ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 482 เหยียนเจินชิง!
วันรุ่งขึ้น
การแข่งขันโครงการที่สามเริ่มต้นขึ้นในเวลาหนึ่งทุ่มตรง
เนื่องด้วยในปัจจุบันอิทธิพลของการประชันอักษรฉีฉู่ยิ่งมายิ่งแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทางฝั่งผู้ถ่ายทอดสดของแต่ละทวีปต่างก็ยิ่งเพิ่มความสำคัญทุ่มเทความสนใจขึ้นเรื่อยๆ มีการประกาศแจ้งเตือนช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ แถมยังมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องบางอย่างขึ้นมาอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ทวีปฉินได้จัดกิจกรรม ‘ทายผลชิงรางวัลศึกมหาประลัยพู่กันจีนการประชันอักษรฉีฉู่’ ขึ้นมา จากนั้นทวีปฉีและทวีปอื่นๆ ก็ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ออกมาเช่นกัน
ในโลกอินเทอร์เน็ตมีการคุยกันอย่างคึกคักครึกครื้นตั้งแต่ช่วงเที่ยงวัน
หัวข้อการสนทนาย่อมต้องวนเวียนอยู่รอบตัวหลินจือไป๋และจูเก่อชิวเหลียงอย่างไม่ต้องสงสัย
อันที่จริงแล้วศึกมหาประลัยพู่กันจีนในครั้งนี้ โลกภายนอกต่างเฝ้ารอคอยกันมาตั้งนานแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชมของทวีปจง พวกเขาถึงขนาดไม่สามารถรักษาภาพจำลองสภาพจิตใจของการเป็นคนนั่งกินเผือกเฉยๆ เหมือนอย่างในช่วงสองวันที่ผ่านมาได้เลยด้วยซ้ำ!
เพราะอย่างไรเสียในวันนี้โลกจะร่วมเป็นสักขีพยาน:
ว่านักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนอันดับหนึ่งของบลูสตาร์ ตกลงจะเป็นคนฉินอย่างหลินจือไป๋ หรือว่าจะเป็นจูเก่อชิวเหลียงของทวีปจงกันแน่!
กระทั่งไม่ใช่แค่โลกภายนอกเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าในเวลานี้บุคคลในแวดวงพู่กันจีนทั่วทั้งโลกต่างก็กำลังให้ความสนใจการแข่งขันในกระดานนี้ บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนของแต่ละทวีปซึ่งมีอันดับจัดเรียงในลำดับที่ไม่ต่ำต้อยจำนวนนับไม่ถ้วน ต่างพากันเดินทางมาถึงสถานที่จัดการแข่งขันของทวีปฉู่กันอย่างล้นหลาม เพื่อต้องการมารับชมการดวลกันของราชันแห่งแวดวงพู่กันจีนในวันนี้!
บางคนถึงขนาดเดินทางมาถึงล่วงหน้าด้วยซ้ำ
เมื่อมาถึงฮอลล์จัดการแข่งขัน กลุ่มคนก็เริ่มเปิดประเด็นพูดคุยกันอย่างดุเดือด:
“สิ่งที่เป็นข้อกังขาที่ใหญ่หลวงที่สุดในวันนี้ก็คือ ระดับฝีมืออักษรข่ายซูและอักษรเฉ่าซูของหลินจือไป๋เป็นอย่างไร จะสามารถเข้าถึงระดับมาตรฐานอักษรหางซูของเขาได้สักกี่ส่วนกันแน่”
“นั่นสิ”
“อักษรหางซูคงไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของหลินจือไป๋ได้แล้วล่ะ!”
“อักษรข่ายซูและอักษรเฉ่าซูของจูเก่อชิวเหลียงล้วนอยู่ในระดับท็อปทั้งสิ้น หากเขาคิดจะเอาชนะให้ได้ ก็จำเป็นต้องทุ่มเทความพยายามลงไปในรูปแบบตัวอักษรทั้งสองชนิดนี้!”
“ฉันมองว่าหลินจือไป๋ชนะนะ”
“ส่วนตัวฉันคิดว่าจูเก่อชิวเหลียงน่าจะชนะมากกว่า”
“อันที่จริงมันยากที่จะตัดสินนะ แต่ฉันเองก็มองว่าจูเก่อชิวเหลียงเหนือกว่าเหมือนกัน เพราะอย่างไรเสียหลินจือไป๋ก็เป็นปีศาจที่เพิ่งจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาใหม่ในแวดวงนี้ ก่อนหน้างานเลี้ยงการกุศลเขาไม่เคยแสดงระดับฝีมือพู่กันจีนของเขาต่อโลกภายนอกเลย ผลงานอักษรหางซูอย่างเป็นทางการของเขาที่มีก็แค่ ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ (หลานถิงซวี่) เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น มันมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นเพราะพละกำลังในรูปแบบตัวอักษรชนิดอื่นๆ ของเขาไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นทำไมถึงไม่ยอมแสดงออกมาต่อโลกภายนอกล่ะ?”
“พี่ชายไม่ได้ดูการแข่งขันเมื่อวานนี้สินะ?”
“ตราบใดที่คุณได้ดูการดวลหมากล้อมเมื่อวานนี้ คุณจะไม่มีทางพูดประโยคเมื่อครู่นี้ออกมาได้อย่างเด็ดขาด เมื่อก่อนหลินจือไป๋เขาก็ไม่เคยแสดงทักษะหมากล้อมต่อโลกภายนอกเหมือนกันนั่นแหละ แต่ใครจะไปนึกว่าสุดท้ายแล้วเด็กใหม่ในวงการหมากล้อมอย่างเขาจะสามารถจัดการแม้กระทั่งหลิวจี๋ลงได้โดยตรง จนถึงขนาดที่ตอนนี้คนในวงการหมากล้อมต่างพากันบอกว่าเขามีพละกำลังเป็นปรมาจารย์หมากล้อมอันดับหนึ่งของบลูสตาร์ไปแล้ว?”
และท่ามกลางการพูดคุยอย่างดุเดือดจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นเอง
เวลาก็ดำเนินมาถึงหกโมงเย็น
เหล่านักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนระดับปรมาจารย์ที่เป็นตัวแทนในการเข้าแข่งขันประชันอักษรฉีฉู่ ต่างพากันเดินทางมาถึงสถานที่จัดการแข่งขันล่วงหน้าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้พบปะหน้าค่าตากันที่หลังเวทีอีกด้วย
“น่าเสียดายจริงๆ ครับเมื่อวานนี้ไม่มีโอกาสได้ดวลหมากกับอาจารย์หลิน”
โคบายาชิ โอทาเกะ ถึงขนาดเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปทักทายหลินจือไป๋ก่อนอย่างเป็นกันเอง: “แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกยินดีที่พวกเราไม่ได้โคจรมาพบกัน”
“วันนี้ก็โคจรมาพบกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มแย้มและจับมือกับอีกฝ่าย
โคบายาชิ โอทาเกะ เลิกคิ้วขึ้นและกล่าวว่า: “งั้นวันนี้ก็ขอให้อาจารย์หลินช่วยยั้งมือไว้ไมตรีด้วยนะครับ”
หลินจือไป๋ขี้เกียจจะพูดจาตามมารยาทกับอีกฝ่าย จึงกล่าวว่า: “การแข่งขันจะมีคำพูดประเภทที่ว่ายั้งมือไว้ไมตรีได้อย่างไรกันล่ะครับ ทุกคนย่อมต้องทุ่มเทเทหมดหน้าตักกันอยู่แล้วเป็นธรรมดา”
โคบายาชิ โอทาเกะ รู้สึกหน้าแตกหน้าหงายกลับไปอย่างกร่อยๆ จึงไม่ได้เซ้าซี้พัวพันอีกต่อไป
ส่วนจูเก่อชิวเหลียงที่เคยมีเรื่องผิดใจไม่ลงรอยกับหลินจือไป๋ในงานเลี้ยงการกุศลก่อนหน้านี้ ในเวลานี้ไม่มีความรู้สึกนึกคิดที่จะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักทายก่อนเลยแม้แต่น้อย
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
เพราะอย่างไรเสียหลินจือไป๋เองก็ไม่อยากเดินเข้าไปทักทายอยู่แล้ว ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันที่เป็นตัวแทนของทวีปฉู่ เขามีความประทับใจที่ดีต่อเย่ฉ่ายเอ๋อร์ในวันแรกคนเดียวเท่านั้นแหละ
คนอื่นๆ ก็แค่คนผ่านทางทั่วไปเท่านั้นเอง
กลับเป็นผู้เข้าแข่งขันในโครงการพู่กันจีนอีกสี่คนของทวีปฉีที่พูดคุยกันอย่างถูกคอสนิทสนมกับหลินจือไป๋ เพราะอย่างไรเสียทุกคนก็อยู่ฝั่งเดียวกัน
ทั้งสี่คนนั้นต่างก็รับรู้ได้อย่างชัดแจ้งในใจดี
ว่าพวกเขาทั้งสี่คนก็แค่ตัวประกอบที่มาวิ่งเล่นเฉยๆ
กระทั่งการแข่งขันในวันนี้ นอกจากหลินจือไป๋และจูเก่อชิวเหลียงแล้ว คนอื่นๆ ล้วนเป็นตัวประกอบที่มาวิ่งเล่นเฉยๆ ทั้งสิ้น ต่อให้เป็นโคบายาชิ โอทาเกะ ก็ไม่มีข้อยกเว้น
……
และในระหว่างที่ผู้เข้าแข่งขันของทั้งสองฝ่ายต่างพากันพกพาความคิดที่แตกต่างกันอยู่ในใจนั่นเอง ในที่สุดเวลาก็ดำเนินมาถึงหนึ่งทุ่มตรง แต่ละทวีปต่างก็เริ่มทำการถ่ายทอดสดสถานการณ์หน้างานแล้ว!
บริเวณเวทีด้านหน้า
ภายในฮอลล์จัดการแข่งขันขนาดใหญ่
ทางเจ้าภาพผู้จัดงานได้จัดเตรียมโต๊ะและเก้าอี้เอาไว้สิบชุด
บนพื้นผิวโต๊ะยิ่งมีการจัดวางกระดาษสำหรับใช้ในการแข่งขันโดยเฉพาะซึ่งมีสเปกขนาดที่เสมอกันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ผลงานพู่กันจีนเหล่านี้เมื่อเขียนเสร็จแล้วจะเอาไปใส่กรอบรูปโดยตรงก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิดเดียว
ส่วนในเรื่องของเนื้อหาการแข่งขันกลับมีความเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง ตามการแนะนำของพิธีกรระบุว่า น่าจะเป็นการจัดทำบทความที่มีความยาวประมาณห้าร้อยคำขึ้นมาจากการหารือและตัดสินใจของคณะกรรมการสิบคน เพื่อให้เหล่านักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนที่เข้าร่วมการแข่งขันรับหน้าที่ในการคัดลอกลงไป
เพราะอย่างไรเสียนี่ก็คือการแข่งขัน
พื้นที่สำหรับการแสดงออกอย่างอิสระจึงมีอยู่เพียงแค่เท่านี้เอง
มิฉะนั้นหากนายเขียนห้าสิบคำ ส่วนเขาเขียนหนึ่งร้อยคำ โครงสร้างของคำต่อคำยังมีความไม่เหมือนกันอีก มันก็จะไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบและประเมินผลได้อย่างเห็นภาพชัดเจนโดยตรง
ยกเว้นแต่ว่าความห่างชั้นของกันและกันจะมีความยิ่งใหญ่โตมโหฬารจริงๆ เท่านั้นแหละ
ทว่าหากทุกคนต่างก็เขียนเนื้อหาที่เหมือนกันหมด เช่นนั้นใครดีใครร้าย คนนอกอาจจะไม่กล้าด่วนสรุปตัดสิน ทว่าคนจำนวนมากที่ดูเป็นและเข้าใจในแวดวงนี้ ความจริงแล้วเพียงแค่ปรายตาดูแวบเดียวก็สามารถจำแนกแยกแยะระดับความสูงต่ำออกมาได้แล้ว
“การแข่งขันแบ่งออกเป็นสามรอบครับ”
“รอบแรกคืออักษรหางซู”
“รอบที่สองคืออักษรข่ายซู”
“รอบที่สามคืออักษรเฉ่าซู”
พิธีกรกำลังทำการแนะนำรูปแบบกติกาการเล่นของการแข่งขัน
“แม้ว่าจะแบ่งออกเป็นสามรอบเหมือนกับสองโครงการก่อนหน้านี้ ทว่าการแข่งขันพู่กันจีนจะไม่มีสถานการณ์ประเภทที่บอกว่าในแต่ละรอบจะมีการคัดคนออกกี่คนนะครับ พวกเราจะจัดเตรียมกรรมการแปดท่านในแต่ละรอบเพื่อทำหน้าที่ในการให้คะแนน จากนั้นจะทำการตัดคะแนนที่สูงที่สุดและคะแนนที่ต่ำที่สุดออกไป แล้วจึงค่อยคำนวณหาคะแนนเฉลี่ยออกมา ซึ่งนั่นก็คือผลคะแนนอย่างเป็นทางการของในตานี้แล้วล่ะครับ ส่วนในเรื่องของผลแพ้ชนะในท้ายที่สุด ย่อมต้องขึ้นอยู่กับคะแนนรวมของอาจารย์แต่ละท่านเป็นหลักครับ”
หยุดไปครู่หนึ่ง
พิธีกรกล่าวเสริมว่า: “จากนั้นก็คือการเพิ่มเติมกฎกติกาข้อหนึ่งครับ เนื่องจากแง่มุมของการนำไปใช้งานจริงของอักษรข่ายซูมีมากกว่าอักษรหางซูและอักษรเฉ่าซู เพราะฉะนั้นคะแนนเต็มของอักษรหางซูและอักษรเฉ่าซูของพวกเราจึงอยู่ที่อย่างละ 10 คะแนน ทว่าคะแนนเต็มของอักษรข่ายซูกลับอยู่ที่ 12 คะแนนครับ”
เป็นไปตามคาดจริงๆ
เป็นไปดั่งการแนะนำของหลี่ไป๋เมื่อคืนนี้ไม่มีผิด
การแข่งขันในครั้งนี้จะมีการเพิ่มสัดส่วนค่าน้ำหนักให้แก่อักษรข่ายซูขึ้นมาเล็กน้อย
มันก็เหมือนกับการสอบประจำเดือนที่บางวิชามีคะแนนเต็มอยู่ที่ 100 คะแนน ทว่ามีบางวิชาเฉพาะเจาะจงที่มีคะแนนเต็มอยู่ที่ 120 คะแนน……
โชคดีที่ค่าน้ำหนักที่การแข่งขันมอบให้ในครั้งนี้ไม่ได้มีความเกินจริงอะไรมากมาย อักษรเฉ่าซูและอักษรหางซูใช้ระบบ 10 คะแนน ส่วนอักษรข่ายซูก็แค่ให้ระบบ 12 คะแนนเท่านั้นเอง
ทว่าพูดก็พูดเถอะ
การดวลกันของยอดฝีมือ สิ่งที่ขาดเหลือสลับสับเปลี่ยนกันในบางครั้ง มักจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นความแตกต่างของค่าน้ำหนักในครั้งนี้ สำหรับผู้เข้าแข่งขันทุกคนที่นอกเหนือไปจากหลินจือไป๋แล้ว ล้วนมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งยวดทั้งสิ้น
หา?
ทำไมสำหรับหลินจือไป๋แล้วถึงไม่มีความสำคัญล่ะ?
ก็เพราะอักษรหางซูของหลินจือไป๋มีความน่ากลัวขนาดไหน อักษรข่ายซูและอักษรเฉ่าซูของเขาก็มีความไร้เทียมทานขนาดนั้นน่ะสิ!
แน่นอนว่าสำหรับจุดนี้โลกภายนอกยังไม่มีการรับรู้ที่เพียงพอ ทุกคนกำลังพากันพูดคุยถกเถียงอย่างจริงจังถึงผลกระทบในท้ายที่สุดที่ค่าน้ำหนักนี้จะนำมาให้แก่ผลลัพธ์ของการแข่งขัน
‘คนที่ยิ่งมีความเชี่ยวชาญในอักษรข่ายซูจะยิ่งมีโอกาสชนะได้ง่ายขึ้น!’
‘พูดแบบนี้ คนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากกฎกติกาข้อนี้ ก็ควรจะเป็นโคบายาชิ โอทาเกะ ตลอดจนจูเก่อชิวเหลียงน่ะสิ’
‘อักษรข่ายซูของโคบายาชิ โอทาเกะ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดมีสมญานามว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลกเลยด้วยซ้ำ!’
‘ทว่าอักษรข่ายซูของจูเก่อชิวเหลียงก็มีสมญานามว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลกเหมือนกันนี่หว่า พวกเขาสองคนหากวัดกันแค่เฉพาะอักษรข่ายซู ความห่างชั้นก็อาจจะไม่มากเท่าไหร่หรอกมั้ง’
‘แต่ฉันมักจะรู้สึกว่าแบบนี้มันไม่ดีเลย ให้ค่าน้ำหนักแก่อักษรข่ายซูมากเกินไปแล้ว!’
‘สำหรับพวกเราที่เป็นคนที่ศึกษาวิจัยอักษรหางซูเป็นหลักแล้ว มันก็ค่อนข้างจะไม่มีความยุติธรรมอยู่บ้างนะ’
‘นั่นสิ’
‘โครงการพู่กันจีนของการประชันอักษรฉีฉู่เมื่อปีที่แล้ว อักษรข่ายซูเหมือนจะอยู่ที่ 11 คะแนนใช่ไหมล่ะ?’
‘ปีนี้ล่อไปถึง 12 คะแนนแล้ว อาศัยเหตุผลอะไรกันป่ะ ทำไมไม่ทำให้รูปแบบตัวอักษรทั้งสามชนิดเป็นระบบสิบคะแนนเหมือนกันหมดไปเลยล่ะ’
ระบบกติกาการแข่งขันดูเหมือนจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอยู่บ้าง
ส่วนใหญ่เป็นเพราะคนในฝั่งสำนักอักษรหางซูจำนวนมากเกิดความรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
กระทั่งมีบางคนคิดว่าระบบกติกาการแข่งขันในครั้งนี้ราวกับกำลังมุ่งเป้าเจาะจงเล่นงานหลินจือไป๋อยู่เลยด้วยซ้ำ!
เพราะคนในฝั่งสำนักอักษรหางซูทุกคนต่างก็ให้การสนับสนุนหลินจือไป๋เป็นอย่างยิ่ง ในส่วนลึกของหัวใจพวกเขาย่อมต้องเหวังอยากจะเห็นพู่กันจีนของบุคคลอันดับหนึ่งในด้านอักษรหางซูคนนี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้วเป็นธรรมดา
……
ทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญมากที่สุดคืออักษรหางซู และทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าโคบายาชิ โอทาเกะ และจูเก่อชิวเหลียงมีความเชี่ยวชาญในอักษรข่ายซูมากกว่า
แต่กลับยังจะดึงดันเพิ่มค่าน้ำหนักให้แก่อักษรข่ายซูขึ้นมาอีกสองคะแนนงั้นเหรอ?
ต้องรู้ก่อนนะว่าอักษรข่ายซูในปีก่อนๆ โน้น มีการเพิ่มค่าน้ำหนักขึ้นมาเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้นเอง
หากจะบอกว่าระบบกติกาการแข่งขันมีการมุ่งเป้าเจาะจงเล่นงานตัวเองหรือไม่ อันที่จริงแล้วหลินจือไป๋เองก็บอกได้ไม่แน่ชัด ทว่าในส่วนลึกของหัวใจเขากลับมีการคาดเดาอยู่ลางๆ ว่าเรื่องนี้ มันอาจจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่านะ?
เพราะอย่างไรเสียจากการที่ทวีปฉู่ชอบเสาะหาตัวช่วยจากภายนอกในเรื่องนี้ ก็สามารถมองออกได้ตั้งนานแล้วว่าพวกเขาไม่ค่อยจะมีคุณธรรมในการต่อสู้เท่าไหร่นัก
แถมการประชันอักษรฉีฉู่ในรุ่นนี้ ดันมาประจวบเหมาะเป็นสนามเหย้าของทวีปฉู่พอดี พวกเขาจึงเป็นฝ่ายที่กุมตำแหน่งความเป็นผู้นำเอาไว้
ช่างเถอะ
ไม่มีความจำเป็นต้องคิดอะไรให้มากมาย บางทีมันก็อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญเฉยๆ ก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงแล้ว แผนการสมรู้ร่วมคิดอันโสมมทั้งหลายแหล่ล้วนเป็นเพียงแค่เสือกระดาษเท่านั้นแหละ!
ความคิดแปรเปลี่ยนไปมาในใจ
ผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบคนได้รับการเชื้อเชิญให้ขึ้นมาบนเวทีเรียบร้อยแล้ว
ในขณะเดียวกัน พิธีกรก็เริ่มทำการแนะนำหัวนอนปลายเท้าของผู้เข้าแข่งขันระดับปรมาจารย์ทั้งสิบคนนี้ ซึ่งแทบทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงพู่กันจีนทั้งสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่แนะนำไปถึงโคบายาชิ โอทาเกะ
ผู้ชมหน้างานต่างพากันส่งเสียงกรีดร้องตะโกนออกมาดังสนั่นหวั่นไหวเป็นอย่างยิ่ง
ตอนที่แนะนำหลินจือไป๋ เสียงกรีดร้องตะโกนก็มีความอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเมื่อกล้องจับภาพไปที่บริเวณแถวหน้า ผู้ชมก็จะได้เห็นว่า:
คนที่มาร่วมส่งเสียงเชียร์ ส่งแรงใจให้แก่หลินจือไป๋ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุคคลในระดับผู้อาวุโสของแวดวงพู่กันจีนทั้งสิ้น ซึ่งมีค่าน้ำหนักที่สูงส่งเป็นอย่างยิ่งในแวดวงนี้!
ในลักษณะเดียวกัน
ตอนที่แนะนำไปถึงจูเก่อชิวเหลียง ก็เป็นสถานการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันนี้เช่นกัน ซึ่งมันเป็นการอธิบายว่าแวดวงพู่กันจีนอย่างไรเสียก็ยังคงให้การยอมรับในตัวหลินจือไป๋และจูเก่อชิวเหลียงมากกว่าอยู่ดี
โคบายาชิ โอทาเกะ ส่วนใหญ่ได้เปรียบในเรื่องของความเป็นสนามเหย้าเสียมากกว่า
และท่ามกลางบรรยากาศหน้างานในลักษณะนี้นั่นเอง พิธีกรก็ได้ทำการประกาศเริ่มต้นการแข่งขันขึ้นอย่างเป็นทางการ
“วันนี้ในรอบแรกเป็นการประชันอักษรหางซูครับ หัวข้อโจทย์ของพวกเราก็คือผลงานสร้างสรรค์ของเฉินเยวี่ยหลัน ยอดนักคำกลอนหญิงเมื่อสามร้อยปีก่อนที่มีชื่อว่า ‘เก้าฝีจักสาน’ (จิ่วจางจี) ตัวบทความฉบับเต็มนี้มีเนื้อหาไม่ถึงห้าร้อยคำ อาจารย์ทุกท่านมีเวลาในการทำผลงานสองชั่วโมงครับ……”
ทันใดนั้น
เหล่านักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนระดับปรมาจารย์ต่างพากันหันไปมองดูที่หน้าจอด้านหน้า บนนั้นมีเนื้อหาต้นฉบับของ ‘เก้าฝีจักสาน’ เขียนเอาไว้อยู่
สิ่งที่เรียกว่า ‘เก้าฝีจักสาน’ เป็นชื่อทำนองคำกลอนชนิดหนึ่ง ทว่าบทเพลงของเฉินเยวี่ยหลันบทนั้น ย่อมต้องหมายถึงผลงานชิ้นเอกที่มีความเฉพาะเจาะจงอยู่แล้วเป็นธรรมดา
อย่างไรเสียหลินจือไป๋ก็เป็นคนของบลูสตาร์ ส่วนเฉินเยวี่ยหลันก็เป็นนักคำกลอนหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบลูสตาร์ เพราะฉะนั้นหลินจือไป๋จึงไม่ได้มีความแปลกแยกต่อเนื้อหาของคำกลอนบทนี้เลย สิ่งที่เขาต้องศึกษาวิจัยในเวลานี้ก็คือคำทุกคำที่อยู่ในกลอนบทนี้ เพื่อลองคิดดูว่าประเดี๋ยวโครงสร้างของรูปแบบตัวอักษรเหล่านี้จะต้องจัดแต่งประมวลผลอย่างไรถึงจะมีความงดงามมากที่สุด
หรือจะบอกว่า:
หลินจือไป๋ต้องคิดดูว่าวันนี้จะใช้สไตล์แนวทางไหนในการเข้าแข่งขันดี
จะยังคงสืบทอดสไตล์แนวทางของหวังซีจือในแบบประเภทเดียวกับ ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ต่อไปดีไหมนะ?
ในชาติปางก่อนทุกคนต่างก็รู้ดี ว่าอักษรหางซูอันดับหนึ่งในใต้หล้าก็คือ ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ของหวังซีจือ
มีคนน้อยมากที่จะรู้ดีว่า อันที่จริงแล้ว ‘ร่างจดหมายไว้อาลัยหลานชาย’ (จี้จื๋อก่าว) ที่เขียนขึ้นโดยเหยียนเจินชิง มีการเขียนที่ทรหดทรงพลังและปล่อยวางโบยบินอย่างเสรี ซึ่งได้รับการประเมินจากคนโบราณว่าเป็น ‘อักษรหางซูอันดับสองในใต้หล้า’
ส่วน ‘จดหมายบันทึกเทศกาลฮั่นสือที่หวงโจว’ (หวงโจวฮั่นสือเทีย) ของซูตงพัว ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘อักษรหางซูอันดับสามในใต้หล้า’
และหลินจือไป๋ในฐานะเทพเจ้าแห่งพู่กันจีน เขาไม่เพียงแต่จะสามารถเขียนกลิ่นอายความงดงามของหวังซีจือออกมาได้เท่านั้น ทว่าเขายังสามารถสำแดงภาพลักษณ์ความสง่างามของเหยียนเจินชิง ตลอดจนซูซื่อ และเหล่ายอดนักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนทุกคนในชาติปางก่อนออกมาได้ทั้งหมดอีกด้วย!
……
มีนักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนบางคนเริ่มทำการลงพู่กันแล้ว ต่อให้จะยังไม่ได้ลงพู่กันทว่าก็เริ่มทำการฝนหมึกขึ้นมาแล้ว มีเพียงหลินจือไป๋คนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในกล้องถ่ายทอดสดโดยไม่มีการขยับเคลื่อนไหวใดๆ เลยแม้แต่น้อยราวกับกำลังอยู่ในสภาวะของการใช้ความคิดอยู่
‘หลินจือไป๋กำลังทำอะไรอยู่อ่ะ?’
‘สงสัยกำลังคิดอยู่มั้งว่าตอนเย็นจะกินอะไรดี’
‘ถุยยย ฮ่าๆๆ อักษรหางซูนี่เขาไม่มีความกดดันเลยสักนิดเดียวแหละ’
‘อักษรข่ายซูและอักษรเฉ่าซูอันนี้ไม่กล้าพูด แต่อักษรหางซูนี่ถ้าเขาเป็นที่สองคงไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่งหรอก!’
‘ตอนนี้ฉันยังไม่ลืมความตื่นตาตื่นใจในตอนที่ได้เห็น ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ในวันนั้นเลยนะ!’
‘โม้ไปเรื่อยเหอะมึง ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ น่ะมันดีจริง ทว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจในเรื่องพู่กันจีน ความจริงแล้วก็มองไม่ออกถึงเคล็ดลับความงดงามมากมายขนาดนั้นหรอก’
‘จริงด้วย คนจำนวนมากที่ป่าวประกาศอวดอ้างสรรเสริญ ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ น่ะคือการดัดจริตล้วนๆ ความจริงแล้วตัวเองดูไม่รู้เรื่องเลยสักนิดเดียว’
‘ก็เหมือนกับคนจำนวนมากที่ชอบบอกว่าตัวเองชอบดูวรรณกรรมชื่อดังเรื่องนู้นเรื่องนี้แหละ ทั้งๆ ที่ในใจรักนิยายออนไลน์มากที่สุด แต่กลับไม่กล้ายอมรับออกมาตรงๆ’
‘ก็อย่างสหายระดับปรมาจารย์ที่อยู่บนเวทีนั่นแหละ แน่นอนว่าฉันรู้ดีว่าพวกเขาเก่งกาจ ทว่าผลงานของพวกเขา ฉันดูไม่รู้เรื่องเลยสักชิ้นเดียว ดูรู้เรื่องสิถึงจะแปลก ฉันแค่มีความรู้สึกแบบซื่อๆ ตรงๆ ว่า ตัวอักษรของแต่ละคนล้วนมีความงดงามมากจริงๆ’
มันเป็นเช่นนี้จริงๆ
นี่ก็คือขีดจำกัดประตูกั้นของศิลปะ
แน่นอนว่าหลินจือไป๋เองก็รู้ดีว่าศิลปะมักจะมี ‘ขีดจำกัดประตูกั้น’ ในลักษณะนี้ดำรงอยู่เสมอมา
เป็นเพราะขีดจำกัดประตูกั้นของศิลปะบางอย่างมันมีความสูงส่งเกินไป ถึงได้ส่งผลให้การสืบทอดตกทอดเริ่มมีร่องรอยของการขาดสะบั้นตลอดจนเลือนหายไปในที่สุด
ทว่าหลินจือไป๋มีทักษะความสามารถอย่างหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า ‘ตวัดพู่กันราวกับมีเทพช่วย’ (เซี่ยปี่หรูโหย่วเสิน) ในวันนี้เขาต้องการจะทำให้คนเหล่านั้นที่ไม่เข้าใจในเรื่องของพู่กันจีน ได้มาสัมผัสรับรู้ถึงเสน่ห์ดึงดูดใจอันเป็นของพู่กันจีนดูบ้างอย่างเต็มคราบ!
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้
หลินจือไป๋ก็มีการตัดสินใจแล้ว
ในวันนี้เขาต้องการจะใช้สไตล์แนวทางของเหยียนเจินชิง เพื่อเข้าร่วมการประชันอักษรหางซูในครั้งนี้!
ทำไมถึงต้องเป็นเหยียนเจินชิงไม่ใช่หวังซีจือล่ะ ก็เพราะหลินจือไป๋ต้องการจะโชว์ความครอบคลุมรอบด้านของตัวเองน่ะสิ เขาต้องการจะกลายมาเป็น ‘วิสุทธิเทพแห่งพู่กันจีน’ (ซูเซิ่ง) ของบลูสตาร์!
และในยุคปัจจุบัน
คิดอยากจะแต่งตั้งก้าวขึ้นสู่ความเป็นวิสุทธิเทพงั้นเหรอ?
หากไม่สำแดงสิ่งของบางอย่างที่อยู่เหนือขีดจำกัดจินตนาการของมนุษยชาติออกมา แล้วจะสามารถทำให้ผู้คนศิโรราบได้อย่างไรกันล่ะ?
มีเพียงการทำลายล้างจินตนาการของผู้คน และการสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาเท่านั้น ถึงจะสามารถบรรลุความเป็นวิสุทธิเทพในยุคปัจจุบันได้!
ส่วนผลประโยชน์ของการก้าวขึ้นสู่ความเป็นวิสุทธิเทพนั้น ย่อมต้องไม่ต้องพูดถึงเลยอยู่แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็มีอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือการที่หลินจือไป๋จะเดินทางไปเยือนทวีปอื่นๆ ในอนาคต จุดเริ่มต้นก้าวแรกก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่ายธรรมดาในระดับแถวสามอีกต่อไปแล้ว!
ไม่ต้องพูดไปถึงไหนไกลเลย
เอาแค่หลังจากสิ้นสุดการประชันอักษรฉีฉู่ในครั้งนี้
หลินจือไป๋จะเดินทางไปพัฒนาฝีมือต่อที่ทวีปฉู่
ทวีปฉู่จะทำการกำหนดตำแหน่งระดับขั้นเริ่มต้นก้าวแรกให้แก่เขาในระดับไหนกันล่ะ?
ระดับแถวสามนี่คงจะพูดผ่านไปไม่ได้แน่นอนอยู่แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเป็นการกำหนดตำแหน่งระดับขั้นในระดับแถวสองล่ะนะ เพราะอย่างไรเสียในเวลานี้ในโลกอินเทอร์เน็ตของทวีปฉู่ เขาก็ถือว่าเป็นปีศาจอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างยิ่งไปแล้ว!
ในระหว่างที่ความคิดของหลินจือไป๋กำลังแผ่ขยายออกไปนั้นเอง
คนอื่นๆ ทั้งหมดต่างพากันลงพู่กันเรียบร้อยแล้ว
กล้องถ่ายทอดสดในสถานที่จัดการแข่งขัน ได้ทำการสำแดงภาพเหตุการณ์การลอกเลียนแบบคำกลอนของสหายระดับปรมาจารย์ทั้งหลายออกมาให้ปรากฏอยู่บนหน้าจอขนาดใหญ่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอักษรของโคบายาชิ โอทาเกะ และจูเก่อชิวเหลียง ยิ่งได้รับการจัดแจงให้มีภาพเหตุการณ์เจาะลึกเฉพาะจุดที่มีความคมชัดเป็นอย่างยิ่งเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
แม้ว่าอักษรหางซูของสองคนนี้ จะเทียบไม่ได้เลยกับหลินจือไป๋ที่เขียน ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ออกมา ทว่ามันก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่ฝักใฝ่ชื่นชอบในเรื่องพู่กันจีนเกิดความรู้สึกว่า ‘โลกมนุษย์นี้ช่างมีคุณค่าควรแก่การดำรงอยู่’ แล้วล่ะ!
ทันใดนั้น
พิธีกรก็กล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้นกระปรี้กระเปร่าว่า: “หลินจือไป๋เริ่มทำการลงพู่กันแล้วครับ!”
กล้องถ่ายทอดสดดูเหมือนจะมีความตื่นเต้นกระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าพิธีกรเสียอีก ในช่วงเวลาแรกก็รีบจัดแจงภาพเหตุการณ์เจาะลึกเฉพาะจุดขนาดใหญ่ให้แก่หลินจือไป๋ทันที จากนั้นภาพหน้าจอก็ทุ่มเทสมาธิไปรวมอยู่ที่สมุดลอกลายมือของเขา
ฟุ่บ!
ฟุ่บ!
ฟุ่บ!
อักษรหางซูงดงามพลิ้วไหวราวกับปุยเมฆและสายน้ำที่ไหลเอื่อย!
คำทุกคำ ล้วนมีความตราตรึงจับใจถึงขนาดนั้นเลยทีเดียว!
ทว่าหลังจากที่หลินจือไป๋เขียนคำติดต่อกันลงไปได้ไม่กี่คำ สีหน้าของพิธีกรก็เกิดการแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันในทันที เด่นชัดยิ่งนักว่าเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจในอักษรหางซูเป็นอย่างยิ่งยวดคนหนึ่ง:
“เดี๋ยวก่อนครับ!”
“นี่มันคือสไตล์แนวทางอะไรกันเนี่ย!?”
“ในฐานะผู้ที่ฝักใฝ่ชื่นชอบในอักษรหางซูที่ทำการศึกษาวิจัย ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ มาไม่ต่ำกว่าร้อยรอบ ฉันขอถามตัวเองว่ามีความเข้าใจในสไตล์แนวทางอักษรหางซูของอาจารย์หลินจือไป๋เป็นอย่างดีเยี่ยมเลยนะคร้าบ!”
“ทว่าในเวลานี้ฉันกลับค้นพบว่า——”
“อาจารย์หลินจือไป๋ได้นำเอาสไตล์แนวทางอีกรูปแบบหนึ่งออกมาสำแดงแล้วล่ะครับ!”
“สไตล์แนวทางในรูปแบบนี้ แทบจะไม่ด้อยไปกว่าความตื่นตาตื่นใจที่ ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ เคยนำมาให้แก่ฉันเลยด้วยซ้ำไป!”
หลินจือไป๋ไม่สามารถได้ยินคำพูดของพิธีกรหรอกนะ หากเขาได้ยินขึ้นมาก็คงทำได้เพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยเท่านั้นแหละ เพราะอย่างไรเสียสไตล์แนวทางมันก็ได้เกิดการแปรเปลี่ยนจากหวังซีจือมาเป็นเหยียนเจินชิงเรียบร้อยแล้ว
ทว่านี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นก้าวแรกเองไม่ใช่เหรอ?
รอให้เขาเขียนไปจนถึงจำนวนคำที่แน่นอนในระดับหนึ่งก่อนเถอะ มันก็จะเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ติดตัวของทักษะความสามารถ ‘ตวัดพู่กันราวกับมีเทพช่วย’ ขึ้นมา และนั่นต่างหากที่เป็นท่าไม้ตายสังหารที่แท้จริงของหลินจือไป๋!
……………………………….