขึ้นไปอีก ภูเขาและแม่น้ำร่วมเฉลิมฉลองยินดี!
“ฉันไม่มีความรู้สึกกับดาราทั้งหมดจากโจวอื่นเลย
หลินจือไป๋คือข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว
เขาคือมิตรแท้ตลอดกาลของฉีโจวของพวกเรา!”
“ในฐานะกำลังเสริม หลินจือไป๋พอเข้ามาก็ช่วยพวกเราคว้าเหรียญทองมาได้หนึ่งเหรียญเลย!”
“เมื่อปีที่แล้วพวกเรา มีเจ็ดโครงการแต่คว้าเหรียญทองมาได้แค่เหรียญเดียว
หลินจือไป๋ในวันแรก ก็ทำให้พวกเราไปยืนอยู่บนเส้นชัยของปีที่แล้วได้แล้ว!”
“เชี่ย น้ำตาฉันไหลออกมาเลย!”
“คุณพระ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งฆ่ากันให้ตายไปข้างเลย รีบดูยอดผู้ติดตามของเขาสิ!”
หลังจากที่หลินจือไป๋ช่วยให้ฉีโจวคว้าแชมป์แบบทวนกระแสฟ้านั้น
บัญชีเวยป่ออย่างเป็นทางการของเขาในฉีโจว แฟนคลับถึงกับพุ่งทะยานพรวดพราดขึ้นไปถึงสองร้อยล้านคนซะด้วยซ้ำ!
จุดสำคัญก็คือมันยังคงพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง!
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตัวเลขนี้ท้ายที่สุดแล้วจะพุ่งไปถึงเท่าไหร่กันแน่!
อย่าได้ดูแคลนข้อมูลประเภทนี้เด็ดขาด
เพราะนี่หมายความว่าหลินจือไป๋ในฉีโจว ได้ครอบครองแฟนคลับที่มากยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว
ในขณะเดียวกัน
เยี่ยอิงส่งโทรเลขแสดงความยินดีมา!
ฉู่เอ๋อร์ส่งโทรเลขแสดงความยินดีมา!
ฉีเจียนเจียส่งโทรเลขแสดงความยินดีมา!
มิตรสหายในฉินโจวของหลินจือไป๋ต่างก็พากันส่งคำอวยพรผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลกันอย่างต่อเนื่อง!
กระทั่งสี่จตุรเทพแห่งฉีโจวที่ความสัมพันธ์กับหลินจือไป๋จะพูดว่าลึกซึ้งก็พูดได้ไม่เต็มปาก
แถมบางคนยังมีเรื่องบาดหมางกับหลินจือไป๋อยู่บ้าง ก็ยังพากันโพสต์แสดงความขอบคุณออกมา!
ไม่มีวิธีอื่นเลย
ในเวลานี้หลินจือไป๋ก็คือมหาบุรุษในใจของชาวฉีโจว
ดาราเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นความจริงใจหรือเสแสร้ง แต่อย่างไรเสียก็ต้องแสดงท่าทีออกมาสักหน่อย!
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้หลินจือไป๋ที่อยู่ในสถานที่จัดงานย่อมมองไม่เห็น
หลินจือไป๋ยิ่งไม่ทราบเลยว่า ไม่เคยมีชาวฉินคนไหนที่เป็นเหมือนอย่างเขา
ที่สามารถครอบครองบารมีอันสูงส่งถึงขนาดนี้ได้ในฉีโจวเลยสักคนเดียว!
การแข่งขันสิ้นสุดลงแล้ว
ทางผู้จัดงานเริ่มมอบรางวัลเหรียญรางวัล
หลังจากหลินจือไป๋ได้รับเหรียญรางวัลแล้ว ก็โบกมือให้กับกล้อง
เย่ฉายเอ๋อร์ที่อยู่ในตำแหน่งรองแชมป์ มีใบหน้าที่แดงซ่านเอ่ยกับหลินจือไป๋ว่า
“ดังนั้นบทเพลงในรอบชิงชนะเลิศของอาจารย์หลิน ฉันสามารถที่จะ…”
“ได้สิ”
“ขอบคุณค่ะ! ฉันจะต้องเก็บรักษามันไว้อย่างดีแน่นอนเลยค่ะ!
ถึงแม้ว่าฉันจะไม่มีความสามารถเท่าคุณ แต่ฉันจะพยายามเข้าใกล้คุณให้ได้มากที่สุดค่ะ!
เพราะอย่างไรเสียในเวลานี้คุณก็คือความศรัทธาของฉันแล้วค่ะ”
“ความศรัทธา?”
“ใช่ค่ะ อาจารย์หลิน คุณคือเทพแห่งกู่ฉิน!
ย่อมต้องเป็นความศรัทธาของฉันอยู่แล้วสิคะ”
“มันจะเกินไปหน่อยไหม?”
“ไม่หรอกค่ะ เพราะคุณทำให้ฉันเข้าใจแล้วว่า ที่แท้กู่ฉินของฉันมันยังไม่ได้ไปถึงขีดจำกัด
และคุณยังทำให้ฉันได้เห็นอีกด้วยว่า รูปแบบที่มีเสน่ห์ที่สุดของกู่ฉินมันเป็นแบบไหน
ในวันข้างหน้าฉันจะพยายามมุ่งหน้าไปในทิศทางนี้ ก่อนที่ฉันจะประสบความสำเร็จ คุณก็คือพระเจ้าในใจของฉันค่ะ!”
ยิ้มน้อยๆ
เย่ฉายเอ๋อร์เอ่ยว่า
“นอกจากนี้ฉันต้องขอบคุณคุณด้วยนะคะที่วันนี้เหยียบย่ำบดขยี้ฉันซะจมดิน
ไม่อย่างนั้นฉันก็คงจะยังคงสับสนหลงทางต่อไป
หรือจะพูดว่าอันที่จริงปีนี้ทั้งปีฉันสับสนมาโดยตลอดเลยล่ะค่ะ เพราะฉันสูญเสียทิศทางไป
ฉันนึกว่ากู่ฉินของฉันไร้พ่ายไปแล้ว ตอนนี้มีความสุขมากจริงๆ เลยค่ะ
มีคุณอยู่ด้านหน้า ฉันเลยมีแรงผลักดันในการก้าวเดินต่อไปมากยิ่งขึ้นแล้ว…”
ให้ตายเถอะ
นี่คือเอาตัวเองไปเป็นเป้าหมายในชีวิตแล้วงั้นเหรอ?
หลินจือไป๋ยิ้มน้อยๆ เขาเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเย่ฉายเอ๋อร์จะสามารถกลายเป็น ‘เทพแห่งกู่ฉิน’ ได้หรือไม่
ทว่าระบบเคยบอกเอาไว้ว่า 100 คะแนนเป็นตัวแทนขีดจำกัดสูงสุดของมนุษยชาติ
ในเมื่อเป็นขีดจำกัดสูงสุดของมนุษยชาติ
นั่นก็หมายความว่าเย่ฉายเอ๋อร์ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสกลายเป็นเทพแห่งกู่ฉินองค์ที่สองของบลูสตาร์เสียทีเดียว
หลินจือไป๋รู้สึกว่ามันค่อนข้างดีเลยล่ะ
ตัวเองเปิดโปรแกรมช่วยโกงแท้ๆ กลับสร้างเป้าหมายในชีวิตแบบนี้ให้แก่เย่ฉายเอ๋อร์ขึ้นมาได้
ที่น่าเสียดายก็คือ
ต่อให้เย่ฉายเอ๋อร์ไปถึงขีดจำกัดสูงสุดของมนุษยชาติได้จริงๆ
ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของตัวเองได้อยู่ดี
เพราะตัวเองมีทักษะ ‘รู้ใจ’ ที่โปรแกรมช่วยของระบบจัดหามาให้
สามารถมองข้ามกำแพงและส่งต่อเสน่ห์ของผลงานไปถึงผู้ฟังได้โดยตรง
เอามาอุปมาเปรียบเปรยแบบนี้แล้วกัน
มันก็เหมือนกับผู้หญิงที่ต่อให้ตลอดชั่วชีวิต ก็ไม่มีวันเข้าใจได้หรอกว่า
อาการกระตุกสั่นเกร็งของผู้ชายน่ะ ตกลงแล้วมันเป็นความรู้สึกแบบไหนกันแน่
ทว่ามีทักษะ ‘รู้ใจ’ นี้
หลินจือไป๋ในความหมายบางประการ สามารถบังคับให้ผู้หญิงเหล่านั้น
ได้สัมผัสรับรู้ถึงความรู้สึกประเภทอาการกระตุกสั่นเกร็งของผู้ชายแบบนั้นได้โดยตรงเลยทีเดียว
เป็นอันว่า
การแข่งขันในวันแรกของโครงการแรกในการประชันอักษรฉีฉู่ ได้สิ้นสุดลงท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวฉินโจว
ท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจของชาวฉีโจว
ท่ามกลางความสิ้นหวังของชาวฉู่โจว
ท่ามกลางความเจ็บปวดของชาวจ้าวโจว
และท่ามกลางความตกตะลึงของชาวจงโจวไปเรียบร้อยแล้ว
ซ่า ซ่า ซ่า!
แม้ว่าการแข่งขันจะสิ้นสุดลง ทว่าเรื่องราวที่ตามมาบางอย่าง มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
ในคืนนั้นเอง
บนโลกอินเทอร์เน็ตของแต่ละโจว
เริ่มมีการแพร่กระจายวิดีโอการบรรเลงเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ ของหลินจือไป๋กันแล้ว!
เพราะอย่างไรเสียก็ใช่ว่าทุกคนจะได้ดูการแข่งขันกู่ฉินในวันแรกของการประชันอักษรฉีฉู่เสียเมื่อไหร่
คนที่มีความกระตือรือร้นในการรับชมการแข่งขันนี้มากที่สุด ย่อมยังคงเป็นชาวฉีโจวและชาวฉู่โจว
เพราะอย่างไรเสียมันก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวดองอย่างใกล้ชิดกับโจวของตัวเองนี่นา
รองลงมาก็คือชาวจ้าวโจวและชาวฉินโจว
ชาวจงโจวดูน้อยที่สุด พวกเขาแค่อยากจะดูรอบพู่กันจีนเท่านั้น
สำหรับเรื่องอื่นอย่างเช่นกู่ฉินเป็นต้น แทบจะปลุกความสนใจขึ้นมาไม่ได้เลยจริงๆ
ทว่ามันต้านทานความกระตือรือร้นอันเร่าร้อนของผู้ที่ชื่นชอบเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ ไม่ไหวหรอกนะ!
“ไม่ว่าคุณจะเข้าใจในกู่ฉินหรือไม่ หลังจากดูวิดีโอนี้จบ
คุณจะต้องเหมือนกันกับฉันแน่นอน ที่จะส่งต่อมันให้แก่ครอบครัวและมิตรสหายของคุณ!”
พอหนุ่มชาวจงโจวคนหนึ่ง เมื่อได้เห็นหัวข้อวิดีโอนี้ ก็แค่อยิ้มออกมาอย่างเย็นชา
หัวข้อประเภทการตลาดแบบไวรัลพวกนี้ เขาดูจนรู้สึกสะอิดสะเอียนเต็มทีแล้ว
คลิกเข้าไปดูปุ๊บรับรองว่าแม่งต้องเป็นพวกพาดหัวข่าวเกินจริงชัวร์ๆ
ทว่าสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าก็คือ…
ทั้งที่รู้ดีว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นพวกพาดหัวข่าวเกินจริง
แต่ตัวเองก็ยังคงจะหลงกลซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ดีนั่นแหละ!
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน
พอหนุ่มชาวจงโจวสะกดกลั้นความรู้สึกสะอิดสะเอียนแล้วคลิกเข้าไปดู
ทว่าหลังจากดูวิดีโอจบ หรือจะพูดว่าหลังจากฟังการบรรเลงเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ ของหลินจือไป๋เสร็จเรียบร้อยแล้ว
พ่อหนุ่มชาวจงโจวก็ตกตะลึงอึ้งกิมกี่ไปเลย
เขาเกิดความรู้สึกว่าจิตวิญญาณของตัวเองได้รับการยกระดับขึ้นไปแล้ว!
กินเวลาไปนานหลายนาทีเต็มๆ หลังจากนั้นพ่อหนุ่มชาวจงโจวถึงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา
เขาแชร์วิดีโอนั้นลงในวีแชตโมเมนต์ของตัวเองในทันที พร้อมกับพิมพ์ข้อความกำกับเอาไว้ว่า:
“อากกกกกกกกกกกกกกกกก เข้าขั้นเทพแล้ว! เผยแพร่!”
======================