ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 52 เตรียมลุยกับ The Knockout กันเถอะ
ตอนที่ 52 เตรียมลุยกับ The Knockout กันเถอะ
มองตามแผ่นหลังของเจียงเฉิงที่จากไป หลินจือไปก็ถอนหายใจเบาๆ
ในฐานะเจ้าของที่แท้จริงของ คุนเผิงอินเวสต์เมนต์ นี่เป็นสถานะที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ
ตอนนี้เขาสวมหน้ากากกองทุนส่วนบุคคลได้สำเร็จแล้ว
เวลาผ่านไปกว่าสองเดือน
แผนการขั้นที่สองในการชิงมรดกของหลินจือไป ถึงตอนนี้นับว่าได้ก้าวเดินอย่างเป็นทางการแล้ว
จากนี้ไปเขาสามารถดำเนินกลยุทธ์ทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมกัน
เติบโตด้วยตนเองอย่างเงียบๆ พลางช่วยเหลือครอบครัวทั้งในที่ลับที่แจ้งไปพร้อมๆ กันได้
แต่ต่อจากนี้ต้องลดความถี่ในการพบเจียงเฉิงลงแล้ว
ตอนนี้เจียงเฉิงเป็นตัวแทนของคุนเผิงอินเวสต์เมนต์ที่หลินจือไปผลักดันขึ้นสู่เบื้องหน้าเวที
ในอนาคตย่อมเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางในวงการบันเทิงฉินโจว
หากทั้งสองพบปะกันบ่อยเกินไปอาจทำให้คนอื่นจับพิรุธได้
พอดีกับว่าวันนี้ที่วิทยาลัยไม่มีเรียน
หลินจือไปจึงตัดสินใจกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว
พอกลับไปถึงคฤหาสน์ก็เป็นเวลาช่วงบ่ายแล้ว
พ่อเพิ่งเลิกงานมาก็เห็นหลินจือไปกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ในสวน พลันอดยิ้มไม่ได้ ถือโอกาสนั่งลงข้างลูกชายคนเล็ก
“อ่านอะไรอยู่เหรอ?”
“หนังสือสอนการประพันธ์เพลงครับ”
หลินจือไปวางหนังสือในมือลง ยามว่างเขามักจะอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการแต่งเพลง
ตอนนี้เขาไม่ใช่มีือใหม่ที่ไม่รู้อะไรเลยเหมือนแต่ก่อนแล้ว
“โตขึ้นจริงๆ นะ”
หลินตงยิ้มแล้วพูดว่า
“เพิ่งอยู่ปีหนึ่งก็มีงานของตัวเองแล้ว แถมยังประสบความสำเร็จขนาดนี้อีก เก่งกว่าพ่อคนนี้เยอะเลย สมัยพ่อปีหนึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองยุ่งวุ่นวายอะไรอยู่”
“แล้วตอนนี้งานพ่อเป็นยังไงบ้างครับ?”
หลินจือไปถามด้วยความเป็นห่วง
“กำลังรอข่าวจากแผนกโปรดักชันนะ”
หลินตงตอบอย่างจนใจ
“แผนกโปรดักชัน?”
“แผนกโปรดักชันของเสินฮวาเรามักจะได้รับบทละครมาอยู่เสมอ
โปรดิวเซอร์เหล่านั้นจะคัดเลือกบทที่ตัวเองคิดว่ามีคุณค่า แล้วติดต่อผู้กำกับที่เหมาะสมมาถ่ายทำ
ปีนี้พ่ออ่านบทไปหลายเรื่องแล้ว แต่ยังไม่ค่อยถูกใจ เลยคิดว่าจะรอดูต่อไปเผื่อมีบทดีๆ ออกมานะ”
หลินตงไม่เคยคุยเรื่องงานกับลูกชายมาก่อน
แต่ตอนนี้หลินจือไปเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ หลินตงในฐานะพ่อก็เต็มใจที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกชาย
หลินจือไปกล่าวอย่างครุ่นคิด
“นักเขียนบทก็เทียบได้กับคนแต่งเพลง ส่วนผู้กำกับก็เหมือนนักร้องเหรอครับ?”
“ยังมีความต่างอยู่นะ”
หลินตงอธิบายว่า
“นักแต่งเพลงมักจะเซ็นสัญญาระยะยาวกับบริษัทบันเทิง
ส่วนนักเขียนบทจะเหมือนพวกทหารรับจ้างมากกว่า
บางทีครั้งนี้ร่วมงานกับบริษัทนี้ แต่ครั้งหน้าอาจร่วมงานกับบริษัทอื่นก็ได้
แน่นอนว่าค่ายใหญ่ทั้งสามก็มีนักเขียนบทในสังกัดของตัวเองเหมือนกัน”
หยุดไปครู่หนึ่ง
หลินตงก็พูดต่อว่า
“แต่ความเข้าใจของลูกก็ไม่ได้ผิดซะทีเดียว
นักเขียนบทชื่อดังมีสถานะเทียบเท่ากับพ่อเพลงในวงการเพลงของลูก
เพราะในวงการภาพยนตร์ยึดนักเขียนบทเป็นศูนย์กลาง
ดังนั้นบทของนักเขียนบทชื่อดังมักจะถูกสามค่ายใหญ่แย่งชิงกัน
เหมือนกับเพลงของพ่อเพลงในวงการเพลงของลูกนั่นแหละ นักร้องต่างก็แย่งกันทดสอบเสียงร้องไม่ใช่เหรอ?
น่าเสียดาย ถึงเสินฮวาจะได้บทจากนักเขียนบทชื่อดังมา แต่ก็คงไม่ถึงคิวพ่อที่จะได้กำกับ
เพราะลุงคนรองของลูกเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทและยังควบตำแหน่งหัวหน้าแผนกโปรดักชันอีก
บทจากนักเขียนชื่อดังจะถูกจัดสรรยังไงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา ยกเว้นแต่ว่านักเขียนบทเหล่านั้นจะไม่เห็นด้วย”
พูดจบ
หลินตงก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“บ่นไปอย่างนั้นแหละ พ่อก็แค่คุยเล่นคุยเรื่อยเปื่อยกับลูกเฉยๆ”
“ทองคำสุดท้ายย่อมเปล่งประกาย”
หลินจือไปพูดปลอบใจพ่อประโยคหนึ่ง
หลินจือไปในฐานะคนในครอบครัว เคยดูละครโทรทัศน์บางเรื่องที่พ่อเป็นคนกำกับ
ละครเหล่านี้มักจะได้คะแนนวิจารณ์สูง แต่เรตติ้งกลับธรรมดามาก
เหมือนเป็นแนวที่คนชมว่าเยี่ยมแต่ไม่ได้ทำรายได้ดีเท่าไร
หลินจือไปคิดว่าในฐานะผู้กำกับ ความสามารถของพ่อไม่ได้มีปัญหาเลย
เพียงแต่แม่ศรีเรือนดีแค่ไหนก็ยากจะทำอาหารหรูได้หากไร้วัตถุดิบ
ลุงรองคนนั้นคอยกันซีนอยู่ตลอด
อย่างที่พ่อบอกวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ของบลูสตาร์ใช้ระบบนักเขียนบทเป็นศูนย์กลาง
ระบบนักเขียนบทเป็นศูนย์กลางหมายถึง ในกระบวนการผลิตภาพยนตร์และละคร นักเขียนบทจะเป็นผู้มีบทบาทนำ
ในการถ่ายทำจริง สิ่งที่นักแสดงในกองถ่ายมักกลัวที่สุดคือการล่วงเกินนักเขียนบท
เพราะถ้าล่วงเกินผู้กำกับ อย่างมากก็แค่โดนด่าหนักๆ สักครั้ง
และการจะเปลี่ยนนักแสดงก็ต้องคำนึงถึงสัญญาที่เซ็นกันไว้ล่วงหน้าด้วย
แต่ถ้าล่วงเกินนักเขียนบทละ?
นั่นก็อาจโดนตัดบทให้หายไปจากเรื่อง หรือไม่ก็รับบทตายไปได้ง่ายๆ
ปากกาอยู่ในมือของนักเขียนบท บทของนักแสดงจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับนักเขียนบทตัดสินใจไม่ใช่หรือ?
นักเขียนบทชื่อดังบางคนถึงขั้นสามารถเลือกนักแสดงเองได้
ที่เก่งยิ่งกว่านั้นก็คือสามารถเปลี่ยนตัวผู้กำกับที่ผู้ลงทุนเลือกมาได้ด้วย สถานะในวงการสูงส่งอย่างเห็นได้ชัด!
แต่จะว่าไป อย่าคิดว่าบนโลกเดิมจะเป็นระบบผู้กำกับเป็นศูนย์กลางเสมอไป
เหนือผู้กำกับยังมีโปรดิวเซอร์และฝ่ายทุนกำกับดูแลอีก
แต่โดยรวมแล้วผู้กำกับฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีสถานะสูงจริง
ไม่เหมือนแวดวงละครโทรทัศน์ที่ฮ่องกงซึ่งส่วนใหญ่ใช้ระบบโปรดิวเซอร์เป็นศูนย์กลาง
ในยุโรปและอเมริกาซับซ้อนยิ่งกว่า มีทั้งระบบผู้กำกับเป็นศูนย์กลาง นักเขียนบทเป็นศูนย์กลาง และโปรดิวเซอร์เป็นศูนย์กลาง
นอกจากนี้ หลายคนน่าจะเคยดูซีรีส์เกาหลี จริงๆ แล้วซีรีส์เกาหลีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของระบบนักเขียนบทเป็นศูนย์กลาง
ด้วยประโยชน์จากระบบที่เน้นเนื้อเรื่องนี้ ทำให้หลังปีสองพันกระแสเกาหลีได้แพร่หลายอย่างกว้างขวาง
จนถึงขั้นลุกลามไปในระดับวัฒนธรรม และในที่สุดซีรีส์เกาหลีก็ครองตลาดโลก
แน่นอนว่านี่คือวงการโทรทัศน์
แต่ถ้าเป็นวงการภาพยนตร์ของบลูสตาร์ ผู้กำกับชื่อดังก็ยังพอสู้กับบรรดานักเขียนบทตัวท็อปได้อยู่
เพราะภาพยนตร์ไม่ใช่แค่ศิลปะของบท แต่ยังเป็นศิลปะแห่งแสงและเงาด้วย
สรุปแล้ว การเป็นผู้กำกับในบลูสตาร์ก็ยังลำบากอยู่ดี เพราะต้องคอยดูสีหน้านักเขียนบทอยู่เสมอ
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
หลินตงตบแขนหลินจือไปเบาๆ
หลินจือไปยิ้มเล็กน้อย ก่อนทอดสายตามองไกลออกไป
ตามแผนที่ได้วางไว้ เจียงเฉิงน่าจะเอาบท ‘The Knockout’ ไปส่งให้โปรดิวเซอร์คนหนึ่งของเสินฮวาแล้วสินะ?
ระบบนักเขียนบทเป็นศูนย์กลางในวงการโทรทัศน์ของบลูสตาร์
ระบบนี้จำกัดสิทธิของผู้กำกับละครโทรทัศน์อย่างพ่อ แต่กลับเปิดโอกาสให้หลินจือไปมีพื้นที่ในการลงมือมากขึ้น
เตรียมลุยกับ The Knockout กันเถอะ
ขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของเมือง
จ่าวเหลยจากแผนกโปรดักชันของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์กำลังนั่งรถของบริษัทกลับบ้านหลังเลิกงาน
ขณะที่กำลังหลับตาพักสมองก็ได้รับโทรศัพท์จากเบอร์แปลก
“คุณคือใครครับ?”
“สวัสดีครับคุณจ่าว ผมขอแนะนำตัวสักหน่อย ผมชื่อเจียงเฉิง ตัวแทนจากคุนเผิงอินเวสต์เมนต์”
เสียงดังมาจากปลายสาย
“คุนเผิงอินเวสต์เมนต์?”
จ่าวเหลยรู้จักเจ้าของบริษัทลงทุนไม่น้อย แต่เพิ่งเคยได้ยินชื่อคุนเผิงเป็นครั้งแรก
“บริษัทเราเพิ่งก่อตั้งใหม่ คุณจ่าวไม่เคยได้ยินก็ปกติครับ ผมมีบทละครอยู่ในมือ ไม่ทราบว่าคุณจ่าวสนใจไหมครับ?”
“เป็นผลงานของอาจารย์ท่านไหนเหรอครับ?”
จ่าวเหลยรู้สึกคาดหวังเล็กน้อย เขามักได้รับสายลักษณะนี้บ่อยๆ
ในเมื่ออีกฝ่ายหาทางเอาเบอร์เขามาได้ก็แปลว่าน่าจะมีฝีมือพอตัว
“นักเขียนบทคืออาจารย์ปู่เยโหวครับ”
เจียงเฉิงทำตามคำสั่งของเจ้านาย ใช้นามปากกาปู่เยโหวลงในบทละคร
นักเขียนนิยายและนักเขียนบทคุณสมบัติใกล้เคียงกัน
การจัดการแบบนี้เหมาะสมทั้งในแง่สถานการณ์และเหตุผล
“อาจารย์ปู่เยโหวเป็นนักเขียนที่โดดเด่นมาก…”
“ขอโทษนะครับ ผมไม่เคยได้ยินชื่อปู่เยโหวมาก่อนเลย”
จ่าวเหลยพูดขัดขึ้นกลางคัน เริ่มหมดความสนใจในบทละคร อ้างเหตุผลมาปฏิเสธ
“ตอนนี้ผมยังติดธุระอยู่ครับ คุณเจียงส่งบทละครส่วนหนึ่งมาที่อีเมลของผมได้เลย ถ้าผมว่างจะลองดู”
“ได้ครับ ขอบคุณมาก สวัสดีครับ”
ฟังอารมณ์ที่เปลี่ยนไปในน้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ออก
หน้าซ้ำยังวางสายอย่างรวดเร็วโดยไม่ถามอีเมลของตนด้วยซ้ำ มั่นใจดีจริงๆ
เรื่องนี้ทำให้จ่าวเหลยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
โดยปกติแล้ว ตัวแทนของบริษัทลงทุนที่ต้องการร่วมมือกับเสินฮวามักจะพยายามโน้มน้าวด้วยคำพูด
เช่นบอกว่าบทละครของพวกเขาดีมาก คุณต้องลองอ่านให้ดีๆ นะ อะไรทำนองนั้น
แต่สายโทรศัพท์ถูกตัดไปแล้ว จ่าวเหลยจึงไม่ได้ใส่ใจและหลับตาพักผ่อนต่อ
กลับเป็นคนขับรถของจ่าวเหลยที่จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาตอนติดไฟแดง
“นิยายของปู่เยโหวอ่านสนุกดีนะครับ”
คนขับรถของจ่าวเหลยเป็นญาติคนหนึ่งจากบ้านเกิด บางทีก็คุยเล่นกันได้
“เขาดังมากเหรอ?”
จ่าวเหลยลืมตาขึ้น เขารู้จักนักเขียนชื่อดังหลายคน แต่ไม่เคยมีภาพจำเกี่ยวกับปู่เยโหวเลย
“เหมือนจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่นะครับ”
คนขับรถคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า
“น่าจะเพิ่งเดบิวต์ได้ไม่นานนะครับ คุณก็รู้ว่าปกติผมชอบอ่านหนังสืออ่านเล่น ผมบังเอิญได้อ่านผลงานของเขาพอดี”
“อืม”
จ่าวเหลยตอบรับไปลอยๆ ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือก็แจ้งเตือนอีเมลเข้ามา
ผู้ส่งอีเมลระบุว่า [ตัวแทนบริษัทคุนเผิงอินเวสต์เมนต์ เจียงเฉิง]
จ่าวเหลยยิ้มออกมา
ตัวแทนของคุนเผิงอินเวสต์เมนต์นี่ดูท่าทางจะมีเส้นสายพอตัว
ไม่เพียงแต่ได้เบอร์โทรศัพท์ของเขา ยังรู้อีเมลของเขาด้วย คนแบบนี้ส่วนใหญ่มักมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา
มิน่าตอนวางสายเมื่อครู่ถึงได้ดูมั่นใจขนาดนั้น
เมื่อคิดว่ายังไกลพอสมควรกว่าจะถึงบ้าน จ่าวเหลยจึงตัดสินใจดาวน์โหลดบทมาอ่านดูเล่นๆ ถือเป็นการฆ่าเวลา
ตามปกติแล้ว จ่าวเหลยไม่คิดจะอ่านบทของนักเขียนบทหน้าใหม่แบบนี้
ไม่ใช่ว่าจ่าวเหลยดูถูกนักเขียนบทหน้าใหม่ และไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความรับผิดชอบต่อการทำงาน
คนที่จะยืนหยัดในเสินฮว่ากรุ๊ปได้ไม่ใช่ธรรมดาอยู่แล้ว
เพียงแค่สถานะและตำแหน่งของจ่าวเหลยค่อนข้างพิเศษ
แต่ละวันเขาต้องรับบทละครสารพัดแนวจำนวนมากมายมหาศาล
ถ้าต้องอ่านบทของทุกคน คงได้ตายเพราะทำงานหนักเกินไปแน่!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เป็นช่วงเลิกงานของจ่าวเหลย ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
ดังนั้น จ่าวเหลยมักจะโยนบทของนักเขียนที่ยังไม่เป็นที่รู้จักให้ลูกน้องตรวจสอบก่อน
แล้วคัดเลือกเฉพาะบทที่มีคุณค่าขึ้นมา มีเพียงงานของนักเขียนบทชื่อดังเท่านั้นที่เขาจะตรวจสอบด้วยตนเอง
แต่เจียงเฉิงคนนี้กลับเตรียมตัวมาดีมาก มีทั้งเบอร์โทรและอีเมลของตน ทำให้จ่าวเหลยรู้สึกสนใจอยู่บ้าง
หลังจากดาวน์โหลดไฟล์เสร็จ จ่าวเหลยเห็นข้อมูลพื้นฐานที่แสดงอยู่บนหน้าแรกของบทละคร
บทละคร: The Knockout
ประเภท: ตำรวจ-ผู้ร้าย / เมือง / อาชญากรรม
จำนวนตอน: 43 ตอน
นอกจากเนื้อหาเหล่านี้ยังมีการแนะนำภูมิหลังของตัวเอกสองคน พร้อมกับเนื้อเรื่องย่อหนึ่งชุด
จ่าวเหลยอ่านสรุปเนื้อเรื่องแล้วไม่เห็นอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ
คล้ายละครตำรวจผู้ร้ายทั่วไป ที่ใช้ปฏิบัติการกวาดล้างอิทธิพลมืดของทางการเป็นจุดเริ่ม
และมุ่งจับเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลเป็นแกนหลักของเนื้อเรื่อง
แต่กลับเป็นข้อมูลภูมิหลังของตัวเอกชายชื่ออันซินที่ทำให้จ่าวเหลยประหลาดใจอยู่บ้าง
“การดีไซน์ภูมิหลังตัวเอกแบบนี้ไม่ค่อยเห็นบ่อยนักแฮะ”
ตัวเอกอันซินไม่ใช่แค่ตำรวจสายสืบระดับล่างทั่วไปเหรอ
ในละครแนวตำรวจผู้ร้ายประเภทเดียวกัน ตัวเอกมักเป็นตำรวจระดับล่าง
อย่างมากก็เป็นหัวหน้าหน่วยสายสืบเท่านั้น
แต่อันซินกลับมีสถานะพิเศษ พูดตรงๆ คือมีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง
ซึ่งผู้ชมต้องชอบแน่ เพราะผู้คนมักชอบตัวเอกที่มีแบ็กกราวด์ดีมีอิทธิพล แฝงสีสันของ ‘ละครสะใจ’ อยู่เล็กน้อย
ต่อไปเป็นเนื้อเรื่องหลัก เวลา สถานที่ ตัวละคร และบทสนทนาต่างๆ ล้วนเป็นไปตามโครงสร้างของบทละครทั่วไป
ตอนแรกของเรื่องเริ่มต้นด้วยการแนะนำสถานที่ที่ชื่อว่า ‘จิงไห่’
ก่อนหน้านี้จิงไห่ได้ผ่านปฏิบัติการกวาดล้างอิทธิพลมืด กำจัดกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ฝังรากมายาวนาน
อีกทั้งทางการก็ยึดเงินมาได้จำนวนมหาศาล แต่ใครจะรู้ว่าที่นี่กลับมีเบื้องลึกซับซ้อนกว่าที่คิด
เมืองนี้ยังคงมีกลุ่มอิทธิพลมืดแฝงตัวอยู่
หลังจากหน่วยงานเบื้องบนได้รับการร้องเรียน พวกเขาก็ส่งทีมตรวจสอบลงพื้นที่
โดยมีผู้นำทีมชื่อสวี่จง พร้อมคำสั่งให้ขุดรากถอนโคนอิทธิพลมืดในจิงไห่ให้หมดสิ้น
ก่อนออกเดินทาง หน่วยงานเบื้องบนได้กำชับสวี่จงเป็นพิเศษว่า
ให้ใช้บริษัทเฉียงเชิ่งกรุ๊ปในจิงไห่เป็นจุดเริ่มต้นในการคลี่คลายปัญหา
เฉียงเชิ่งกรุ๊ปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมซับซ้อนมาก
ส่วนประธานบริษัท เกาฉี่เฉียง ก็เป็นตัวพ่อวงการธุรกิจในจิงไห่ อิทธิพลในท้องถิ่นนั้นน่ากลัวอย่างมาก
ทีมตรวจสอบเดินทางถึงจิงไห่
จากนั้นตัวเอกอันซินก็ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการ และเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับสวี่จงและคนอื่นๆ ในทีมตรวจสอบ
อันซินตัวเอกที่ยังไม่แก่แต่กลับมีผมขาวโพลน ได้พาผู้ชมย้อนกลับไปยี่สิบปีก่อนผ่านความทรงจำของเขา
ในปีนั้น ตอนนั้นเกาฉี่เฉียงประธานบริษัทเฉียงเชิ่งกรุ๊ปยังเป็นแค่พ่อค้าปลาคนหนึ่ง
เพราะมีเรื่องทะเลาะวิวาทจนถูกคนแจ้งความ เกาฉี่เฉียงจึงถูกจับเข้าไปอยู่ในสถานกักกันช่วงเทศกาลปีใหม่
คืนนั้นบังเอิญเป็นเวรของอันซิน จุดเชื่อมโยงของสองตัวเอกฝ่ายขาวและฝ่ายดำเริ่มต้นจากตรงนี้
ขณะจ่าวเหลยอ่านบทละคร ในฐานะโปรดิวเซอร์ที่มีประสบการณ์ เขารู้ว่าตรงนี้ต่างหากที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเรื่องราว
การเปิดเรื่องเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกน่าติดตาม
ตัวเอกอันซินที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาในระบบราชการ ทำไมผ่านไปยี่สิบปีถึงมีผมขาวโพลนทั้งหัว?
ในทางกลับกัน ตัวเอกชายอันดับสอง เกาฉี่เฉียงที่เป็นแค่พ่อค้าปลาธรรมดา
ที่ตอนแรกแม้แต่แผงขายปลาก็ยังดูแลไม่รอด นักเลงตลาดสดใช้เล่ห์เหลี่ยมเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขาถูกส่งเข้าห้องขังได้ในช่วงปีใหม่
ลองถามหน่อยว่าคนที่อยู่ในระดับล่างสุดของสังคมแบบนี้
สามารถก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าอิทธิพลมืดที่แฝงตัวลึกที่สุดในเมืองจิงไห่ได้อย่างไรในระยะเวลาเพียงยี่สิบปี?
“ดี”
จ่าวเหลยเริ่มสนใจเนื้อเรื่องต่อจากนี้ เขาปรับเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย ทิ้งอาการอ่านผ่านๆ ของตนไป
“น่าสนใจแฮะ…”