ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 51 บทที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ตอนที่ 51 บทที่ไม่อาจปฏิเสธได้
คนส่วนใหญ่มักจะอ่านนิตยสารจากหน้าแรกไปจนถึงหน้าสุดท้าย จึงยังไม่มีใครได้อ่านบทความสุดท้าย
ดังนั้น เมื่อทุกคนเห็นโพสต์นี้ก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ทุกคนได้รู้ว่า ที่แท้ในนิตยสารฉบับนี้ ปู่เยโหวได้เขียนเรื่องสั้นไว้ถึงสองเรื่อง
ผู้อ่านที่ใจร้อนหลายคนจึงข้ามเนื้อหาตรงกลางไปอ่านเรื่องสุดท้ายให้จบในทันที
“โอโห!”
“สูตรที่คุ้นเคย!”
“รสชาติที่คุ้นเคย!”
หลังอ่านเรื่องสั้นทั้งสองจบ ผู้อ่านหลายคนต่างพากันสูดหายใจเฮือก
ภาวะโลกร้อนของบลูสตาร์ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขาแน่
‘ฉันนึกว่า “เก้าอี้นุษย์” ก็วิปริตพอแล้ว คิดไม่ถึงว่างานใหม่ของปู่เยโหวจะแหวกแนวยิ่งกว่า แถมยังปล่อยทีเดียวสองเรื่อง แต่ละเรื่องยิ่งเพี้ยนหนักขึ้นไปอีก!’
‘รสชาตินี้แหละ!’
‘หลังจากอ่านเรื่องสั้นสามเรื่องของปู่เยโหว ฉันก็ตกหลุมรักสไตล์ความมืดดำสุดขั้วแบบนี้ไปแล้ว’
‘ปู่เยโหว ฉันกลายเป็นแฟนคลับเหนียวแน่นของนายแล้ว’
‘คิดไม่ถึงเลยว่านิตยสารฉบับนี้ก็จะลงผลงานของปู่เยโหวอีก แถมสองเรื่องคราวนี้ก็ยังสร้างความเซอร์ไพรส์ได้เหมือนเดิม’
‘เธอเรียกนี่ว่าเซอร์ไพรส์งั้นเหรอ?’
‘สไตล์ดาร์กของเขามันน่ากลัวเกินไปแล้ว’
‘ฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่เหมือนดูหนังสยองขวัญนั่นแหละ กลัวแต่ก็อดดูไม่ได้’
‘ส่วนตัวฉันชอบ “คำสาปของพระเจ้า” ที่สุด ถึงจะหนักหน่วง แต่ไอเดียแหวกแนวน่าสนใจ ตอนหักมุมทำลายล้างโลกนี่แจ๋วสุดๆ ตัวละครเอกนี่ดูเหมือนจะสะท้อนเงาใครหลายคนในชีวิตจริงได้เลย’
บางคนคิดว่า “คำสาปของพระเจ้า” กำลังเสียดสีพวกนักเลงคีย์บอร์ด
เวลาเล่นเกม บ่อยครั้งจะเจอนักเลงคีย์บอร์ดที่ชอบด่าถึงบรรพบุรุษคนอื่น
คำด่าเพื่อนร่วมทีมแบบหยาบๆ เหล่านั้นหลุดออกจากปากได้ง่ายๆ ถ้าให้คนพวกนั้นมีความสามารถพูดแล้วเป็นจริงขึ้นมานี่ก็ไม่กล้าจินตนาการเลย
บางคนก็อธิบายอย่างเฉพาะเจาะจงขึ้นว่า เรื่องนี้เป็นการเสียดสีปรากฏการณ์ความรุนแรงบนโลกออนไลน์
ไอเดียแหวกแนวนี้ในแง่หนึ่งก็เป็นความจริง เพราะคำพูดสามารถฆ่าคนได้จริงๆ นี่ไม่ใช่การสะท้อนให้เห็นความรุนแรงบนโลกออนไลน์หรอกเหรอ?
แน่นอนว่าบางคนก็แสดงความคิดเห็นอีกอย่าง ไม่เก็ตว่าความดีงามของสไตล์นี้อยู่ตรงไหน
‘เรื่องของเขาสุดโต่งเกินไป ชอบนำเอาอารมณ์และปรากฏการณ์ในชีวิตจริงมาเขียนแบบเกินจริงสุดขั้ว ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดมากจนอ่านไม่สนุกเท่าไหร่’
‘รู้สึกว่านิตยสารมันออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว จุดเด่นคือแนวสืบสวนต่างหาก ตอนนี้กลับกลายเป็นนิตยสารสยองขวัญไปแล้ว’
‘ชื่อของนิตยสารคือ “นิตยสารสืบสวนปริศนา” ซึ่งธีมสืบสวนปริศนาแนวสยองขวัญมันมีมาแต่แรกอยู่แล้ว ก็แคี่ปู่เยโหวมีพรสวรรค์ทางนี้มากเป็นพิเศษ ที่จริงแล้วส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแนวสืบสวนเป็นหลักอยู่ดี ฉันว่าทางนิตยสารน่าจะมีงานของนักเขียนแบบปู่เยโหวให้มากขึ้นนะ’
ไม่ว่าจะมีมุมมองแบบไหน อย่างน้อยก็มีเรื่องหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกัน
ปู่เยโหว นักเขียนคนนี้ใช้สไตล์ส่วนตัวที่เป็นเอกลักษณ์ดึงดูดแฟนๆ จำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดแห่งวงการนิยายฉินโจวปีนี้เลย!
แปลกประหลาด
พิลึกพิลั่น
สยองขวัญ
สไตล์การเขียนอันมืดดำแบบนี้ของปู่เยโหว ย่อมก่อให้เกิดกระแสถกเถียง บางคนก็ชอบจนเป็นแฟนคลับเหนียวแน่น ขณะที่บางคนก็ถึงขั้นปฏิเสธอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะชอบหรือเกลียด ทุกคนต่างต้องยอมรับว่าปู่เยโหวเริ่มโด่งดังแล้ว
ในกระดานสนทนาหมวดสืบสวนปริศนาของฟอรัมสำนักศึกษา ตอนนี้แทบจะโดนนักเขียนคนนี้ยึดพื้นที่ไปหมดแล้ว
มองไปทางไหนก็เจอการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องสั้นสองเรื่องในฉบับล่าสุดของเขา
นี่แหละที่เรียกว่าดังเป็นพลุแตก
ช่วงบ่ายหลังเลิกเรียน หลินจือไปเพิ่งกลับถึงบ้านได้ไม่นานก็ได้รัโทรศัพท์จากเจียงเฉิง
บอกว่าสตูดิโอได้ลงทะเบียนบัญชีบนแพลตฟอร์มจี่กวงในชื่อของปู่เยโหวเมื่อไม่นานมานี้ และในวันนี้ทางหนานเซินบุ๊คเฮาส์ได้ทำการยืนยันตัวตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จากนั้น เจียงเฉิงก็ส่งบัญชีและรหัสผ่านให้หลินจือไป
หลินจือไปจึงล็อกอินเข้าสู่บัญชี ‘ปู่เยโหว’ บนแพลตฟอร์มจี่กวงผ่านโทรศัพท์มือถือ
ในบลูสตาร์ ไม่ต้องกังวลว่า IP Address จะถูกตรวจสอบ
ทางการมีมาตรการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล จึงสั่งห้ามทุกแพลตฟอร์มสืบค้นข้อมูลประเภทนี้ของผู้ใช้
บัญชีใหม่นี้มีผู้ติดตามเพียงห้าพันกว่าคน เพราะเพิ่งได้รับการยืนยันตัวตน หลินจือไปไม่ได้โพสต์อะไร แค่จดจำบัญชีและรหัสผ่านแล้วก็ออกจากระบบ
จากนั้น หลินจือไปก็สั่งซื้อมือถือเครื่องใหม่ทางออนไลน์ ถือเป็นการซื้อมาเพื่อใช้งานกับบัญชีปู่เยโหวโดยเฉพาะ
เพื่อป้องกันไม่ให้วันใดตนเผลอเข้าผิดบัญชี เพราะตอนนี้เขามีสองบัญชี หากเข้าสู่ระบบผิด ตัวตนอาจถูกเปิดเผยได้
วันถัดมา โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ถูกจัดส่งถึงหน้าประตูบ้าน
สีของโทรศัพท์เป็นสีหินออบซิเดียน ซึ่งเข้ากันได้ดีกับบุคลิกของปู่เยโหว
และในวันเดียวกันนี้เอง รายได้เดือนที่แล้วของหลินจือไปก็เข้ามาครบถ้วนในที่สุด
มีค่าลิขสิทธิ์สำหรับการขายนิยายสั้นหลายเรื่องเป็นแพ็กเกจสำหรับดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ รวมถึงรายได้ส่วนแบ่งการดาวน์โหลดเพิ่มเติมจาก ‘แสงจันทรา’ กับเพลงอีกหลายเพลงก่อนหน้านี้ และโบนัสพิเศษจากเสินฮวากรุ๊ปสำหรับการได้อันดับหนึ่งในชาร์ตฤดูกาล
‘ยอดเงินคงเหลือ 14,018,657.39 หยวน’
หลินจือไปมองยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารแล้วเผยรอยยิ้มออกมา
การสะสมเงินทุนเริ่มต้นเสร็จสมบูรณ์ ในที่สุดเงินฝากของเขาก็ทะลุสิบล้าน นับว่าได้บรรลุเป้าหมายเล็กๆ หนึ่งอย่างแล้ว
แผนการสามารถเริ่มต้นได้แล้ว
หลินจือไปหรี่ตาลงเล็กน้อย โอนเงินสิบสี่ล้านหยวนเข้าบัญชีคุนเผิงสตูดิโออย่างไม่ลังเล
หลังจากได้รับเงินไม่นาน เจียงเฉิงก็รีบรุดมายังที่พักของหลินจือไป
“กระบวนการของกองทุนส่วนบุคคลจัดการทั้งหมดเกือบเสร็จแล้วครับ แค่ผมใส่เงินก้อนนี้ของเจ้านายเข้าไปก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้คุนเผิงอินเวสต์เมนต์ก็จัดตั้งขึ้นแล้วด้วย เจ้านายมีแผนอะไรต่อไปครับ?”
ทุกอย่างดำเนินไปตามคำสั่งครั้งก่อนของหลินจือไป
ช่วงนี้เจียงเฉิงง่วนอยู่กับสองเรื่องนี้มาตลอด กระตือรือร้นในการทำงานมากทีเดียว
เขาต้องทำทุกเรื่องที่เจ้านายสั่งให้เรียบร้อยหมดจด แบบนี้จึงจะสามารถผูกตัวเองไว้กับขาเจ้านายได้อย่างเหนียวแน่น
ขณะเดียวกัน เจียงเฉิงก็เข้าใจดี เจ้านายลงทุนลงแรง ทั้งก่อตั้งกองทุนส่วนบุคคล ทั้งตั้งบริษัทลงทุน ย่อมต้องมีเรื่องราวต่อจากนี้แน่นอน
“ผมจะส่งบทละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งให้พี่ครับ”
หลินจือไปส่งบทละครเรื่อง ‘The Knockout’ ให้เจียงเฉิงต่อหน้า
“นี่เจ้านายเป็นคนเขียนเหรอครับ?”
เจียงเฉิงเหลือบมองเอกสารปราดหนึ่ง แล้วเผลอถามออกมาโดยไม่รู้ตัว
หลินจือไปกล่าวเสียงเรียบ
“ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ในฐานะนักเขียน การที่ผมจะเขียนบทละครโทรทัศน์ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลไม่ขัดกับตรรกะ จริงไหมครับ?”
เจียงเฉิงมีสีหน้าสับสน แน่นอนว่าในเรื่องตรรกะไม่มีปัญหา
นักเขียนบทกับนักเขียนมีคุณสมบัติการสร้างสรรค์ที่คล้ายกัน เพราะสุดท้ายก็คือการเขียนเรื่องราว
บางครั้งนักเขียนก็ผันตัวมาเป็นนักเขียนบท และบางครั้งนักเขียนบทก็ลองหันมาสร้างสรรค์นิยาย
แต่แม้จะเป็นเรื่องปกติ ก็ใช่ว่าจะพบเห็นได้บ่อยขนาดนั้น
แม้คุณสมบัติการสร้างสรรค์จะคล้ายกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองอาชีพจะเปลี่ยนผ่านกันได้ง่ายๆ
แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ เจ้านายของเขาคนนี้ ทั้งเขียนเพลงได้ เขียนนิยายได้ และยังเขียนบทละครได้อีก
สาขาที่เชี่ยวชาญดูจะกว้างไปหน่อยหรือเปล่า? การศึกษาของทายาทตระกูลเศรษฐีสมัยนี้แข่งขันกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ?
เอาเถอะ แน่นอนว่าเจียงเฉิงไม่ได้คิดว่านี่เป็นปัญหาการแข่งขันด้านการศึกษาของทายาทตระกูลเศรษฐี
พูดได้แค่ว่าเจ้านายของเขาเก่งเกินคนไปหน่อย เหมือนจะรู้ไปเสียทุกอย่าง
แต่เจ้านายก็เคยบอกก่อนหน้านี้แล้วว่าเขาเขียนบทละครได้ อีกทั้งยังให้เจียงเฉิงสืบหาข้อมูลผู้บริหารระดับกลางและสูงของแผนกโทรทัศน์ของเสินฮว่าด้วย ดังนั้นเขาจึงเตรียมใจไว้บ้างแล้ว
เจียงเฉิงเก็บความสงสัยไว้ในใจ พยักหน้าเบาๆ
หลินจือไปพอจะเดาความคิดของเจียงเฉิงในตอนนี้ได้ แต่เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะค่อยๆ ชินไปเอง
“ต่อจากนี้ทำตามที่ผมบอก…”
หลินจือไปเล่าความคิดต่อไปของตนเองคร่าวๆ รอบหนึ่ง
“เจ้านาย…”
หลังจากฟังความคิดของหลินจือไปจนจบ เจียงเฉิงดูเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ลังเลที่จะพูดออกมา
“พูดมาครับ”
หลินจือไปเอ่ย
เจียงเฉิงพูดอย่างลังเลว่า
“การจัดการของเจ้านายไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ แต่เงื่อนไขที่สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จได้คือ เสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์จะต้องปฏิเสธบทละครนี้ไม่ได้…”
“พี่ลองกลับไปดูบทละครนี้ดูสักหน่อยนะครับ”
หลินจือไปยิ้มแล้วกล่าวว่า
“บางทีอาจจะช่วยเพิ่มความมั่นใจขึ้นอีกหน่อยก็ได้นะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังไฟล์บทละครที่ชื่อว่า ‘The Knockout’ ในโทรศัพท์
เจ้านายยังมั่นใจขนาดนั้น นี่เป็นบทละครที่แม้แต่เสินฮว่าก็ยังปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ?