ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 75 ผู้ชมใจโลเล
ตอนที่ 75 ผู้ชมใจโลเล
สำหรับนักร้องหนุ่มอย่างหลินโสวจัว ความประทับใจของผู้ชมทั้งหมดมาจากเพลงดับทุกข์
เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมจนถึงตอนนี้เพิ่งผ่านมาแค่สี่เดือน
แต่ก็ยังคงเป็นเพลงฮิตที่ได้รับความนิยมสูงมาก อัตราการขอเปิดเพลงนี้ในร้านคาราโอเกะก็ยังสูงมาก แสดงให้เห็นว่าความนิยมในการร้องตามไม่มีปัญหาเลย
นี่คือข้อได้เปรียบของหลินโสวจัว และก็เป็นข้อเสียเปรียบของเขาด้วยเช่นกัน
เขายังเด็กเกินไปและมีผลงานเพียงชิ้นเดียวที่ใช้เป็นหลักประกัน จึงดูไม่ค่อยจะมีอะไรให้คาดหวังมากนัก
อย่างไรนักร้องก่อนหน้านี้ก็ล้วนเป็นสายคุณภาพ ต่อให้นักร้องสาวคนก่อนหน้ายังอายุไม่มากเหมือนกัน แต่เธอกลับมีประสบการณ์บนเวทีมากมาย
เมื่อหลินโสวจัวเข้ามาอยู่ท่ามกลางนักร้องเหล่านี้ เขากลับดูไร้พิษภัยราวกับหนุ่มหน้าใสที่ต้องเผชิญหน้ากับคนรุ่นใหญ่
ทำให้ผู้ชมอดรู้สึกกังวลใจไม่ได้ว่าเขาจะไหวจริงหรือเปล่า
จะไหวไม่ไหว ร้องแล้วก็รู้เอง
หลินโสวจัวไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก พอขึ้นเวทีก็หลับตา วงดนตรีสดเริ่มบรรเลงอินโทรเปียโน
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีต่อมา หลินโสวจัวก็ลืมตาขึ้น น้ำเสียงทุ้มลึกปนแหบพร่าเล็กน้อย
“คนอย่างฉันที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้
ควรจะมีชีวิตที่เปล่งประกาย
ทำไมตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
ถึงยังคงล่องลอยอยู่ท่ามกลางผู้คน…”
บนจอขนาดใหญ่ด้านหลังเวทีปรากฏเนื้อเพลงขึ้นมา
เนื้อเพลงที่เรียบง่าย ทำนองที่ค่อยๆ ขับร้องอย่างไม่เร่งรีบ ได้สร้างบรรยากาศบางอย่างขึ้นมา
ผู้ชมในฮอลล์ต่างเผยสีหน้าที่ประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เนื้อเพลงกำลังสื่อ
‘เพลงอะไรเนี่ย? ไม่เคยได้ยินเลย’
‘เพลงใหม่!’
‘เพลงใหม่ของไป๋ตี้!’
‘บนจอใหญ่เขียนไว้! เนื้อร้องไป๋ตี้ ทำนองไป๋ตี้ เรียบเรียงไป๋ตี้!’
‘น่าสนใจแฮะ’
‘สไตล์ให้ความรู้สึกคล้าย ดับทุกข์ แต่เมโลดี้คนละแบบกันเลย สิ่งที่เหมือนก็คือเนื้อร้องที่ชวนให้คนสะท้อนใจ’
ท่ามกลางการพูดคุย เสียงร้องเพลงยังคงดำเนินต่อไป
หลินโสวจัวดูราวกับกำลังพูดกับตัวเอง เขาจมอยู่ในโลกของตัวเองอย่างสมบูรณ์ แบ่งปันความรู้สึกออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“คนอย่างฉันที่ชาญฉลาดเช่นนี้
ควรจะบอกลาความไร้เดียงสาไปนานแล้ว
ทำไมยังคงใช้ความรักครั้งหนึ่ง
แลกกับบาดแผลทั่วร่างกาย…”
ตอนที่หลินโสวจัวยังเด็ก เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างมาก
แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เขาก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่าตัวเขาอาจจะไม่ได้พิเศษขนาดนั้น
ความรู้สึกเหมือนจมหายไปเป็นเพียงหนึ่งในผู้คนธรรมดา ทำให้เขาเจ็บปวดไม่อาจยอมรับมัน
แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย เขาเคยพยายามหนีออกจากสภาพเดิมๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะไปที่ไหน
หลินโสวจัวดีใจมากที่อาจารย์ไป๋ตี้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา
เพลงนี้ถ่ายทอดความรู้สึกของเขา ถ่ายทอดความคิดของเขา และยังถ่ายทอดความรู้สึกของผู้คนธรรมดาจำนวนมากบนโลกใบนี้
ใช่แล้ว เพลงนี้ไม่ได้เขียนถึงหลินโสวจัว หรืออาจจะบอกว่าทุกคนต่างก็เป็นหลินโสวจัวกันทั้งนั้น
ทุกคนน่าจะเคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองคือตัวเอกของโลกใบนี้
โลกใบนี้ดำรงอยู่และหมุนไปได้เพราะตัวเรา การรับรู้แบบนี้มักพังทลายลงหลังเจอเหตุการณ์ที่เราไม่อาจควบคุมได้
ผู้ชมใต้เวทีค่อยๆ เงียบลง
ไม่มีใครกระซิบคุยกันอีกต่อไป เพียงแค่จับจ้องไปยังร่างบนเวทีและฟังเพลงที่แตกต่างจากเพลงก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
“คนอย่างฉันที่สับสน
คนอย่างฉันที่ตามหา
คนอย่างฉันที่ใช้ชีวิตไร้ความสำเร็จ
เธอพบคนแบบนี้มากมายเท่าไหร่…”
ฟังเสียงเพลงไป อ่านเนื้อร้องไป หัวใจของผู้ชมก็ถูกสะกิดทีละเล็กทีละน้อย
ถ้าก่อนหน้านี้ทุกคนได้ฟังเสียงสูงทรงพลังกันมามากมายจนจมอยู่ในอารมณ์ฮึกเหิม
เพลงนี้ก็ใช้ความเรียบง่ายที่ตรงไปตรงมาดึงทุกคนกลับสู่ความเป็นจริง
ใช่แล้ว พวกเราส่วนใหญ่ต่างก็สับสนและใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย พยายามหนีจากสภาพนี้แต่ก็ไม่รู้จะไปที่ไหน
โดยเฉพาะผู้ชมที่ยังอายุน้อย หลายคนอาจเพิ่งเดินออกจากรั้วโรงเรียน หรือกำลังจะจบมหาวิทยาลัย
พอลาจากหอคอยงาช้างแห่งวัยเรียนแล้ว หนทางต่อไปข้างหน้าอยู่ที่ไหนกัน?
เมื่อเข้าใจเนื้อเพลง ก็เริ่มตระหนักได้ว่าตัวเองเริ่มกลายเป็นคนโลกสวยน้อยลง
ความรู้สึกว่าตัวเองกลืนหายไปท่ามกลางผู้คน แม้แต่คนที่ปล่อยวางที่สุดก็ยังอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ใช่ไหม?
“คนอย่างฉันที่ธรรมดาสามัญ
ไม่เคยชอบเสแสร้งทำตัวลึกซึ้ง
แต่ทำไมเมื่อได้ยินเพลงเก่า
จู่ๆ ก็เผลอใจล่องลอยไป…”
เมื่อเพลงร้องมาถึงท่อนนี้ ผู้ชมบางส่วนที่อายุมากกว่า แววตาเริ่มอ่อนลง
ยิ่งคนอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งยอมรับในความธรรมดาและความเป็นจริงของตัวเองได้มากเท่านั้น
แต่ก็เป็นอย่างที่เนื้อเพลงได้กล่าวเอาไว้ พวกเราไม่ใช่คนที่ลึกซึ้งอะไร แต่เมื่อได้ยินเพลงเก่าๆ ก็ยังเผลอใจล่องลอยไป
เหมือนตอนที่เซี่ยอวี่หลงร้องเพลงเก่าก่อนหน้านี้
ตอนแรกทุกคนสนใจเรื่องเวทีกับพลังเสียง ดูการแสดงของนักร้อง
แต่เมื่อฟังไปถึงช่วงท้ายจนคนทั้งฮอลล์เริ่มร้องตามกันโดยไม่รู้ตัว ใครจะมาสนอีกว่าโชว์ของนักร้องเป็นอย่างไร?
มีเพียงความสะท้อนใจให้กับกาลเวลาที่ไหลผ่าน
มีเพียงความเศร้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งรอบตัว
เพียงเพราะเพลงได้สะกิดหัวใจของทุกคน เช่นเดียวกับวินาทีนี้ที่ทำให้หวนนึกถึงเรื่องราวของตัวเอง
ซึ่งเรื่องราวของคนส่วนใหญ่มักจะมีจุดจบที่คล้ายคลึงกัน
“คนอย่างฉันที่อ่อนแอ
ทำสิ่งใดต้องเผื่อใจไว้เสมอ
แต่ทำไมครั้งหนึ่งถึงเคยคิด
จะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อใครบางคน…”
เสียงของหลินโสวจัวลากยาวออกไป เมื่อท่อนฮุคปรากฏขึ้นอีกครั้ง อารมณ์ของเพลงก็ค่อยๆ รุนแรงขึ้นทีละน้อย
แม้ว่าเพลงนี้จะไม่หรูหราเท่า ดับทุกข์ แต่เนื้อเพลงที่เรียบง่ายและจริงใจกลับแทงทะลุหัวใจได้มากกว่า
ทุกประโยคของเพลงล้วนสะท้อนเสียงในใจของผู้ฟังนับไม่ถ้วน
ท้ายที่สุดแล้ว… ใครเล่าจะไม่เคยทุ่มเททุกอย่างเพื่อใครสักคน?
ต่างก็พูดกันว่าดื่มน้ำแข็งสิบปีก็ไมอาจดับโลหิตร้อน ความจริงแล้วช่วงเวลาที่เลือดร้อนไม่ได้มีมากขนาดนั้น
ความขลาดต่างหากที่พบเจอได้บ่อยที่สุด เพียงแต่ต่อให้เป็นคนที่ขี้ขลาดแค่ไหน ก็ย่อมเคยมีวินาทีที่เลือดพลุงพล่านด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
ถ้าจะพูดให้ฟังดูเพ้อเจ้อหน่อยก็คือ ในชีวิตนี้ คุณเคยทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อใครบางคนไหม?
“คนอย่างฉันที่โดดเดี่ยว
คนอย่างฉันที่โงเขลา
คนอย่างฉันที่ไม่ยอมจำนนต่อความธรรมดา
มีอีกกี่คนบนโลกใบนี้…”
ในชั่วขณะนั้น บรรยากาศในฮอลล์ยิ่งเงียบลงกว่าเดิม ดวงตาของใครบางคนเริ่มคลอด้วยน้ำตา
แสงไฟบนเวทีนุ่มนวล หลินโสวจัวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับไปไหน สีหน้าของเขาเรียบเฉย ราวกับสะท้อนความรู้สึกเดียวกันกับผู้ชม
พวกเราต่างไม่ยอมจำนนต่อความธรรมดา เป็นคนโดดเดี่ยวที่โงเขลา
เวทีนี้ต้องการเสียงสูงที่ระเบิดอารมณ์ ต้องการอารมณ์ความรู้สึกเพื่อปลุกความทรงจำในอดีต ต้องการการโชว์เทคนิคอันแพรวพราวเพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพ
ต้องการสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสความหลากหลายของดนตรี
และยังต้องการคนแบบหลินโสวจัวที่ร้องอย่างแผ่วเบา พูดอย่างอ่อนโยน และปลอบประโลมหัวใจผู้คนอย่างเงียบสงบ
“คนอย่างฉันที่ไร้เหตุผล
จะมีใครสักคนรู้สึกสงสารบ้างไหม?”
ความเมตตาและความจริงใจเป็นอาวุธชั้นเลิศ ในวงการเพลงบลูสตาร์มีเพลงที่เข้าถึงจิตใจมากมาย
แต่จะมีสักกี่เพลงที่เข้าถึงหัวใจของผู้คนได้อย่างแท้จริง?
จะมีใครที่สงสารฉันบ้างไหม?
นี่คงเป็นความปรารถนาสากลของมนุษย์ จึงทำให้เพลงนี้เข้าไปถึงหัวใจคน
ฟังดูเหมือนประโยคปิดท้ายที่เรียบง่ายของหลินโสวจัว แต่กลับพุ่งตรงบาดลึกหัวใจทุกคนได้อย่างแม่นยำ
“บางทีคุณอาจจะค้นพบว่าคุณเองก็เป็น
คนแบบเดียวกับฉัน…”
ผู้ชมบางคนที่อ่อนไหวเริ่มเช็ดน้ำตาเบาๆ
คนที่คุ้นเคยกับเพลง ดับทุกข์ จะสังเกตได้ว่า เพลงนั้นสะท้อนถึงความอดทนและความจำยอมต่อโลกใบนี้
แต่เพลง คนแบบฉัน นี้กลับเป็นการเสียดสีตัวเอง หลังจากผ่านเรื่องราวในชีวิต
พูดถึงความไม่ยอมจำนนต่อความธรรมดา การโหยหาความฝันและโลกที่กว้างใหญ่
สุดท้ายทั้งชีวิตก็ยังคงธรรมดาเหมือนเดิม
ไม่ว่าผืนน้ำผืนฟ้าจะลอยขึ้นหรือตกลงล้วนจางหายไปในสรรพสิ่ง
เธอและฉันต่างก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
ดั่งที่เพลงได้เขียนไว้ ฉันเป็นคนอย่างเธอ เธอเป็นคนอย่างฉัน
บรรยากาศในฮอลล์เงียบสนิท
หลินโสวจัวเอ่ยเบาๆ ว่า
“ผมคือนักร้อง หลินโสวจัวครับ”
ฉันคือนักร้อง
นี่เป็นทั้งชื่อของรายการ แต่ยังเป็นการรำพึงในใจของนักร้องทุกคน หลังจากที่นักร้องทั้งเจ็ดคนกล่าวย้ำคำนี้หลายครั้ง ผู้ชมจึงเริ่มเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของสี่คำนี้
วินาทีต่อมา เสียงปรบมือดังกึกก้อง! เสียงร้องเชียร์ดังสนั่น! มีบางคนผิวปาก!
รายการนี้ได้รับการยอมรับจากทุกคนอย่างสมบูรณ์ แม้จะเป็นเพียงตอนแรก
แต่ด้วยการแสดงระดับสุดยอดของนักร้องทั้งเจ็ดคน ผู้ชมต่างก็ตัดสินใจแล้วว่ากลับไปจะติดตามสนับสนุนรายการนี้ต่ออย่างแน่นอน!
“หลินโสวจัวก็ยอดเยี่ยมเหมือนกันนะ!”
“หลินโสวจัวไม่ตกเป็นรองเลยแม้จะมีตัวท็อปมากมายขนาดนั้นออกมาก่อนหน้านี้ ชวนให้ประหลาดใจจริงๆ ฉันว่าคุณภาพเพลงนี้ไม่แพ้เพลงดับทุกข์เลย วันนี้มาดูคุ้มจริงๆ!”
“ทำไมแต่ละคนถึงเก่งกันขนาดนี้!”
“นี่สินะ คือพลังของนักร้องมืออาชีพ?”
คุณอาจจะพูดได้ว่านักร้องเหล่านี้ส่วนใหญ่หมดความนิยมไปแล้ว หรือพวกเขาอายุมากขึ้นก็ได้
แม้แต่จางซีหยางเองก็เพิ่งกลับมาโด่งดังอีกครั้งไม่นานมานี้
แต่สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถปฏิเสธได้เลยก็คือความสามารถของพวกเขา!
พวกเขาอาจไม่ได้กวาดรางวัลมามากมายเหมือนราชาเพลงหรือราชินีเพลง แต่พวกเขาก็คือราชาที่ไร้มงกุฎในเวทีเพลงแห่งนี้!
“ไอเดียของรายการนี้สุดยอดจริงๆ!”
“เอากลุ่มนักร้องที่เคยรุ่งแต่ตอนนี้อาจจะเงียบหายไปแล้ว แต่ยังคงมีพลังเสียงน่าสะพรึงหรืออาจจะน่ากลัวกว่าเดิมมารวมตัวแข่งกัน ผลลัพธ์ช่างน่าตกตะลึง!”
“บดขยี้รายการแข่งขันเพลงอื่นๆ ไปหมดเลย!”
“พวกเขาคือเสาหลักของวงการเพลง! แต่ละคนอยู่ในระดับที่สามารถเป็นกรรมการได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นรายการนี้จึงไม่ต้องการกรรมการเลย!”
“สุดยอดเกินไปแล้ว!”
“ใครจะกล้าบอกอีกว่ารายชื่อผู้แข่งขันชุดนี้ไม่ยิ่งใหญ่ ได้ฟังพวกเขาร้องเพลงแล้ว คุณยังสนใจอีกเหรอว่าตอนนี้พวกเขาดังแค่ไหน?”
ไม่มีกรรมการ! ไม่มีพิธีกร! ไม่มีการโต้ตอบอะไรมากมาย!
รายการนี้ไม่ใส่สีตีไข่ นักร้องแคร้องเพลงให้จบหนึ่งเพลง แล้วลงจากเวที ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม!
แล้วผลลัพธ์ละ?
นักร้องเหล่านี้ใช้เพียงแค่เสียงร้อง ก็สามารถพิชิตใจผู้ชมทุกคนได้แล้ว!
ก่อนเข้ามา ทีมงานของรายการได้บอกกับผู้ชมทุกคนแล้วว่า หลังจากฟังเพลงจบจะต้องโหวตให้กับนักร้องที่ตัวเองชอบที่สุด
เพราะพวกเขาคือกรรมการของรายการนี้ ตอนแรกทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
ต่างก็คิดว่าพอถึงเวลาก็แค่โหวตให้คนที่ชอบที่สุด โหวตๆ ไปก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ?
แต่ตอนนี้ ทุกคนกลับรู้สึกสับสนวุ่นวายใจขึ้นมา ถึงขั้นไม่กล้าพูดด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบใครมากที่สุด!
“จะโหวตยังไง?”
“ฉันชอบทุกคนเลย!”
“เมื่อก่อนดูรายการแนวนี้ กรรมการมักจะวางท่าทีลำบากใจ ทุกคนร้องดีหมดเลยไม่รู้จะเลือกใคร อันที่จริงก็เป็นศิลปะในการแบ่งคะแนน แต่พอมาถึงวันนี้ที่ฉันต้องเป็นคนเลือกบ้าง กลับไม่รู้จริงๆ ว่าจะโหวตให้ใครดี แต่ละคนโคตรเจ๋ง!”
“เครียดชะมัด!”
“โหวตยากจริงๆ!”
“เกลียดอย่างเดียวที่มีคะแนนให้น้อยเกินไป!”
“ฉันชอบตั้งสี่คนแนะ!”
“ฉันหนักกว่า ชอบตั้งห้าคน!”
“ฉันชอบตั้งหกคน ยังจะมาพูดอะไร?”
“อา!”
“พวกเธอนี่หลายใจเกิน!”
“ไม่เหมือนฉัน หัวใจแตกกระจายเป็นเจ็ดส่วน ชอบทุกคนเลย”
“กลุ้มใจจัง”
ผู้ชมไม่คิดมาก่อนว่าเวลานี้ตัวเองจะสับสนได้ขนาดนี้
ทุกคนสามารถโหวตให้นักร้องได้สามคน แต่ทุกคนกลับคิดว่าไม่ว่าจะเลือกสามคนไหนก็โหดร้ายเกินไปสำหรับนักร้องคนอื่นอยู่ดี
หรือจะพูดได้ว่า ผู้ชมทุกคนต่างชื่นชอบนักร้องในวันนี้อย่างน้อยมากกว่าสามคน
แต่ในเมื่อมีคะแนนให้แค่สามโหวตก็ต้องเลือกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…
ไม่มีทางเลือก กัดฟันโหวตไปแล้วกัน
หลังจากโหวตทั้งสามคะแนนเสร็จ ผู้ชมหลายคนกลับรู้สึกผิดขึ้นมา
หลินจือไปถึงกับเห็นผู้ชมบางคนที่โหวตแล้วกลับรู้สึกเสียดาย วิ่งไปถามทีมงานว่า
“ผมขอเปลี่ยนคะแนนได้ไหมครับ?”
แน่นอนว่าหลินจือไปไม่เปลี่ยนคะแนน แม้ในใจเขาเองจะลังเลอยู่ก็ตาม
สุดท้ายสามคะแนนของหลินจือไป ตกเป็นของจางซีหยาง เซี่ยอวี่หลง และหลินโสวจัว
แม้เขาก็อยากโหวตให้เยว่ซานหลานอยู่เหมือนกัน…
นี่คือสามอันดับแรกที่เขาคาดการณ์ไว้
แต่หลินจือไปรู้สึกว่าผลการจัดอันดับครั้งนี้คาดเดาได้ยากจริงๆ ผู้ชมทุกคนล้วนลังเลอย่างมาก
แม้แต่ตัวเขาเองก็เช่นกัน บางทีผลการแข่งขันในรอบนี้อาจพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง