ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 56 ฉู่ฉือ
วันรุ่งขึ้น
หลินจือไปกลับไปวิทยาลัย
ตอนบ่ายกลับถึงบ้าน
สายจากเจียงเฉิงโทรเข้ามา
“ผมได้พบกับพี่ชายของเจ้านายแล้ว และเซ็นสัญญาเรียบร้อย
เขาต้องการซื้อขาดแผนงานวาไรตี้โชว์นี้ไปเลย แต่ผมทำตามคำสั่งของคุณ โดยเซ็นสัญญาแบ่งผลกำไรแทน
สุดท้ายเราจะได้ส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด”
“อืม”
หลินจือไปยิ้มเล็กน้อย
ความจริงแล้ววาไรตี้โชว์นี้ให้พี่ชายไปฟรีๆ ก็ยังได้
แต่หลินจือไปต้องการหาเงินจากเสินฮวากรุ๊ป ดังนั้นจึงไม่สามารถให้เปล่าได้
อีกทั้งลิขสิทธิ์ก็ต้องจับไว้ให้แน่น ซีซันที่หนึ่งโด่งดัง ซีซันที่สองก็สามารถขึ้นราคาได้
อย่างไรเสีย เงินที่ได้มาก็ไม่ใช่ของพี่ชายอยู่ดี
สิ่งเดียวที่พี่ชายต้องแบกรับก็คือความเสี่ยง
หากรายการนี้ล้มไม่เป็นท่า ตำแหน่งของเขาในแผนกก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก
โชคดีที่แผนงานของหลินจือไปละเอียดมาก เขียนรายละเอียดของ ‘The Singer’ จากชาติที่แล้วลงไปทั้งหมด
กระทั่งผลลัพธ์ที่รายการจะทำออกมาเป็นอย่างไรก็จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
พี่ชายไม่ต้องทำอะไรเลย
แค่ถือแผนงานไว้แล้วทำตามแบบก็พอ
แทบจะบดป้อนข้าวเข้าปากพี่ชายอยู่แล้ว
แม้ว่ารายการนี้จะออกอากาศในบลูสตาร์แล้วเกิดปัญหากับวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ไม่ถึงขั้นล้มเหลวแน่นอน
หลังจากวางสายโทรศัพท์
ไม่นานนัก หลินโสวจัวก็มาสอนหลินจือไปร้องเพลงต่อ
ก่อนจะเริ่มเรียน
หลินจือไปถามขึ้นว่า
“พี่ชายของฉันทำรายการวาไรตี้อยู่ นายอยากเข้าร่วมไหม?”
“รายการวาไรตี้เหรอครับ?”
หลินโสวจัวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าอาบอกให้ผมไป ผมก็จะไปครับ”
หลินจือไปถามว่า
“ทำไมนายไม่ถามว่าเป็นรายการวาไรตี้แบบไหนเนี่ย?”
หลินโสวจัวตอบ
“จะเป็นรายการวาไรตี้อะไรก็ช่าง ยังไงอาก็ไม่คิดจะทำร้ายผมอยู่แล้วนี่นา”
หลินจือไปหลุดขำออกมาอย่างอดไม่ได้
เจ้าเด็กซื่อบื้อคนนี้ อย่าให้ถึงวันหนึ่งที่โดนขายแล้วยังไม่รู้ตัวเลยนะ
“งั้นนายเตรียมตัวเข้าร่วมได้เลย เดี๋ยวพี่ชายฉันคงติดต่อไปเอง รายการวาไรตี้นี้น่าจะใช้ได้อยู่ เอาละ เรามาเริ่มเรียนกันเถอะ”
“ได้เลยครับ”
การเรียนวันนี้ยังคงเป็นเวลาสามชั่วโมงเหมือนเช่นเคย
หลังเรียนจบ หลินโสวจัวก็สะพายกระเป๋าใบเล็กเดินออกไป
วันต่อมา
กองถ่ายกำลังอยู่ในระหว่างเตรียมงาน
รายการวาไรตี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างเตรียมงานเช่นกัน
เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับหลินจือไป แต่เขากลับไม่ต้องลงมือจัดการด้วยตัวเอง
กลายเป็นว่าช่วงนี้กลุ่มแชตของครอบครัวคึกคักเป็นพิเศษ
เพราะหลินตงพ่อของเขา ได้รับบทละคร The Knockout แล้ว!
กลุ่มแชตครอบครัวชื่อว่า คฤหาสน์ตระกูลหลิน สมาชิกในกลุ่มมีห้าคนพอดี ซึ่งก็คือครอบครัวของหลินจือไปทั้งหมด
พ่อ:
“พ่อได้รับบทละครที่ดีมากๆ มาเรื่องหนึ่ง ถ้าถ่ายทำออกมาต้องดังแน่
ได้ยินว่าคนเขียนบทระบุให้พ่อเป็นคนกำกับโดยเฉพาะด้วย คนเขียนบทคนนี้ต้องเป็นแฟนตัวยงของพ่อแน่ๆ”
แม่:
“แนวอะไรเหรอ?”
พ่อ:
“ละครแนวตำรวจผู้ร้าย เจ้าของบทละครนี้ชื่อว่า ปู่เยโหว
พ่อพออ่านบทจบก็เลยไปอ่านนิยายของเขาดู สไตล์การเขียนนิยายกับบทละครของเขาต่างกันสุดขั้วเลย
ไม่แนะนำให้เด็กๆ ไปอ่านนิยายของเขานะ”
พี่สาว:
“ยินดีด้วยค่ะพ่อ!”
พี่ชาย:
“งั้นวันนี้ก็เป็นวันดีสองเด้งเลยนะสิ วาไรตี้โชว์ใหม่ของผมก็อนุมัติผ่านแล้ว
ตอนนี้กำลังเริ่มเตรียมงานอย่างเป็นทางการ วาไรตี้โชว์นี้อาจจะดังเป็นพลุแตกก็ได้”
พี่สาว:
“ช่วงนี้บ้านเรามีเรื่องน่ายินดีเยอะเลย (ดีใจ)”
แม่:
“ตั้งแต่เสี่ยวเฮยสุขภาพดีขึ้น บ้านเราก็มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาต่อเนื่องเลยเนอะ”
เสี่ยวเฮย:
“ความดีความชอบของผม!”
พี่สาว:
“อากกก นิยายของปู่เยโหวที่น่ากลัวมาก บทละครที่เขาเขียนต้องเป็นหนังสยองขวัญแน่เลย
เขาเป็นแฟนคลับของพ่อจริงดิ!”
พ่อ:
“…”
เสี่ยวเฮยก็คือชื่อไอดีของหลินจือไปในกลุ่มครอบครัว
ช่วยไม่ได้ คนในครอบครัวเรียกแบบนี้กันหมด
แต่ครอบครัวคงไม่มีทางรู้ว่าความหมายที่แท้จริงของประโยคที่ว่า ‘ความดีความชอบเป็นของผม’ ของหลินจือไป
ปิดทองหลังพระแท้ๆ
วันที่สิบห้าเดือนพฤศจิกายน วันนี้หลินจือไปเรียนร้องเพลงกับโสวจัวเหมือนเช่นเคย
หลังจากเรียนเสร็จ
จู่ๆ ก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นข้างหูของหลินจือไปว่า
“การขับร้อง +1”
หลินจือไปอดไม่ได้ที่จะอารมณ์ดี เพราะค่าสกิลการขับร้องของเขาไม่ขยับมาหลายวันแล้ว!
และด้วยการเพิ่มขึ้นครั้งนี้ ค่าการขับร้องของหลินจือไปได้ขึ้นไปถึง 35 แล้ว!
“อากำลังยิ้มเรื่องอะไรอยู่เหรอครับ?”
หลินโสวจัวที่กำลังเตรียมตัวกลับ เห็นหลินจือไปยิ้มออกมาจึงถามด้วยความสงสัย
“ฉันนึกถึงเรื่องดีๆ ขึ้นมานะ”
หลินจือไปยังคงยิ้มไม่หุบ
“ช่วงนี้ลำบากนายแล้ว ต่อไปนายโฟกัสกับการเตรียมตัวสำหรับวาไรตี้โชว์ก็พอ ไม่ต้องมาสอนฉันร้องเพลงแล้วละ”
“ผมไม่เป็นไรนะครับ…”
หลินโสวจัวเข้าใจว่าอาคงไม่อยากรบกวนตนเอง
“นายเองก็มีเรื่องของตัวเอง อีกอย่าง ต่อไปฉันเองก็คงไม่มีเวลามาเรียนเรื่องนี้มากขนาดนั้นแล้ว”
หลินจือไปตบไหล่โสวจัวเบาๆ
“ก็ได้ครับ”
หลินโสวจัวพูดอย่างจริงจัง
“ถ้าอามีอะไรให้ช่วย ติดต่อผมได้เสมอนะครับ”
“อืม”
หลินโสวจัวเดินออกไป
หลินจือไปกลับขึ้นไปชั้นบน แล้วเรียกระบบออกมา
“เฟยหง”
“โฮสต์เชิญกล่าว”
“ฉันมีค่าทักษะอยู่ห้าแต้มใช่ไหม?”
“ใช่ โฮสต์ต้องการใช้แต้มเพิ่มทักษะหรือไม่?”
“อืม”
หน้าจอข้อมูลปรากฏขึ้นต่อหน้าหลินจือไป เขาชี้นิ้วไปที่ค่าการขับร้อง
“เฟยหง เพิ่มแต้ม!”
ค่าการขับร้องเริ่มขยับขึ้นทันที
36…37…38…39…40…
สุดท้าย ค่าการขับร้องของหลินจือไปหยุดอยู่ที่ 40
ขณะเดียวกัน
หลินจือไปรู้สึกเหมือนมีอะไรซ่าๆ ยิบๆ ในสมอง
จากนั้นความรู้สึกนี้ก็แผ่ลงไปถึงลำคอ รู้สึกคันยุบยิบเหมือนมีแมลงไต่
ฮัดชิ้ว!
หลินจือไปจามทีหนึ่ง ความรู้สึกคันนั้นก็หายไป
เสียงกลไกของเฟยหงดังขึ้น
“การเพิ่มแต้มเสร็จสมบูรณ์ ค่าการขับร้องของโฮสต์เพิ่มเรียบร้อยแล้ว”
เสร็จแล้วเหรอ? ลองดูผลลัพธ์หน่อยแล้วกัน
หลินจือไปกระแอม แล้วเริ่มร้องเพลงเบาๆ
“สีสันแห่งแสงจันทรา กลิ่นหอมละมุนของอิสตรี…”
โอโห ไม่เลวนี่
หลินจือไปเองก็อธิบายความรู้สึกนั้นไม่ถูก
เหมือนว่าตัวเองร้องเพลงได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ควบคุมเสียงได้ดีกว่าเดิมมาก ลมหายใจก็ดูจะยาวนานขึ้นด้วย
เปลี่ยนเพลง หลินจือไปกระแอมอีกครั้งแล้วร้องว่า
“หนึ่งแก้วแด่แสงอรุณ หนึ่งแก้วแด่แสงจันทร์”
คราวนี้ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น คงเป็นเพราะเพลงนี้ไม่ต้องใช้ทักษะการร้องสูงมาก
หลินจือไปรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ลองร้องเพลงที่ตัวเองเคยปล่อยออกไปก่อนหน้านี้สองสามเพลง
ก็พบว่าเสียงของตนเริ่มมีกลิ่นอายแบบนักร้องมืออาชีพแล้ว
โอเค
สำหรับคนที่ร้องเพลงเพี้ยนมาแต่เดิม แต่ด้วยความพยายามของตัวเอง…
และใช้การเพิ่มแต้มจากระบบ จนทำให้เกิดความก้าวหน้าแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
แน่นอนว่ากระตุ้นให้ร่างกายหลั่งโดพามีนและรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
ครู่ต่อมา หลินจือไปสงบสติลง
แผนการขั้นที่สองได้เริ่มขึ้นแล้ว เขาจำเป็นต้องคิดอย่างละเอียดถึงสิ่งที่จะทำต่อไป
รายการวาไรตี้
นิยาย
ดนตรี
ละครโทรทัศน์
ตอนนี้หลินจือไปทำหลายอย่างพร้อมกัน จำเป็นต้องค่อยๆ แกะรายละเอียดและจัดระเบียบให้ดี
ก่อนอื่นละครโทรทัศน์ไม่ต้องห่วง ‘The Knockout’ ได้รับอนุมัติสร้างแล้ว
เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์เดินเครื่อง ประสิทธิภาพสูงลิ่ว
ทั้งกองถ่าย สถานที่ ผู้กำกับ นักแสดง อะไรต่างๆ ล้วนพร้อมพรั่ง ไม่มีอะไรให้หลินจือไปต้องกังวล
แต่รายการวาไรตี้ I Am a Singer ที่มอบให้พี่ชายดูแล ยังต้องใส่ใจสักหน่อย
จางซีหยาง
หลินโสวจัว
ทั้งสองคนจะเข้าร่วม I Am a Singer
จางซีหยางไม่ต้องกังวลเลย ความสามารถของเขาน่าจะไปถึงรอบสุดท้ายแน่นอน
หลินโสวจัวค่อนข้างน่าเป็นห่วง หลินจือไปกำลังคิดหาทางช่วย
จะให้โสวจัวตกรอบตั้งแต่ช่วงแรกไม่ได้
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์จากกระแสความดังของรายการนี้
ถ้าสุดท้ายไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องให้ระบบช่วยแต่งเพลงให้หลินโสวจัวโดยเฉพาะ
อย่างไรเสียตอนนี้ชื่อเสียงของหลินจือไปก็เพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็วไม่น้อย ผลงานภายใต้ชื่อของเขาก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งผลงานมากชื่อเสียงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเร็ว
แน่นอนว่าตอนนี้รายการวาไรตี้ยังอยู่ในช่วงเตรียมการ ความสามารถของหลินโสวจัวก็ยังพอใช้ได้
ดังนั้นหลินจือไปจึงยังไม่รีบร้อน
ต่อไปเป็นเรื่องนิยาย
ปู่เยโหว เพิ่งจะเริ่มมีชื่อเสียง
ต้องตีเหล็กตอนร้อน ห้ามสะดุดจังหวะ
เดือนหน้าต้องลงเรื่องใหม่ใน ‘นิตยสารสืบสวนปริศนา’ ของหนานเซินบุ๊คเฮาส์ต่อ
ก่อนหน้านี้หลินจือไปสุ่มได้รวมเรื่องสั้นมา ด้านในมีทั้งหมดสิบเอ็ดเรื่อง
ตอนนี้เพิ่งตีพิมพ์ไปแค่สองเรื่อง ส่วนอีกเก้าเรื่องที่เหลือ หลินจือไปเขียนเสร็จหมดแล้ว
“งั้นก็เลือกออกมาอีกสองเรื่อง”
หลินจือไปตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
สองเรื่องสั้นต่อจากนี้ เรื่องหนึ่งชื่อ ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’
อีกเรื่องชื่อ ‘สามีภรรยาที่ห่างไกล’
เรื่องทั้งสองนี้ไม่ได้มีโทนที่มืดมนมาก แต่คุณภาพยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเดิม
น่าจะช่วยรักษาความนิยมของปู่เยโหว หรือกระทั่งอาจทำให้ดังขึ้นไปอีกขั้น
สุดท้าย หลินจือไปต้องพิจารณาเรื่องการร้องเพลงด้วยตัวเองแล้ว
ช่วงนี้หลินจือไปเรียนร้องเพลงมาตลอด และวันนี้เขายังเอาคะแนนทักษะทั้งหมดไปเพิ่มด้านการขับร้องก็เพื่อเรื่องนี้
“เพลงนะมีพร้อมอยู่แล้ว”
ก่อนหน้านี้หลินจือไปสุ่มได้ ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’ ของเหลาสวี่มา
เพลงนี้หลินจือไปตั้งใจจะร้องเอง แต่จำเป็นต้องใช้นามแฝงใหม่
นามแฝงใหม่จะใช้ชื่ออะไรดีนะ?
หลินจือไปอยากได้ชื่อที่ฟังดูไพเราะ
ชั่วขณะหนึ่งคิดชื่อเหมาะๆ ไม่ออก หลินจือไปจึงตัดสินใจโทรหาเจียงเฉิง
“เจ้านาย”
“ผมจะใช้นามแฝงใหม่ ช่วยผมคิดหน่อยครับ เอาชื่อที่ฟังดูรื่นหูก็พอ”
“นามแฝงใหม่เหรอครับ?”
เจียงเฉิงรู้สึกแปลกใจ นามแฝงใหม่อะไรอีก มีไป๋ตี้กับปู่เยโหวแล้วยังไม่พออีกเหรอ?
“ช่วยผมคิดทีว่านามแฝงใหม่จะใช้ชื่ออะไรดี?”
“ตอนนี้เหมือนคนจะนิยมตั้งชื่อจาก ‘คัมภีร์ซือจิง’ นะครับ”
เจียงเฉิงกลั้นความสงสัยไว้
“หาจากคัมภีร์ซือจิงเหรอครับ?”
“หรือจะหาใน ‘บทกวีฉูฉือ’ ก็ได้ครับ”
เจียงเฉิงเสนอความเห็นอีกครั้ง
“ได้แล้ว!”
“คิดออกแล้วเหรอครับ?”
“นามแฝงใหม่ก็ชื่อฉูฉือแล้วกัน”
หลินจือไปขี้เกียจไปเปิดดู ‘บทกวีฉูฉือ’ คิดว่าชื่อนี้ก็ฟังดูไม่เลว
“โอเคครับ”
แม้ว่าหลินจือไปจะตั้งชื่อแบบขอไปที แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งที่เจียงเฉิงสงสัยคือ
“นามแฝงใหม่คุณจะเอาไปทำอะไรเหรอครับ?”
“นี่เป็นนามแฝงสำหรับการเป็นนักร้อง ผมน่ะร้องเพลงได้นะ”
หลินจือไปพูดจบ ปลายสายก็เงียบไปอย่างน่าประหลาด
“ฮัลโหล? ยังฟังอยู่ไหม?”
หรือว่าสัญญาณไม่ดี? หลินจือไปพูดใส่โทรศัพท์อยู่นานก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจียงเฉิงที่ปลายสายก็พูดขึ้นมาอย่างอ่อนใจว่า
“ในฐานะที่เจ้านายเป็นนักแต่งเพลงที่เชี่ยวชาญด้านดนตรี
การที่คุณร้องเพลงได้ก็ควรจะเป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผลจริงไหมครับ?”
หลินจือไป:
“…”
เจียงเฉิงกล่าวเสียงเรียบ
“เจ้านายวางใจครับ ผมด้านชาแล้ว ตอนนี้ต่อให้คุณบอกผมว่าจริงๆ คุณคลอดลูกได้ ผมก็ไม่ตกใจหรอกครับ
ไม่ว่าจะสมเหตุสมผลหรือเปล่าก็ตาม”
“เรื่องนั้นทำไม่ได้จริงๆ ครับ”
“แล้วนามแฝงใหม่นี่คิดจะ…?”
“แน่นอนว่าทำอาชีพนักร้องเป็นงานเสริมครับ คุณแค่เช่าสตูดิโออัดเสียงก็พอ ที่เหลือผมจัดการเองได้”
ช่วงนี้หลินจือไปฝึกฝนด้วยตัวเองจนมีความสามารถพอจะทำเพลงเองได้แล้ว
เพราะอย่างไรสิ่งที่เกี่ยวกับการแต่งเพลงก็มีพร้อมอยู่แล้ว
“แล้วในช่องผู้แต่งเพลงจะเขียนชื่อใครดีครับ?”
“ฉูฉือครับ”
เจียงเฉิงเงียบไปอีกครั้ง ถ้าเขาเป็นคนจากดาวโลกคงถามว่า
คุณมี QQ อยู่แล้ว ทำไมยังต้องสร้าง WeChat อีก?