ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 72 เปลี่ยนสีหน้า
ตอนที่ 72 เปลี่ยนสีหน้า
บางคนเดบิวต์ปุ๊บก็ถึงจุดสูงสุด จากนั้นก็หายลับไปราวกับดาวตก
บางคนเดบิวต์ปุ๊บก็ถึงจุดสูงสุด ก็ยังต่อยอดความสำเร็จไปอีกระดับจากจุดสูงสุดนั้น
คนในวงการต่างสงสัยว่าฉูฉือที่คว้าแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลด้วยเพลงแรกที่เปิดตัว จะกลายเป็นแบบแรกหรือแบบหลังกันแน่?
วันนี้คือวันที่ยี่สิบหกเดือนธันวาคม บลูสตาร์กำลังอยู่ในช่วงปี 2000
แน่นอนว่าปีสองพันของบลูสตาร์ไม่เหมือนกับโลกก่อน
อย่างไรโลกคู่ขนานสองใบก็เทียบกันตรงๆ ไม่ได้ แต่ปีสองพันของบลูสตาร์นี้ได้มีศิลปินหน้าใหม่สองคนปรากฏตัวขึ้น
ไป๋ตี้ และ ฉูฉือ
ทั้งสองต่างก็สร้างความประทับใจให้คนในวงการอย่างมาก
โดยเฉพาะฉูฉือ ที่บอกว่าเขาขึ้นไปงัดหลังคาบ้านสามยักษ์ใหญ่ในช่วงปลายปีสองพัน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
นั่นก็เพราะ ตำแหน่งสิบอันดับแรกในชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของบลูสตาร์ ช่วงหลายปีมานี้ถูกสามค่ายใหญ่กวาดเรียบมาตลอด
แทบไม่มีศิลปินค่ายอื่นหลุดรอดเข้าไปในพื้นที่เล็กๆ นี้ได้เลย
ส่วนอันดับหนึ่งนะหรือ?
ถ้าไม่นับพ่อเพลงบางคนที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ส่วนใหญ่แล้วก็หนีไม่พ้นเทียนกวง หนานเซิน หรือไม่ก็เสินฮว่า!
ฉูฉือเป็นศิลปินหน้าใหม่คนแรกในรอบสองปีนี้ ที่ไม่ใช่ศิลปินจากสามค่ายใหญ่
แต่กลับคว้าแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลมาได้ นับว่าเจาะวงล้อมของสามค่ายใหญ่ได้สำเร็จ
แต่สำหรับหลินจือไปแล้ว เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้น
คืนนั้นเองเขาเริ่มเรียบเรียงเพลง ‘จันทร์หลูโจว’ และในวันถัดมาก็ลงมืออัดเสียงทันที
เพื่อให้เพลงนี้ออกมาดีที่สุด หลินจือไปยังตั้งใจเอาคะแนนทักษะที่เพิ่งได้มาไปเพิ่มในด้านการขับร้องด้วย
การขับร้องสูงถึง 41 แล้ว ถือเป็นการพัฒนาขึ้นอีก ‘จุดหนึ่ง’ อย่างแท้จริง
พออัดเสร็จหลินจือไปก็ส่งไฟล์เสียงไปให้เจียงเฉิง
เจียงเฉิงพอได้รับเพลงก็รีบโทรหาหลินจือไปทันที น้ำเสียงฟังดูจริงจังอย่างยิ่ง
“เจ้านายต้องคิดให้รอบคอบนะครับ!”
“มีปัญหาตรงไหนเหรอครับ?”
“เจ้านายตั้งใจจะปล่อยเพลงใหม่ในเดือนมกราคมใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ”
“เพลงนี้ปล่อยไม่ได้ครับ!”
“มีปัญหาอะไรเหรอครับ?”
“เดือนหน้าเป็นเทศกาลตรุษจีนนะครับ!”
ในบลูสตาร์ เทศกาลตรุษจีนตรงกับวันที่หนึ่งเดือนมกราคม
แน่นอนโลกคู่ขนานจะมีความเหลื่อมแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติ
เรารู้ดีว่าช่วงตรุษจีนถือเป็นฤดูกาลสำคัญสำหรับวงการภาพยนตร์
หนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่องต่างก็เลือกเข้าฉายในช่วงนี้ ซึ่งมักจะทำรายได้สูงสุดในรอบปี
ส่วนวงการเพลงของบลูสตาร์ ก็มีช่วงตรุษจีนเหมือนกัน เนื่องด้วยเทศกาลตรุษจีนมักจะมีการจัดงานชุนหว่าน [1]
สำหรับวงการเพลง งานชุนหว่านนี้ก็คือช่วงเทศกาลตรุษจีนนั่นเอง
เพลงใหม่บางเพลงจะใช้เวทีชุนหว่านในการเปิดตัว ซึ่งทำให้กระแสตอบรับพุ่งกระฉูดแบบไม่ต้องพยายาม
ตามปกติแล้วเพลงไหนทำยอดดาวน์โหลดที่ยี่สิบล้านในหนึ่งเดือน ก็มีสิทธิ์ได้แชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลแล้ว
แชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเดือนมกราคมละ?
ถ้ายอดดาวน์โหลดไม่ถึงแปดสิบล้านก็อย่าฝันไปเลย
เพราะคนที่กล้าออกเพลงในเดือนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นพ่อเพลงและเหล่าราชาเพลง ราชินีเพลงทั้งนั้น
“สงครามมหาเทพ!”
คนในวงการใช้คำนี้อธิบายชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของเดือนมกราคม
หลินจือไปนึกถึงเดือนนี้ที่กว่าตนจะเอาชนะหลี่เซียวผู้เป็นราชินีเพลงได้ก็เล่นเอาเหนื่อย
แถมต้องอาศัยจังหวะดวงหนุนช่วยเป็นพิเศษ
ถ้าต้องเจอกับราชาเพลง ราชินีเพลง มากกว่านี้ หรือถึงขั้นพ่อเพลงละก็ คงสู้ไม่ไหวจริงๆ
“เข้าใจแล้วครับ งั้นเลื่อนไปเดือนกุมภาพันธ์แล้วกัน”
ในเมื่อชาร์ตเพลงช่วงตรุษจีนกลายเป็นสนามรบของเทพเจ้า ตนก็ไม่ต้องไปปะทะให้วุ่นวาย
เขาเหล่านั้นเป็นทั้งพ่อเพลง เป็นทั้งราชาเพลงและราชินีเพลง แถมยังมีเวทีชุนหว่านช่วยหนุนกระแสอีก…
ไม่มีทางสู้ได้เลย นี่ไม่ใช่การแข่งขันที่คุณภาพเพลงเพียงอย่างเดียวแล้ว
ในเมื่อมีความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนขนาดนี้ นอกจากต้องแข่งกันด้วยคุณภาพแล้ว ยังต้องแข่งกันด้วยกระแสความนิยมและรากฐานที่สะสมมาอีกด้วย
“เจ้านายฉลาดสุดๆ ไปเลย!”
เจียงเฉิงกลัวว่าหลินจือไปอายุน้อยจะเลือดร้อนไม่ยอมอ่อน
“เลี่ยงสงครามเหล่าทวยเทพไปก่อน รอให้คุนเผิงของเราปีกแข็งแรงเต็มที่เสียก่อน แล้วค่อยไปประลองฝีมือกับพวกเขานะครับ”
ประเด็นคือตอนนี้ฉูฉือเริ่มต้นมาได้ราบรื่นอย่างมาก หากลงประชันในชาร์ตเพลงเดือนมกราคมมีแต่จะได้อันดับที่ไม่ดี
อย่างนั้นทำไมไม่รอให้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ แล้วค่อยไปคว้าแชมป์ชาร์ตเพลงอีกสักรอบละ?
พอผ่านเดือนมกราคมไป การแข่งขันในชาร์ตเพลงก็จะเบาลงมาก การจะได้ที่หนึ่งก็ง่ายขึ้นเยอะ
นี่ไม่ใช่การขี้ขลาด แค่เลือกเดินตามหัวใจเท่านั้น
ในเมื่อฉูฉือจะไปออกเพลงในเดือนกุมภาพันธ์ งั้นหลังปีใหม่ก็โฟกัสไปที่ไป๋ตี้ก่อนแล้วกัน
หลินจือไปคิดแบบนั้น
วันที่ยี่สิบแปด วิทยาลัยปิดเทอมฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ หลินจือไปจึงย้ายกลับมาอยู่บ้านชั่วคราว
พ่อยังถ่ายละครอยู่ข้างนอก บอกว่าจะกลับมาวันตรุษจีน
แต่พอใช้เวลากับครอบครัวเสร็จก็ต้องรีบกลับไปกองถ่ายเพื่อทำงานต่อ
พี่ชายก็กำลังง่วนกับรายการวาไรตี้ ตกดึกกลับถึงบ้าน เห็นหลินจือไปกลับมาก็เริ่มแบ่งปันความยินดี
บอกว่าหลังจากตรุษจีนนี้จะเริ่มอัดรายการอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากอัดเสร็จไม่นานก็สามารถออกอากาศได้เลย
“ยินดีด้วยนะครับ”
หลินจือไปรู้สึกว่าพี่ชายเอาแต่คุยเรื่องวาไรตี้กับตนตลอด
ท่าทางที่กระตือรือร้นนี้ ราวกับรู้แล้วว่าคนที่คิดรายการนี้คือหลินจือไป
“อย่าบอกแค่ยินดีสิ”
พี่ชายถูมือพลางกล่าวว่า
“รายการฉันยังขาดที่ปรึกษาด้านดนตรีอยู่ นายเข้าใจความหมายใช่ไหม”
หลินจือไปเข้าใจแจ่มแจ้ง
ไม่แปลกเลยที่พี่ชายเอาแต่คุยเรื่องนี้กับตน ที่แท้ก็อยากดึงตนไปช่วยงาน?
“งั้นปิดเทอมผมว่างพอดี ไปอัดรายการกับพี่ก็ได้”
สำหรับตำแหน่งที่ปรึกษาเขารู้ตัวว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ แต่รายการนี้เขาช่วยได้แน่ และไม่กลัวว่าจะโป๊ะแตกอะไร
หลังจากเรียนรู้มาหลายเดือน คนอื่นก็ดูไม่ออกว่าเขารู้มากน้อยแค่ไหน แค่พูดให้น้อยลงหน่อยก็พอ
“แบบนี้สิถึงจะถูก”
หลินเชิ่งเทียนดีใจมาก เขารู้สึกว่ามี ‘ไป๋ตี้’ อยู่ในรายการ
วันต่อมา หลินเชิ่งเทียนพาหลินจือไปไปที่เสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์
แผนกวาไรตี้ของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์มีทั้งหมดสิบแผนก
หลินเชิ่งเทียนอยู่ที่แผนกวาไรตี้ที่แปด ชั้นสามสิบแปดของตึกนี้ เมื่อสองสามวันก่อนตอนที่ซักซ้อม หลินจือไปก็เคยมาแล้ว
พอขึ้นมาถึงชั้นสามสิบแปด หลินเชิ่งเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“จางซีหยางอยู่ที่ห้องซ้อมหมายเลขหนึ่ง ส่วนโสวจัวอยู่ที่ห้องซ้อมหมายเลขเจ็ด
วันนี้พวกเขาซ้อมที่นี่กันทั้งคู่พอดี นายจะแวะไปดูก็ได้นะ”
หลินจือไปพยักหน้า
สิบนาทีต่อมา หลินจือไปเดินเข้าไปในห้องซ้อมหมายเลขหนึ่ง จางซีหยางกำลังร้องเพลงเก่าเพลงหนึ่งอยู่
แม้จะเป็นแค่การซ้อม แต่จางซีหยางก็ตั้งใจมาก พอเห็นหลินจือไปก็ไม่ได้หยุดร้อง ยังคงร้องเพลงบนเวทีต่อไป
“เฟยหง”
หลินจือไปเรียกระบบในใจ แล้วถามลองเชิงว่า
“นายตรวจสอบค่าการขับร้องของจางซีหยางว่าอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ได้ไหม?”
เฟยหง:
“จำเป็นต้องใช้ค่าชื่อเสียงหนึ่งพันหน่วย”
หลินจือไปมุมปากกระตุก คิดไม่ถึงว่าระบบจะมีความสามารถแบบนี้จริงๆ
ดูท่าระบบยังมีฟังก์ชันอีกมากที่ตนต้องขุดคุ้ยให้เจอ ต่อไปมีเวลาว่างก็หาโอกาสถามบ่อยๆ
แต่เรื่องแค่นี้ยังต้องใช้ค่าชื่อเสียงด้วย? ช่างเถอะ ยังไงค่าชื่อเสียงก็เยอะอยู่แล้ว พันนึงก็ไม่ได้ถือว่ามากมาย หลินจือไปจ่ายไปทันที
ครู่ต่อมา ผลการตรวจสอบจากระบบก็ออกมา:
“จางซีหยางในตอนนี้มีค่าการขับร้อง 82”
หลินจือไปถึงกับตะลึง เขาเพิ่งจะมีแค่ 41 เอง พูดง่ายๆ ก็คือจางซีหยางมีทักษะการร้องที่ดีกว่าตนถึงสองเท่า
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลินจือไปถามว่า
“ค่าทักษะการร้องของราชาราชินีเพลงอยู่ที่เท่าไหร่?”
เฟยหงตอบ:
“ราชาราชินีเพลงของบลูสตาร์จะมีค่าทักษะการร้อง 80 ขึ้นไป”
หลินจือไปถามต่อ:
“แล้วของโจวหานจิ้นละ?”
เฟยหงตอบอีกครั้งว่า:
“ผู้ที่จะถูกตรวจสอบค่าต้องอยู่ห่างจากโฮสต์ไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร”
หลินจือไปเลิกคิ้วเล็กน้อย แสดงว่าทักษะการร้องของจางซีหยางถึงเกณฑ์ราชาเพลงแล้วน่ะสิ?
ถ้าทักษะการร้องของเขาถึงระดับราชาเพลงแล้ว ออกเพลงดีๆ อีกสักสองสามเพลง
จางซีหยางก็เป็นราชาเพลงจริงๆ ได้แล้วใช่ไหม?
เวลานี้ จางซีหยางเสร็จสิ้นการซ้อม เดินลงจากเวทีมาหาหลินจือไปพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”
“เดิมทีอยากจะถามว่ามีอะไรให้ผมช่วยไหม แต่ดูท่าตอนนี้คงไม่ต้องแล้ว
เหล่าจางนี่กะจะไปเอาแชมป์รายการเลยเหรอครับ”
หลินจือไปพูดด้วยรอยยิ้ม
ต่อให้ไม่มีการเทียบค่าตัวเลข เมื่อครู่หลินจือไปก็สัมผัสได้ถึงทักษะการร้องเพลงที่ทรงพลังของจางซีหยางแล้ว
มีโอกาสคว้าแชมป์รายการนี้ได้อย่างแน่นอน
“ก็ไม่แน่หรอกครับ”
จางซีหยางกล่าว
“หลังจากนี้คงต้องฝากให้อาจารย์ไป๋ตี้ช่วยดูแลเยอะๆ เลยครับ”
หลินจือไปไม่เลี่ยงประเด็น:
“ผมกำลังเตรียมเพลงใหม่ให้คุณอยู่ แต่ยังต้องใช้เวลาอีกหน่อย”
จางซีหยางมีระดับการร้องถึงเกณฑ์ราชาเพลงแล้ว พี่สาวไม่ได้บอกเหรอว่าที่แผนกของเธอไม่มีราชาเพลง?
ตนสามารถผลักดันให้จางซีหยางกลายเป็นราชาเพลงเต็มตัวได้
“งั้นผมจะรอข่าวจากอาจารย์ไป๋ตี้นะครับ”
จางซีหยางพูดด้วยความคาดหวัง
ทั้งสองคุยกันอีกสักพัก หลินจือไปก็ขอตัว ไม่รบกวนการซ้อมของเขาแล้วหันไปเยี่ยมหลินโสวจัว
เวลานี้หลินโสวจัวกำลังปรึกษาหารือบางอย่างกับครูสอนดนตรี ดูเหมือนจะเจอปัญหาเข้า
“โสวจัว”
หลินจือไปเรียก
พอหลินโสวจัวเห็นหลินจือไปก็รีบวิ่งมาด้วยความตื่นเต้น
“คุณอามาได้ไงครับ?”
“มาดูว่านายซ้อมเป็นไงบ้าง ยังไงนายก็เป็นคนที่ฉันแนะนำเข้ารายการนะ”
หลินจือไปพูดด้วยรอยยิ้ม
หลินโสวจัวยิ้มเจื่อน
“ผมกำลังซ้อมเพลง ดับทุกข์ อยู่เลยครับ เทปแรกอยากให้ออกมาชัวร์หน่อย
แต่ครูโปรดิวเซอร์เพลงของเราบอกว่าควรมีการเรียบเรียงใหม่บ้าง ไม่อย่างนั้นจะขาดความแปลกใหม่
แต่ตอนนี้เรายังหาแนวทางดัดแปลงไม่ได้เลยครับ เรื่องนี้อาจต้องรบกวนคุณอาแล้ว เพราะยังไงเพลงนี้ก็เป็นผลงานของคุณอา”
หลินจือไป:
“…”
ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่เลยว่าตัวเองคงไม่พลาด พอมาปุ๊บก็เจอปัญหาใหญ่เข้าให้อย่างจัง
จะดัดแปลงเพลง ดับทุกข์? คุณอาคนนี้ทำไม่ได้หรอกนะ!
อีกอย่างเพลงนี้ก็ไม่มีเวอร์ชันดัดแปลงดังๆ ด้วย
แต่พอเห็นสายตาคาดหวังของหลินโสวจัว หลินจือไปก็ไม่อาจพูดตรงๆ ออกมาว่าตนไม่มีปัญญาทำ
“ครูโปรดิวเซอร์พูดถูก”
หลินจือไปกล่าวว่า
“เทปแรกนายควรมีอะไรที่แปลกใหม่หน่อย ฉันมีเพลงอยู่พอดี…”
หลินโสวจัวดวงตาเป็นประกาย:
“เพลงใหม่!?”
หลินจือไปพยักหน้า เขาตัดสินใจจะให้หลินโสวจัวร้องเพลง ‘คนแบบฉัน’
เดิมทีเพลงนี้ก็ตั้งใจจะเอาไว้ให้หลินโสวจัวอยู่แล้ว เพียงแต่หลินจือไปไม่คิดว่าจะต้องเอาออกมาเร็วขนาดนี้
แต่บรรยากาศพาไปแล้ว ตนเองที่เป็นถึงอาจารย์ไป๋ตี้กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
บรรยากาศน่าอึดอัด รีบเอาเพลงนี้ออกมาก่อนแล้วกัน
“เจ๋งไปเลย!”
หลินโสวจัวดีใจ
“ขอบคุณครับคุณอา!”
หลินจือไปขบขัน:
“นายไม่สงสัยคุณภาพเพลงใหม่หน่อยเหรอ?”
หลินโสวจัวตอบทันทีว่า:
“ขอแค่เป็นเพลงที่อาเขียน ผมก็ชอบหมดครับ!”
ปากหวานจริงๆ
หลินจือไปพยักหน้า:
“งั้นฉันจะส่งเพลงใหม่ให้นายนะ”
โชคดีที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว ส่งทั้งโน้ตเพลงและเนื้อร้องไปให้หลินโสวจัวทางมือถือ
ไม่ใช่ทุกเพลงที่จะต้องเอาลงชาร์ต ยกให้หลินโสวจัว แล้วอาศัยรายการ I Am a Singer เผยแพร่
ก็น่าจะสร้างกระแสได้เหมือนกัน
ไม่นานหลังจากนั้น หลินโสวจัวติดต่อไปยังมิวสิคไดเรกเตอร์ของรายการ
“ผมตัดสินใจแล้วว่าเทปแรกจะร้องเพลงใหม่ครับ!”
เพลงใหม่? มิวสิคไดเรกเตอร์ขมวดคิ้ว
“ไม่เสี่ยงไปเหรอ!”
หลินโสวจัวกล่าวอย่างจริงจัง
“ผมว่าคนฟัง ดับทุกข์ กันจนเบื่อแล้ว ต่อให้ดัดแปลงก็คงยากจะสร้างความประทับใจได้ สู้ร้องเพลงใหม่ไปเลยดีกว่า”
“เพลงใหม่เป็นดาบสองคมนะ”
ไดเรกเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายอยากใช้ความแปลกใหม่เพื่อเอาชนะ แต่ดาบสองคมนี้ก็อาจย้อนมาทำร้ายตัวเองได้เหมือนกัน ดับทุกข์ มีฐานแฟนคลับอยู่แล้ว…”
“แต่ไม่มีแนวทางดัดแปลงที่ดีเลยนี่ครับ”
หลินโสวจัวพยายามยกเหตุผลมายัน แต่ไดเรกเตอร์กลับขมวดคิ้วแน่น
หลินโสวจัวยืนกรานว่า:
“ยังไงผมก็ตัดสินใจแล้ว เทปแรกต้องร้องเพลงใหม่ของอาจารย์ไป๋ตี้…”
“เพลงใหม่ของใครนะ?”
ไดเรกเตอร์อึ้งไป
“อาจารย์ไป๋ตี้ไงครับ”
หลินโสวจัวบอก
ไดเรกเตอร์เงียบไปสักพัก จู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าเผยรอยยิ้ม
“พอคิดดูดีๆ อันที่จริงร้องเพลงใหม่ก็ใช่ว่าจะแย่เสมอไป…”
[1] งานชุนหว่าน (春晚) เป็นชื่อย่อของ 春节联欢晚会 ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์พิเศษที่ถ่ายทอดสดในคืนก่อนวันตรุษจีน