ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 57 เจ้านายทำได้ทุกอย่างร้อยล้านนิดๆ
ตอนที่ 57 เจ้านายทำได้ทุกอย่างร้อยล้านนิดๆ
ทำไมต้องสร้างตัวตนใหม่?
เหตุผลนั้นง่ายมาก หลินจือไปอยากหาเงินให้ได้มากขึ้น
ตัวตนไป๋ตี้สร้างขึ้นมาก็เพื่อพี่สาว ต้องคอยหนุนการเลื่อนตำแหน่งของพี่สาว
ดังนั้นสัญญาจึงผูกอยู่กับเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ หลินจือไปก็ไม่ได้คิดจะแยกตัวออกมา
ส่วนตัวตนใหม่ฉูฉือนั้น หลินจือไปตั้งใจใช้หาเงินเอง ไม่ต้องมีเสินฮวามาคอยเป็นคนกลางกินส่วนต่าง
ขอแค่ตกลงแบ่งส่วนแบ่งกับแพลตฟอร์มเล่นเพลงให้เรียบร้อยก็พอ
แน่นอนว่าก็ยังมีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น นักร้องคนอื่นสามารถออกไปโปรโมตและรับงานต่างๆ เพื่อหาเงินได้
แต่ฉูฉือกลับไม่สามารถเผยตัวต่อหน้าสาธารณะ แต่สำหรับหลินจือไปแล้ว นี่ไม่ใช่ข้อเสีย
เพราะเขาไม่ได้ชอบทำงานเบื้องหน้าอยู่แล้ว
สำหรับเขา ข้อจำกัดที่แท้จริงก็คือ ฉูฉือไม่สามารถใช้ทรัพยากรการโปรโมตอันมหาศาลของเสินฮวาได้
อิทธิพลของการโปรโมตแบบนี้ ไม่สามารถมองข้ามได้
แต่ก่อนถ้าไม่มีช่องทางโปรโมตของเสินฮวา ‘ดับทุกข์’ ที่ปล่อยปลายเดือนคงไม่มีทางพุ่งขึ้นไปถึงอันดับสองของชาร์ตประจำฤดูกาลได้
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณภาพของเพลง ต่อให้ผลงานของคุณดีแค่ไหน ก็ต้องทำให้คนได้ฟังอยู่ดีไม่ใช่หรือไงล่ะ?
บ่อยครั้งที่แม้แต่เหล้าหอมก็ยังกลัวถูกซ่อนอยู่ลึก
ส่วนต่อไปอันไหนจะเป็นตัวตนหลัก?
สำหรับหลินจือไป ไม่ว่าจะเป็นไป๋ตี้ ปู่เยโหว หรือแม้แต่ฉูฉือที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ก็ล้วนเป็นตัวหลักทั้งนั้น
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ ตัวตนไป๋ตี้เป็นเสมือนไพ่หงาย
หลินจือไปไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังใคร และคงปิดไม่มิดอยู่แล้ว เพราะนี่คือสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับเสินฮว่าที่ไม่อาจตัดได้
ส่วนปู่เยโหวและฉูฉือซึ่งเป็นตัวตนใหม่ จะกลายเป็นเสาหลักครึ่งหนึ่งของคุนเผิงในอนาคต
แน่นอน ตอนนี้คุนเผิงยังอ่อนแอมาก เหมือนกับเด็กทารกในผ้าอ้อม ต้องอดทนและเติบโตต่อไป
ช่วยไม่ได้ หลังจากลงทุนในละครโทรทัศน์ คุนเผิงก็เหลือเงินในบัญชีแค่สี่ล้านกว่าๆ
ต้องรอให้ ‘The Knockout’ ออกอากาศก่อน ถึงจะดึงทุนกลับมาได้ก้อนหนึ่ง
หลังรายการวาไรตี้ออกอากาศก็คงจะทำเงินได้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา
ตอนนี้ก็หาเงินเล็กๆ น้อยๆ ต่อไปก่อน
หลินจือไปส่งนวนิยายสั้นสองเรื่องที่จะลงใน ‘นิตยสารสืบสวนปริศนา’ เดือนหน้าให้เจียงเฉิง
เขาไม่จำเป็นต้องติดต่อกับใคร เจียงเฉิงในนามตัวแทนของคุนเผิง ก็สามารถจัดการเรื่องพวกนี้ให้หลินจือไปได้
จากนั้น หลินจือไปเข้าไปที่ห้องทำงานดนตรีในบ้านพัก และเริ่มทำดนตรีประกอบของ ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’
ห้องทำงานดนตรีนี้พี่ชายเป็นคนจัดวางไว้ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน
ในคอมพิวเตอร์ก็ลงโปรแกรมทำเพลงที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว
หลินจือไปเรียนรู้ด้วยตัวเองจนมีความสามารถก็จริง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ลงมือทำจริง ซึ่งอาจต้องลองผิดลองถูกไปก่อน
เหมือนนักร้องออนไลน์ยุคแรกๆ ในชาติก่อน เมื่อเงื่อนไขมีจำกัด ก็ทำได้เพียงสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเอง
เขายุ่งวุ่นวายอยู่ถึงเจ็ดแปดวัน
ในที่สุดหลินจือไปก็ทำดนตรีประกอบออกมาได้สำเร็จ
เมื่อเทียบกับต้นฉบับแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย
นี่ไม่ใช่ความสำเร็จยิ่งใหญ่อะไร ก็แค่ลอกการบ้านการเรียบเรียงเพลงของเหลาสวี่เท่านั้น
แต่หลินจือไปกลับยังรู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อย กดไลก์ให้ตัวเอง แถมโหวตตั๋วประจำเดือนเพื่อสนับสนุนในใจอีกด้วย
และในวันเดียวกันนี้เอง เจียงเฉิงใช้เงินไปราวหนึ่งล้านซื้อห้องอัดเสียงแห่งหนึ่ง
เดิมทีตั้งใจจะเช่า แต่พอหลินจือไปคิดว่าฉูฉือต้องอัดเพลงบ่อยๆ จึงให้เจียงเฉิงซื้อมาเลย
แม้ตอนนี้เขาจะขาดเงิน แต่บางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องประหยัด
การหาเงินหนึ่งล้านก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก
ห้องอัดเสียงอยู่ไม่ไกลจากที่พักของหลินจือไป เขาจึงออกไปอัด ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’ ทันที
สำหรับการอัดเพลง หลินจือไปไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่เลย
ก่อนหน้านี้ เวลาจางซีหยาง หลินโสวจัว หรือแม้แต่ซุนกูมาอัดเพลง หลินจือไปก็มีส่วนร่วมตลอด
แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาอัดเพลงในฐานะนักร้อง ความรู้สึกจึงแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
โชคดีที่อุปกรณ์ต่างๆ ดีมาก ซอฟต์แวร์หลายตัวก็เป็นระบบอัจฉริยะ
หลินจือไปแค่ต้องมั่นใจว่าร้องออกมาในเวอร์ชันที่ตัวเองพอใจที่สุดก็พอ
อย่างที่หลินโสวจัวเคยบอกไว้ เสียงของหลินจือไปไพเราะมาก และเสียงแบบนี้ไม่ว่าใช้ร้องเพลงป๊อปแนวไหนก็ไม่มีทางแย่
อืม หลินจือไปก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม เขาพอใจกับเวอร์ชันสุดท้ายของ ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’ ที่ตัวเองบันทึกเสียงออกมาเป็นอย่างมาก
หลังจากบันทึกเสียงเสร็จ หลินจือไปไม่ได้รีบปล่อยเพลง
เพราะถ้าไม่มีการโปรโมตเลย เพลงนี้อาจจมหายไปเหมือนก้อนหินในทะเลก็ได้
“ต้องหาทางเกาะกระแส”
ถ้าสามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่แนะนำของแพลตฟอร์มเพลงได้ก็คงดี
น่าเสียดายที่ตำแหน่งแนะนำหลักของแพลตฟอร์มเพลงมักจะถูกสงวนไว้ให้กับค่ายเพลงใหญ่ๆ
อย่างตอนหลินจือไปปล่อยเพลง ‘ดับทุกข์’ ในนามของไป๋ตี้
เหล่าบรรณาธิการจากแพลตฟอร์มเพลงอย่างคริมเซินคลาวด์ พอฟังจบก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง
พอออนไลน์ปุ๊บก็รีบจัดลิงก์แนะนำไว้ที่หน้าแรกทันที
พวกเขาไม่กล้าละเลยเพลงของเสินฮว่าเด็ดขาด
ตอนนี้หลินจือไปปล่อยเพลงในฐานะฉูฉือ
ฉูฉือไม่ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงไหน เป็นศิลปินอิสระ
บนบลูสตาร์มีศิลปินอิสระมากมาย พวกเขาสามารถปล่อยเพลงบนแพลตฟอร์มเพลงได้โดยตรง
แต่ต้องเซ็นสัญญาแบ่งส่วนแบ่งรายได้กับแพลตฟอร์ม เพื่อแลกกับทรัพยากรการโปรโมตบางส่วน
แต่หลินจือไปกลับพบช่องทางใหม่ในคริมเซินคลาวด์
[เทศกาลเพลงโบราณของคริมเซินคลาวด์]
นี่คือกิจกรรมประกวดเพลงแนวจีนโบราณที่คริมเซินคลาวด์กำลังจัดขึ้น
ขอบเขตของกิจกรรมค่อนข้างเล็ก เน้นไปที่ค่ายเพลงขนาดเล็กและศิลปินอิสระ
รางวัลอันดับหนึ่งของกิจกรรม: เงินหนึ่งแสน พร้อมการแนะนำระดับหนึ่งบนหน้าแรก (หนึ่งวัน)
รางวัลอันดับสอง: เงินห้าหมื่น พร้อมการแนะนำระดับสองบนหน้าแรก (หนึ่งวัน)
รางวัลอันดับสาม: เงินสามหมื่น พร้อมการแนะนำระดับสามบนหน้าแรก (หนึ่งวัน)
รางวัลสำหรับสามอันดับแรกก็ยังถือว่าโอเคอยู่ ส่วนรางวัลในอันดับหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีค่าให้พูดถึงเท่าไหร่
แต่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากที่หลินจือไปจะได้ปรากฏตัวบนหน้าแรก เมื่อเขาพบว่ามีกิจกรรมนี้ก็รีบตัดสินใจสมัครเข้าร่วมทันที
ข้อมูลติดต่อ? กรอกเบอร์โทรของเจียงเฉิง แล้วระบุว่าเป็นผู้จัดการก็พอ
หมายเลขบัญชีธนาคารให้กรอก บัญชีบริษัทของคุนเผิงก็แล้วกัน เพราะสามอันดับแรกมีเงินรางวัล
จะว่าไปแล้ว คริมเซินคลาวด์จัดกิจกรรมนี้ขึ้นก็มีความเกี่ยวข้องกับหลินจือไป
เพราะว่าเพลง ‘แสงจันทรา’ ที่ไป๋ตี้แต่งเมื่อเดือนที่แล้ว ได้รับความนิยมสูงมาก
นี่เป็นเพลงแนวโบราณ ซึ่งได้สร้างกระแสตอบรับไม่น้อยในกลุ่มคนฟังเพลงแนวนี้ ทำให้คนฟังเพลงแนวนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้
ดังนั้นคริมเซินคลาวด์จึงถือโอกาสจัดกิจกรรมประกวดเพลงแนวโบราณขึ้นมาตามกระแส
ถือเป็นการตอบรับความหลงใหลของแฟนเพลงแนวโบราณก็ว่าได้
สองปีมานี้แม้ว่าในสิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลจะมีเพลงแนวโบราณอยู่บ่อยๆ
แต่จนถึงปีนี้ ‘แสงจันทรา’ ก็ยังเป็นเพลงแนวโบราณเพียงเพลงเดียวที่ขึ้นอันดับหนึ่งได้
เรื่องนี้หลินจือไปเองก็ไม่รู้
ที่จริงเขาอาศัยความนิยมของไป๋ตี้ หรือก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ
หลังจากสมัครเสร็จเรียบร้อย หลินจือไปก็อัปโหลดเพลง ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’ ที่ตนเองร้องขึ้นไป
สิ้นสุดกิจกรรมคือก่อนสิ้นเดือนนี้
กองบรรณาธิการของคริมเซินคลาวด์จะคัดเลือกสิบอันดับเพลงที่ดีที่สุดเพื่อนำไปเผยแพร่ในเดือนหน้า
ซึ่งจะสามารถเข้าร่วมการจัดอันดับในเดือนธันวาคมได้พอดี
แต่ว่าอัตราแบ่งส่วนดูจะโหดไปหน่อย รายได้จากการดาวน์โหลดเพลงนี้ต้องแบ่งกับแพลตฟอร์มฟังเพลงในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง
แต่เป้าหมายในตอนนี้ของหลินจือไปไม่ใช่เงิน เขาต้องการสร้างชื่อเสียงให้ฉูฉือ จึงไม่ได้ใส่ใจกับการแบ่งรายได้มากนัก
อีกอย่าง ส่วนแบ่งนี้ดีกว่าของเสินฮว่าเยอะมาก
ถ้าหลินจือไปปล่อยเพลงผ่านเสินฮว่า เขาจะได้ส่วนแบ่งแค่ 15% เท่านั้น
อาจมีบางคนพูดว่า ในเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่หักส่วนแบ่งเยอะขนาดนี้ แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ถึงยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อเข้าไปอยู่ล่ะ?
เพราะศิลปินอิสระแต่งเพลงเสร็จแล้ว ต้องหาคนแต่งเนื้อร้องเอง หานักร้องเอง หรือแม้แต่ต้องหาคนเรียบเรียงเพลงให้ด้วย
มีสักกี่คนที่กล้าพูดว่าตัวเองทำได้ทุกอย่างและสามารถจัดการทุกขั้นตอนได้เอง?
มันยุ่งยากมาก ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทก็มีการรับประกันด้านบุคลากรให้
ถ้าไปจ้างคนข้างนอก ระดับฝีมือก็อาจจะแตกต่างกันมาก
ต่อให้โชคดีหาคนที่เหมาะสมได้ ก็ต้องแบ่งเงินให้เขาอยู่ดีไม่ใช่หรือไงล่ะ?
เท่ากับว่าเงินที่ได้มาต้องแบ่งกับหลายคน ต่อให้คุณได้ส่วนแบ่งมากสุด สุดท้ายจำนวนเงินจริงๆ ที่เหลือก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น
ถ้าเหลือซักสามสิบเปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าเก่งแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงข้อได้เปรียบด้านการโปรโมตของบริษัท
การโปรโมตขนาดใหญ่สามารถขยายตลาดเพลงได้ แต่ถ้าปล่อยเพลงเองก็ทำเรื่องนี้ได้ยาก
ที่หลินจือไปสามารถทำเงินได้ก็เพราะ เขาสามารถแต่งเนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียง และร้องเพลงได้เองทั้งหมด ไม่มีใครจะมาหักเงินจากเขาได้
อย่างไรเขาก็มีต้นฉบับให้ลอกอยู่แล้ว หากยังร้องไม่ดีพอก็ใช้แต้มทักษะเพิ่มได้อีก
ขณะเดียวกัน หลินจือไปรู้ดีว่าเพลงของตนมีคุณภาพ
ต่อให้ไม่มีบริษัทช่วยโปรโมต แค่ได้การเปิดเผยให้คนเห็นในระดับหนึ่ง ก็สามารถดังขึ้นมาได้จากกระแสปากต่อปากแล้ว
จริงอยู่ที่เพลงดีก็ยังต้องการการโปรโมต
แต่เพลงดีต้องการทรัพยากรโปรโมตไม่มาก
พอสร้างกระแสปากต่อปากขึ้นมาได้แล้ว เรื่องที่เหลือก็ง่ายขึ้น
ศิลปินอิสระคนไหนๆ ก็ไม่มีเงื่อนไขแบบหลินจือไป
ที่จริงแล้วศิลปินอิสระหลายคนเลือกทำเอง ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากเข้าบริษัท
แต่เพราะเข้าไม่ได้ต่างหาก
โดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่สามแห่งที่มีเกณฑ์เข้าทำงานที่สูงมากจริงๆ
มีเพียงศิลปินอิสระส่วนน้อยมากเท่านั้นที่กล้าพูดว่า ตนเองไม่เข้าบริษัทแล้วสามารถทำเงินได้มากกว่า
หรือกระทั่งต่อรองกับแพลตฟอร์มให้ปรับส่วนแบ่งเพิ่มได้ แต่ตัวอย่างแบบนี้มีน้อยมากจนไม่พูดถึงก็ได้
สำหรับศิลปินส่วนใหญ่แล้ว การเข้าสังกัดค่ายเพลงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หลังจากอัปโหลดเพลงสำเร็จ หลินจือไปมองดูวันที่ วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบห้าเดือนพฤศจิกายนแล้ว
ดีที่ฉูฉือไม่ต้องรีบวิ่งลงสนามแล้ว
หลินจือไปยิ้มเล็กน้อย เขามีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล
ไป๋ตี้มีเสินฮวากรุ๊ปหนุนหลัง ต่อให้ต้องรีบวิ่งลงสนามก็สามารถใช้ข้อได้เปรียบด้านการโปรโมตบดขยี้บริษัทเล็กๆ ได้
ส่วนฉูฉือไม่มีค่ายใหญ่ระดับสามบริษัทยักษ์ใหญ่คอยเป็นร่มกันฝน
ถ้าไม่รีบปล่อยเพลงในวันที่หนึ่งเดือนหน้า การจะทำอันดับบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลก็คงเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ได้รับข้อความ
เจียงเฉิงส่งภาพหน้าจอมา ในนั้นแสดงข้อความว่า
‘เพลงของคุณอัปโหลดสำเร็จแล้ว กรุณารอการตรวจสอบ ขอให้โชคดี!’
หลินจือไปตอบกลับไปว่า
[เข้าร่วมกิจกรรมประกวดเพลง ผมใส่เบอร์คุณไว้ ตอนนี้คุณคือตัวแทนของคุนเผิง และเป็นผู้จัดการของฉูฉือด้วย]
เจียงเฉิง:
[ขอให้เจ้านายโชคดี!]
แม้เจ้านายจะบอกว่าเขาร้องเพลงได้ก็เป็นเรื่องปกติสมเหตุสมผล แต่เจียงเฉิงก็ยังอยากดูว่าเขาร้องเพลงเองจะไหวหรือเปล่ากันแน่
ส่วนเรื่องความสามารถด้านการแต่งเพลง เจียงเฉิงไม่เคยสงสัยเลย
เพราะฉูฉือก็คือไป๋ตี้ เจียงเฉิงมองว่าไป๋ตี้มีศักยภาพระดับพ่อเพลงเลยทีเดียว!
เจียงเฉิงถึงกับรู้สึกแวบๆ ว่าบางทีเจ้านายอาจมีฝีมือในการร้องเพลงไม่ธรรมดาจริงๆ ก็ได้
เพราะจนถึงตอนนี้ สิ่งที่เจ้านายพูดไว้ เขาทำได้ทั้งหมด!
แต่งเพลงสำเร็จ
เขียนหนังสือสำเร็จ
เขียนบทละครสำเร็จ
แม้แต่แผนงานรายการวาไรตี้ ถึงเจียงเฉิงเองจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่จากปฏิกิริยาของหลินเชิ่งเทียนก็น่าจะมีแววไปได้ดีทีเดียว
ถ้าหลินจือไปสามารถประสบความสำเร็จในฐานะนักร้องได้จริงๆ ก็คงสื่อได้แค่อย่างเดียวว่า
เจ้านายของฉันทำได้ทุกอย่างแบบร้อยล้านนิดๆ[1]
[1] แบบร้อยล้านนิดๆ มาจากภาษาจีนคือ 亿点点 ที่พ้องเสียงกับ 一点点 ที่แปลว่านิดหน่อย สื่อว่าเหมือนหลินจือไปจะทำได้นิดๆ หน่อยๆ แต่ความจริงคือทำได้ทุกอย่าง