ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 73 ศึกแรกของคุนเผิง
ตอนที่ 73 ศึกแรกของคุนเผิง
หลังจากมอบเพลงใหม่ให้หลินโสวจัว หลินจือไปก็ไปยังห้องทำงานของหลินเชิ่งเทียน
เมื่อถึงหน้าห้องทำงาน หลินจือไปกลับได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวของพี่ชายดังมาจากข้างในว่า
“นายก็จะไปด้วยเหรอ?
หลินเป้าเสนอเงื่อนไขอะไรให้นายกัน?
ตอนนั้นฉันเอารายการที่ดังที่สุดในมือให้นายเป็นพิธีกร รายการใหม่คราวนี้ฉันก็นึกถึงนายเป็นคนแรก แต่นายกลับตอบแทนฉันแบบนี้น่ะเหรอ?
เมื่อสองสามวันก่อนยังบอกฉันว่าป่วยอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?
คงเพราะช่วงนั้นหลินเป้ากำลังเจรจาเงื่อนไขกับนายอยู่สินะ?
ยอมเป็นหัวไก่ดีกว่าเป็นหางหงส์ แผนกวาไรตี้ของเขามีพิธีกรชื่อดังตั้งมากมาย นายคิดว่าไปแล้วจะมีที่ยืนเหรอ?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาฉันดูแลนายยังไง นายบอกได้ไหมว่าฉันไม่ดีตรงไหน?”
“โปรดยกโทษให้ด้วยครับ คนเรามุ่งสู่ที่สูงกว่าเสมอ”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น จากนั้นชายคนหนึ่งก็เดินออกมาพร้อมสีหน้าหนักใจ
เพราะความรีบร้อนจึงชนเข้ากับไหล่ของหลินจือไป เขาจ้องหลินจือไปแวบหนึ่ง แล้วรีบจากไปทันที
หลินจือไปเดินเข้าไปในห้องทำงาน
เห็นพี่ชายหลินเชิ่งเทียนยืนอยู่ตรงหน้าต่างด้วยสีหน้าที่ดูแยยิ่งกว่าชายที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่เสียอีก
“เกิดอะไรขึ้น?”
หลินจือไปพอจะคาดเดาเรื่องราวได้ แต่ก็ยังเอ่ยปากถามไปประโยคหนึ่ง
หลินเชิ่งเทียนเห็นน้องชาย สีหน้าก็อ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดว่า
“พิธีกรของเราจะย้ายไปอยู่กับหลินเป้า คำสั่งย้ายที่รองผู้จัดการลงนามก็เอามาให้แล้ว”
“หลินเป้า”
หลินจือไปส่ายหัว
“หมอนั่นใช้วิธีหยาบเกินไปแล้ว”
หลินเป้าเป็นลูกชายคนเล็กของลุงรอง นิสัยห้าว อารมณ์ร้อนเหมือนพี่ชายของเขา
แม้แต่สุนัขที่คฤหาสน์เฉิงหนานยังไม่อยากเข้าใกล้ ทำงานอยู่ในแผนกวาไรตี้ รับผิดชอบแผนกวาไรตี้ที่หนึ่ง มีตำแหน่งในนามเทียบเท่าหลินเชิ่งเทียน
หลินเชิ่งเทียนพูดอย่างจนใจ
“ก็หยาบแหละ แต่พิธีกรอยากไป พี่ก็หมดหนทาง จะบังคับให้เขาอยู่ต่อก็ไม่ได้ อย่างเจ้าตัวคงหมดใจจะอยู่กับเราแล้ว”
หลินจือไปถามว่า
“จะมีผลกระทบไหม?”
หลินเชิ่งเทียนพยักหน้า
“ไม่มีผลกระทบอะไรหรอก เดิมทีแค่จะให้เขาประกาศผลอันดับสุดท้ายของนักร้อง พี่ก็แค่ไม่พอใจกับเรื่องนี้แหละ”
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบกับตัวรายการจริงๆ
บรรดานักร้องตัวหลักจะต้องสลับกันมาเป็นพิธีกรรับเชิญเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว
นอกจากนี้ รายการยังมีผู้จัดการชั่วคราวให้กับนักร้องแต่ละคนด้วย
หลินเป้าอาจยังไม่รู้ประเด็นนี้ คิดว่าแค่ดึงพิธีกรจากตรงนี้ไปก็จะทำให้รายการของหลินเชิ่งเทียนได้รับผลกระทบใหญ่
เวลานี้เอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก
จากนั้นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นตรงมุมปากก็ปรากฏขึ้น
“เสี่ยวเทียนช่วยหน่อยสิ เอกสารที่หลิวอู่ส่งมาให้ฉัน นายยังไม่ได้เซ็นเลย…
โอ้โห นี่มันน้องไป๋ของฉันไม่ใช่เหรอ? ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีแล้วสินะ!“
“สามปีครับ”
หลินจือไปมองคนที่มาด้วยรอยยิ้มจางๆ
คนคนนี้ก็คือหลินเป้า เหตุการณ์ที่คฤหาสน์เฉิงหนานในครั้งนั้น อีกฝ่ายก็มีส่วนร่วมด้วย หลินจือไปจำขึ้นใจมาตลอด
“ยังเรียนอยู่สินะ ร่างกายหายดีหรือยังละ?”
หลินเป้าพูดด้วยรอยยิ้มเยาะ
“ตั้งใจเรียนพัฒนาตัวเองทุกวันละ”
หลินจือไปกลับยกมือแตะมุมปากเบาๆ
“รอยแผลนี่ยังอยู่เลยนะ ลุงรองลงมือไม่ปรานีจริงๆ”
รอยยิ้มหลินเป้าพลันแข็งค้าง
ตอนนั้นหลินจือไปบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล หลินตงเรียกร้องให้คุณปู่ชี้แจง
คุณปู่มองไปที่ลุงรอง จากนั้นลุงรองก็ลงมือกับหลินเป้าเสียอ่วม รอยแผลที่มุมปากของเขาก็เกิดจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นแหละ
หลินเป้าส่งเสียงฮึดฮัด ตบเอกสารลงบนโต๊ะพลางกล่าว
“เซ็นสิ”
หลินเชิ่งเทียนไม่อยากเสียเวลา หลังจากอ่านเนื้อความเสร็จก็เซ็นทันที
“เชิญออกไปได้เลย ไม่ส่งนะ”
“ยังไงฉันก็เป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่านาย”
หลินเป้ายิ้มเหยียดหยัน
“ทำสีหน้าแบบนี้ให้ใครดูกัน?”
“จะเอายังไงละ สู้กันสักตั้งไหม?”
หลินเชิ่งเทียนมองหลินเป้า
หลินเป้าหยิบเอกสารแล้วก็เดินออกไป เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินเชิ่งเทียน หมอนี่บ้าการออกกำลังกายสุดๆ วันๆ เอาแต่ทำงานกับยกเวท
พอเดินถึงประตู หลินเป้าก็หันมายิ้มพลางกล่าวว่า
“หลินซีโชคดีนะที่มีไปตี้ในทีม เชิ่งเทียนแผนกนายละมีไปตี้บ้างหรือเปล่า?
ถ้าไม่มีใครมาช่วยกอบกู้ แผนกของนายก็คงไปไม่รอดแล้วมั้ง?
ฉันเดินเข้ามายังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เงียบเหงาไร้ชีวิตชีวาเลย ต้องพยายามให้มากขึ้นแล้วละ”
“ไม่ใช่ว่าผมก็มาแล้วเหรอ?”
หลินเชิ่งเทียนกำลังจะพูด แต่หลินจือไปกลับเอ่ยปากขึ้นเสียก่อน
หลินเป้าผงะ ก่อนหัวเราะเยาะออกมา
“มันเกี่ยวอะไรกับนายละ?”
“เดาดูสิครับ”
หลินจือไปกะพริบตา
หลินเป้าขมวดคิ้ว กลับไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่ตอนเดินออกไปจงใจปิดประตูเสียงดังปัง
“ดูเหมือนเขาคงยังไม่รู้ว่านายคือไปตี้”
หลินเชิ่งเทียนพูดขึ้น
หลินจือไปกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“ผมก็แปลกใจอยู่หน่อยๆ สมกับเป็นเจ้าโง่อันดับหนึ่งแห่งรุ่นสามของตระกูลหลิน
คนอื่นๆ คงรู้กันหมดแล้ว เดาว่าพวกนั้นคงแอบสร้างกรุ๊ปแชทเล็กๆ ไว้คุยกันลับหลัง ครอบครัวเราหลายกลุ่มเลย”
“ไม่เป็นไรหรอก”
หลินเชิ่งเทียนพูดเสียงต่ำ
“พวกเขาขวางพี่กับพี่สาวได้ แต่กลับขวางนายไม่ได้เลย”
นักแต่งเพลงหาเลี้ยงตัวด้วยพรสวรรค์ ไม่เหมือนหลินเชิ่งเทียนกับหลินซี หรือแม้แต่พ่อ ที่จำเป็นต้องพึ่งทรัพยากรต่างๆ นานา
“แต่เมื่อกี้พี่น่าจะซัดไปจริงๆ”
หลินจือไปพูดอย่างเสียดาย
“เขาสู้พี่ไม่ได้หรอก แถมพวกเรายังสองต่อหนึ่ง”
หลินเชิ่งเทียนหลุดขำ
“เป็นเด็กน้อยหรือไง ยังต่อยกันอีกเหรอ?”
หลินจือไปเอ่ยต่อ
“เมื่อสามปีก่อนพี่ก็ไม่ใช่เด็ก ทำไมถึงไปมีเรื่องกับพวกเขาที่คฤหาสน์เฉิงหนานละ?
ไม่ใช่ผมไม่เห็นนะว่าตอนพี่กลับมาสะบักสะบอมไปทั้งตัว”
หลินเชิ่งเทียนไม่ตอบ
ส่วนหลินเป้ากลับไปถึงห้องทำงานของตัวเองก็หยิบมือถือออกมาเปิดกรุ๊ปแชทเล็กๆ ขึ้นมาพิมพ์ข้อความ
หลินเป้า:
“ไปตี้คือใคร?”
รุ่นที่สามของตระกูลหลินทุกคนอยู่ในกลุ่มนี้กันหมด ยกเว้นครอบครัวของหลินจือไป หัวหน้ากลุ่มคือหลินกง ลูกชายคนโตของบ้านลุงใหญ่ ชื่อกลุ่มว่า ‘เหล่าผู้สืบทอด’
ครู่หนึ่งก็มีคนมาตอบหลินเป้าในกลุ่ม
หลินหลิว:
“นายน่าจะเป็นคนโง่คนสุดท้ายในกลุ่มนี้แล้ว”
หลินเป้า:
“หลินหลิว แกหมายความว่าไงวะ!”
หลินหู:
“โง่จริงนะเอ็ง ไปตี้ก็คือหลินจือไปไง!”
สีหน้าหลินเป้าพลันเปลี่ยนไปทันที
ไม่ใช่เพราะถูกหลินหูด่า เสือกับเสือดาวยังอยู่ในพงไพรเดียวกัน นี่พี่ชายแท้ๆ ของเขาย่อมไม่กล้าพูดขัดคำ
สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือ ไปตี้ก็คือไอ้หลินจือไปนั่น!
ทุกคนในกลุ่มรู้กันหมด มีแค่เขาที่ยังไม่รู้เรื่อง แถมไม่มีใครในกลุ่มพูดถึง!
หลินเป้า:
“หลินจือไปอายุเท่าไหร่กัน?”
ไม่มีใครสนใจตอบ หลินเป้ายังคงพิมพ์ต่อ
หลินเป้า:
“ฉันเพิ่งเจอมันที่ห้องทำงานหลินเชิ่งเทียน หลินเชิ่งเทียนทำรายการวาไรตี้ใหม่”
หลินหลิว:
“คงให้หลินจือไปไปช่วยละมั้ง ฉันก็ได้ยินเรื่องรายการนี้เหมือนกัน จะสำเร็จเหรอ?”
หลินเป้า:
“สำเร็จหรือไม่ไม่สน ยังไงพิธีกรของมันก็โดนฉันดึงตัวมาแล้ว เจอดีละงานนี้”
หลินหลิว:
“ทำได้ดีมาก!”
หลินหลิวก็อยู่ในแผนกเพลง มีปัญหากับหลินซีประจำ ก่อนหน้านี้จางซีหยางกลับมาโด่งดังอีกครั้ง ทำให้หลินหลิวโมโหไม่น้อย
เดิมทีจางซีหยางเป็นศิลปินในแผนกของเธอ ตอนนั้นหลินหลิวเฉดหัวเขาออกไป คิดไม่ถึงว่าจะกลับมาแจ้งเกิดได้ด้วยความช่วยเหลือของไปตี้
ขณะเดียวกัน หลินหลิวก็ได้ยินว่าจางซีหยางจะไปร่วมรายการวาไรตี้ใหม่ของหลินเชิ่งเทียนด้วย
น่าเสียดายที่เธอไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเรื่องนี้
แต่หลินหลิวก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายการนี้เท่าไหร่ เรื่องวุ่นวายในแผนกวาไรตี้ของหลินเชิ่งเทียน คนรุ่นสามต่างก็รู้กันดี
ทุกคนคอยหาโอกาสขัดขาเขาเสมอ สามารถบีบคอหลินเชิ่งเทียนได้ง่ายๆ ต่อให้เขามีแผนการแค่ไหนก็ไร้ทางออกอยู่ดี
รายการวาไรตี้ใหม่เหรอ? ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องล้มเหลวต่อไป
อย่างไรเสียภายใต้การเล่นงานจากทุกคนตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลินเชิ่งเทียนก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนเส้นทางแห่งความล้มเหลวมาตลอด
ตกเย็น หลินเชิ่งเทียนขับรถกลับบ้านพร้อมกับหลินจือไปอีกครั้ง
“พี่ครับ เมื่อไหร่พี่จะได้เลื่อนตำแหน่งละ?”
หลินจือไปถามขึ้น
หลินเชิ่งเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“แผนกวาไรตี้ในเสินฮว่ามีสิบแผนก พี่เป็นหัวหน้าแผนกที่แปด
ถ้าจะเลื่อนตำแหน่งพี่ต้องทำผลงานให้ชนะหัวหน้าแผนกทั้งเก้าให้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่รายการเดียวจะทำได้”
“แผนกวาไรตี้แต่ละแผนกมีแค่รายการเดียวเหรอ?”
“ไม่แน่เสมอไป แผนกของหลินเป้ามีสามรายการที่ทำพร้อมกัน ตอนนี้หนึ่งในนั้นก็กำลังออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เสินฮว่าช่วงห้าทุ่ม”
“แล้วแผนกที่แปดละ?”
“ก่อนหน้านี้แผนกที่แปดมีรายการเดียวคือ ‘Celeb Talk’ เป็นรายการที่เชิญแขกมานั่งพูดคุยกัน โดยแขกรับเชิญส่วนใหญ่จะเป็นดาราชื่อดังในบริษัท บางทีก็เชิญศิลปินของหนานเซินหรือเทียนกวงมาด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างสามบริษัทยักษ์ใหญ่ซับซ้อนพอสมควร การร่วมมือกันในระดับนี้เลยถือเป็นเรื่องปกติ”
ชะงักไปครู่หนึ่ง หลินเชิ่งเทียนก็ถอนหายใจ
“แต่รายการนี้คงต้องตัดจบเพราะเรตติ้งตกลงเรื่อยๆ นี่ก็อาจเป็นเหตุผลที่หลิวอู่รีบร้อนจะไป โชคดีที่พี่มีรายการใหม่แล้ว”
หลิวอู่ก็คือพิธีกรที่ถูกดึงตัวไป
หลินจือไปถามว่า
“เขารู้เรื่องแผน I Am a Singer ไหม?”
หลินเชิ่งเทียนตอบ
“เขายังไม่รู้แผนรายการ ไม่กี่วันก่อนบอกกับพี่ว่าป่วยเลยเลื่อนการเข้าร่วมซ้อมมาตลอด แต่ถึงจะรู้ก็ไม่เป็นไรหรอก รายการจดทะเบียนลิขสิทธิ์แล้ว บริษัทอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ ส่วนแผนกวาไรตี้อื่นในบริษัทก็ยิ่งไม่มีทางลอกได้”
หลินจือไปหรี่ตาลงเล็กน้อย หลิวอู่คนนี้ก็ไม่ต่างจากเลือกข้างผิดเข้ากองทหารก๊กมินตั๋งปี 1949 เลย
เมื่อก่อนพี่ชายลำบาก แต่พอมี I Am a Singer สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
นอกจากนี้ ตนเองยังมี I Love Lyrics อยู่ในมืออีก ในเมื่อแผนกของพี่ชายมีศักยภาพ ไม่สู้เอารายการนี้ให้เขาไปด้วยดีกว่าหรือ
ถ้ารายการเดียวไม่พอ ก็เอาไปสอง สองรายการแล้วยังไม่พอ?
ทำออกมาสามรายการก็ยังไหว ฟังก์ชันสั่งทำของระบบนั้นครอบคลุมมาก
หลินจือไปไม่ใช่แค่สั่งทำเพลงได้เท่านั้น ยังสั่งทำนิยายได้ แน่นอนว่ารายการวาไรตี้ก็รวมอยู่ด้วยเช่นกัน
“เริ่มอัดรายการวันที่สามแล้วกัน”
พอถึงบ้าน พี่ชายก็พูดขึ้น
เขาตกลงกับทุกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว รวมถึงได้แจ้งทางแผนกประชาสัมพันธ์แล้วด้วย
แม้สถานการณ์จะไม่ดี แต่ถ้าบริษัทมีรายการใหม่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็ต้องช่วยผลักดันอยู่แล้ว
เป็นไปตามคาด คืนนั้นหลินจือไปเห็นตัวอย่างโปรโมตของ ‘I Am a Singer’ บนเสินฮวาวิดีโอ ซึ่งเป็นไปตามแผนงานทุกอย่าง
“เสียงคำรามของใครคนหนึ่งดังกรึกก้องกว่าการเติบโตของกลุ่มคน
ความสิ้นหวังชั่วขณะของใครคนหนึ่งอาจหมายถึงการตายจากไปหนึ่งครั้ง
ชีวิตจะถูกต่อเติมหรือสิ้นสุดลงด้วยมือตน? ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจในทุกเสี้ยววินาที
ดนตรีไม่ใช่จุดหมาย แต่คือสภาวะของการมีชีวิต เชิญสงสัยในตัวฉัน หัวเราะเยาะฉัน ทำร้ายฉัน
ฉันใช้เงาหลังทักทายชีวิต ทำไมต้องร้องเพลง? ก็เพื่อให้เราไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป”
คลิปโปรโมตเร้าอารมณ์มาก ภาพก็ถูกทำออกมาอย่างสวยงามประณีต
เสียงตอบรับของชาวเน็ตค่อนข้างดี ตอนนี้มีคอมเมนต์แล้วหลายร้อยข้อความ
‘คำโปรยเจ๋งมากเลย!’
‘นี่คือรายการใหม่ของเสินฮว่าเหรอ?’
‘นักร้องเจ็ดคนแข่งกัน ไอเดียสร้างสรรค์ทีเดียว มีใครบ้างละ?’
‘มีราชาเพลงหรือราชินีเพลงไหม?”
‘ราชาเพลงกับราชินีเพลง คงไม่มาลงแข่งรายการแบบนี้หรอก พวกเขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยวิธีนี้แล้ว ถ้วยรางวัลจากเวทีใหญ่ๆ มีล้นห้องสมุดแล้ว’
‘แต่ไอเดียรายการนี้ก็ดูน่าสนใจดีนะ’
‘ให้นักร้องมาประชันกันเหรอ? ได้ยินว่าเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง’
‘ว่ากันว่าจางซีหยางจะเข้าร่วมด้วย’
‘ไม่ใช่ว่าจางซีหยางไม่รับงานวาไรตี้เหรอ?’
‘ถ้ามีจางซีหยาง งั้นฉันจะลองดูหน่อยละกัน’
‘ได้ยินว่าถ้าลงทะเบียนจะมีสิทธิ์ได้ตั๋วเข้าชมตอนอัดรายการด้วยละ ฉันจะลองลงทะเบียนดูแล้วกัน’
หลินจือไปหรี่ตาลงเล็กน้อย
รายการวาไรตี้นี้ไม่ใช่แค่รายการใหม่ของพี่ชายอย่างหลินเชิ่งเทียน แต่ยังเป็นศึกแรกของคุนเผิงด้วย!