ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 95 ก้าวสู่แถวห้า
ตอนที่ 95 ก้าวสู่แถวห้า
“สองในห้าอันดับแรกของรายการวาไรตี้เป็นรายการที่คุนเผิงวางแผนจัดทำ ตอนนี้วงการบันเทิงข้างนอกต่างพูดกันว่าเจ้านายคือหนึ่งในนักวางแผนรายการวาไรตี้ระดับท็อปของฉินโจวเลยนะครับ!”
คืนที่ผลอันดับประกาศออกมา
เจียงเฉิงโทรหาหลินจือไป น้ำเสียงนั้นดีใจจนแทบลอย วันนี้มีผู้บริหารบริษัทบันเทิงมากมายติดต่อเข้ามาหาเขาเพื่อขอร่วมงานกับคุนเผิง ถึงขั้นมีบางคนใช้กลอุบายสาวสวยเล่นงาน ทำเอาเจียงเฉิงที่แสนกระตือรือร้นแทบจะรับมือไม่ไหว โชคดีที่เขาสามารถประคับประคองสถานการณ์เอาไว้ได้ในที่สุด
“พี่ไม่เหนื่อยเหรอ?”
หลินจือไปกลับดูสงบนิ่งกว่ามาก และยังถามไถ่เจียงเฉิงด้วยความเป็นห่วง
เจียงเฉิงรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะหัวเราะเสียงดังแล้วตอบว่า “ผมน่ะโตมาจากครอบครัวยากจน เด็กที่เติบโตมากับความลำบากไม่เคยกลัวความเหนื่อยยากหรอกครับ เจ้านายไม่ต้องเป็นห่วงผมเลย!”
“พี่เจียง”
หลินจือไปพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นว่า “พี่ทำงานหนักเกินไปแล้วนะ ส่งข้อความหาผมตอนตีสองตีสามบ่อยๆ แบบนี้ ร่างกายจะไม่ไหวเอานะ”
“งั้นรับคนเพิ่มไหมครับ?”
“ต้องรับคนเพิ่มแน่นอน”
หลินจือไปคิดว่าถึงเวลาพอดีแล้ว ตอนนี้ธุรกิจของคุนเผิงกำลังเติบโตขึ้นทีละนิด ต่อไปงานที่เจียงเฉิงต้องจัดการก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เขาไม่อยากให้คนที่ตนตั้งใจเลือกมาทำงานแทนต้องล้มป่วยไปเพราะทำงานหนัก
“ตกลงครับ!”
เจียงเฉิงตอบรับอย่างจริงจัง ความจริงแล้วเขาเองก็เริ่มรู้สึกไม่ไหวเหมือนกัน รั้วไม้ต้องมีสามเสาหลัก ยอดนักสู้ต้องมีสามพวกพ้อง งานมากมายเป็นร้อยแปดพันอย่างจะให้เขาดูแลทุกเรื่องคนเดียวย่อมเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เพียงแต่ความสำเร็จที่ได้รับมาเรื่อยๆ ทำให้เขามีแรงฮึดมุ่งมั่น จนมองข้ามความเหนื่อยล้าของตัวเองไป
“รายละเอียดต่างๆ ให้พี่จัดการได้เลย”
หลินจือไปพูดเสียงเรียบ “ตอนนี้บริษัทเราทำกำไรได้ไม่น้อยพอดี พี่เบิกเงินหนึ่งล้านไปซื้อรถดีๆ ได้เลยนะ แค่ไม่เกินหนึ่งล้าน คุนเผิงจะออกให้ทั้งหมด”
“ขอบคุณครับเจ้านาย!”
เจียงเฉิงทั้งตื้นตันทั้งตื่นเต้น
หลินจือไปยิ้มเล็กน้อย นี่เป็นทั้งการให้รางวัลความดีความชอบและสร้างทีมไปพร้อมๆ กัน เจียงเฉิงตอนนี้เป็นตัวแทนของคุนเผิงอินเวสต์เมนต์ การออกไปพบปะเจรจาธุรกิจ ไม่มีรถดีๆ ยังพอว่า แต่ถ้าข้างกายไม่มีแม้แต่ผู้ช่วยสักคนอย่างไรก็ดูไม่เหมาะสม
“งั้นเอาแบบนี้ครับ”
เจียงเฉิงพูดถึงแผนของเขาว่า “เริ่มจากการจ้างคนขับรถก่อน ให้ช่วยจัดการเรื่องเดินทางของผม ต่อไปจะจ้างผู้ช่วยอีกคนเพื่อมาช่วยงานจิปาถะ เราจะใช้แนวทางทีมเล็กแต่มีประสิทธิภาพ ค่อยๆ สังเกตว่าใครเหมาะสมและไว้ใจได้ เพราะคนที่เรารับเข้ามาในช่วงแรกของคุนเผิงอาจจะกลายเป็นกำลังสำคัญของบริษัทในอนาคตครับ”
“อืม”
หลินจือไปครุ่นคิดก่อนตอบว่า “คนแค่นี้ยังไงก็ไม่พอแน่ แต่พี่ค่อยๆ รับเพิ่มไปก็ได้ แค่ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก็พอ ตอนนี้ดูจากขนาดของคุนเผิง อย่างน้อยพี่ควรมีสักสามถึงห้าคนมาช่วยงานนะ”
“ได้ครับ ว่าแต่…”
เจียงเฉิงพูดถึงเรื่องงานอีกอย่าง “ทางฝ่ายวาไรตี้ของนาเซินเอ็นเตอร์เทนเมนต์อยากซื้อขาดลิขสิทธิ์ ‘I Love Lyrics’ ในซีซันต่อๆ ไป เจ้านายคิดว่าน่าสนใจไหมครับ?”
“เสนอราคาเท่าไหร่ครับ?”
“นอกจากส่วนแบ่งของซีซันแรกแล้ว เขายินดีจ่ายเพิ่มอีกแปดล้าน ผมยังไม่ได้ตอบตกลง ถ้าเจรจากับนาเซินดีๆ คาดว่าจะทำเงินจากรายการนี้ได้ไม่เกินยี่สิบล้านครับ”
“ไปคุยได้เลยครับ”
หลินจือไปคิดว่าตัวเลขนี้รับได้
เพราะหลินจือไปรู้ดีว่า ‘I Love Lyrics’ จะไม่ได้อยู่ในกระแสตลอดไป การขายขาดลิขสิทธิ์แล้วปล่อยให้นาเซินดูแลต่อก็เป็นทางเลือกที่ดี หากเลือกส่วนแบ่งรายได้ระยะยาวก็คงได้มากกว่านี้ แต่กว่าจะได้เงินครบก็ต้องใช้เวลาหลายปี ซึ่งตอนนั้นเขาอาจไม่สนใจเงินก้อนนี้อีกแล้วก็ได้ ดังนั้นการได้เงินสดมาเลยตอนนี้ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า มีเงินในบัญชีจะทำอะไรก็สะดวกกว่าเยอะ
ส่วน ‘I Am a Singer’ ยังคงแบ่งกำไรกับเสินฮวากรุ๊ปต่อไป
เพราะรายการนี้ยังมีศักยภาพอีกมาก ซีซันต่อๆ ไปก็น่าจะยังได้รับความนิยมต่อเนื่อง พูดง่ายๆ ก็คือมันสามารถทำเงินได้อีกยาวนาน เว้นแต่ว่าเสินฮวากรุ๊ปจะยอมทุ่มเงินมหาศาลซื้อขาดไปเลย ไม่อย่างนั้นอย่างไรก็คงต้องใช้รูปแบบแบ่งส่วนแบ่งรายได้
และหลังจากรายการวาไรตี้ประสบความสำเร็จติดๆ กันสองรายการ คุนเผิงก็สร้างชื่อเสียงในฐานะบริษัทผู้วางแผนและผลิตรายการวาไรตี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่มีข้อกังขาเลยว่าหลังจากนี้คุนเผิงจะยังคงเดินหน้าวางแผนวาไรตี้ใหม่ๆ ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสามบริษัทยักษ์ใหญ่หรือบริษัทอื่นๆ ก็น่าจะสนใจรายการใหม่ของคุนเผิงทั้งนั้น แต่หลินจือไปอยากจะชะลอเรื่องนี้ไปก่อนสักเดือนหนึ่ง เพราะการเติบโตของคุนเผิงนั้นเร็วมากพอแล้ว อย่างน้อยต้องรอให้เจียงเฉิงจัดทีมและปรับโครงสร้างให้มั่นคงเสียก่อน แล้วค่อยพิจารณาว่าจะร่วมงานกับบริษัทไหนเป็นรายต่อไป
และสิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ
เมื่อมีรายการวาไรตี้ประเภทเดียวกันเพิ่มขึ้น ผู้ชมก็มีตัวเลือกมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอนนี้หลินจือไปปล่อยรายการระดับ ‘The Voice’ ออกมา มันจะส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อรายการเพลงทั้งหมดในวงการทันที!
รวมถึง ‘I Am a Singer’ ด้วย
นั่นจะเท่ากับหลินจือไปเอาก้อนหินมาทุบเท้าตัวเอง
ดังนั้นต่อให้หลินจือไปจะทำวาไรตี้ใหม่ ในระยะสั้นก็ไม่มีทางเลือกวาไรตี้แนวเพลงอีกแน่นอน
ตอนนี้เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะสิ้นสุดลง ซึ่งก็หมายความว่าชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของเดือนนี้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
นอกจากจะติดตามความคืบหน้าของวาไรตี้แล้ว หลินจือไปยังส่องอันดับของฉูฉือเป็นระยะๆ ซึ่งก็ยังคงรั้งอันดับหนึ่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทิ้งห่างอันดับสองไปไกลลิบลับ จนแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะพลิกกลับมา
ตามคาด
กระทั่งถึงช่วงเวลาล็อกชาร์ตสุดท้าย ‘จันทร์หลูโจว’ ยังคงครองบัลลังก์แชมป์
วันถัดมา
เดือนมีนาคมมาเยือน
หลินจือไปตื่นนอน หลังจากได้ข่าวก็รีบตรวจสอบดูทันทีว่าเรตติ้งความโด่งดังของฉูฉือขยับเพิ่มขึ้นหรือเปล่า
เฮ้อ
ชาร์ตยังไม่อัปเดต
มีชาวเน็ตกำลังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่พอดี ส่วนใหญ่เป็นแฟนคลับของฉูฉือ
‘ยินดีด้วย ฉูฉือ!’
‘อนาคตสดใสแน่นอน!’
‘ได้แชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเป็นครั้งที่สองแล้ว!’
‘คราวนี้ฉูฉือน่าจะขึ้นแถวห้าได้แล้วละมั้ง?’
‘น่าจะไม่มีปัญหาอะไรนะ แชมป์ชาร์ตฤดูกาลมีมูลค่าสูงมาก บอกเลยว่าหนึ่งปีมีแค่สิบสองคนเท่านั้นนะที่ได้แชมป์ฤดูกาล ปกตินอกจากพ่อเพลงกับราชาเพลงและราชินีเพลงแล้ว ก็มีแต่ศิลปินแถวหนึ่งหรือแถวสองเท่านั้นที่เอื้อมถึง!’
‘เฝ้ารอวันที่ฉูฉือจะขึ้นแถวหนึ่ง’
‘ทำไมไม่หวังให้ฉูฉือเป็นราชาเพลงล่ะ?’
‘ถึงฉันจะชอบเขามากแค่ไหน แต่ก็อวยเกินไปไม่ได้หรอกนะ ตอนที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนวิจารณ์ ‘จันทร์หลูโจว’ ก็เคยบอกไว้ไม่ใช่เหรอ ว่าที่จริงฉูฉือร้องไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แค่น้ำเสียงมีเอกลักษณ์มาก บวกกับเพลงไม่ยาก คนส่วนใหญ่เลยไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้าอยากเป็นราชาเพลงจริงๆ อย่างแรกเลยเรื่องทักษะการร้องจะอ่อนแอไม่ได้สิ’
‘งั้นฉันก็ฟังเทคนิคร้องเพลงไม่ออกจริงๆ แหละ’
‘ฉันเห็นคนวิจารณ์ว่าเพลง ‘จันทร์หลูโจว’ ทักษะการร้องของฉูฉือพัฒนาขึ้นกว่าเพลงก่อนหน้านี้นะ’
‘ก็เป็นเรื่องปกติ’
‘ถึงแม้ฉูฉือจะไม่เปิดเผยใบหน้า แต่ฟังจากเสียงแล้วก็น่าจะเด็กมาก นักร้องอายุน้อยมีช่วงที่ต้องเติบโต ทักษะการร้องก็ต้องค่อยๆ ดีขึ้นเป็นธรรมดา แต่ฉันก็แค่สงสัยว่าทำไมเขาไม่โชว์หน้า หรือว่าเขาหล่อไม่พอ แต่คนที่เสียงดีขนาดนี้ หน้าตาจะดูไม่ดีได้จริงๆ เหรอ?’
‘อันนี้บอกไม่ได้เลย’
‘ก่อนหน้านี้เคยมีสตรีมเมอร์หญิงคนหนึ่งบอกว่าตัวเองเป็นสตรีมเมอร์สายความงาม แต่แล้ววันหนึ่งเธอเผลอลืมเปิดโหมดบิวตี้ระหว่างไลฟ์ สุดท้ายแฟนคลับอันดับหนึ่งของช่องถึงกับขนของหนีไปคืนนั้นเลย’
‘ฉูฉือเป็นนักแต่งเพลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่อยากเปิดเผยหน้าตาก็เข้าใจได้’
‘เลิกคุยเรื่องหน้าตาได้แล้ว อันดับคนดังอัปเดตแล้ว!’
‘ฉูฉือได้เลื่อนไหม?’
‘ได้แล้วๆๆ!’
‘ตอนนี้ฉูฉือกลายเป็นศิลปินแถวห้าแล้ว!’
เหล่าแฟนๆ ต่างดีใจกันใหญ่ พากันไปแสดงความยินดีในบัญชีจี่กวงของฉูฉือ!
บลูสตาร์ก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าใครสามารถขยับอันดับขึ้นไปได้แบบก้าวกระโดด แฟนๆ ก็จะมาแสดงความยินดี เพราะอันดับอย่างเป็นทางการของชาร์ตนี้ทรงคุณค่ามากจริงๆ!
คฤหาสน์ของหลินจือไป
โทรศัพท์สีชมพูสั่นไม่หยุด เครื่องสีชมพูนั้นคือเครื่องที่ผูกกับบัญชีฉูฉือ
หลินจือไปหยิบขึ้นมาดู ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมา
ฉูฉือกลายเป็นศิลปินแถวห้าแล้ว!
ตอนนี้ฉูฉือและไปตี้ต่างก็ขยับขึ้นมาอยู่ในแถวห้าแล้ว เหลือแค่ปู่เยโหวเท่านั้นที่ยังอยู่ในแถวหก
แต่หลินจือไปก็ไม่ได้กังวล
เพราะวันนี้ก็เป็นวันที่ ‘รวมเรื่องสั้นปู่เยโหว’ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ!
รวมเรื่องสั้นชุดนี้จัดพิมพ์โดยนาเซินบุ๊กเฮาส์ วางจำหน่ายตามชั้นวางของร้านหนังสือมากมายตั้งแต่เช้าตรู่
ร้านหนังสือเหล่านี้มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่มุ่งหน้ามาเพื่อหนังสือเล่มนี้ เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้อ่านที่ติดตามผลงานต่อเนื่องได้กลายเป็นฐานแฟนคลับของปู่เยโหวไปแล้ว
จนกระทั่งตกเย็นวันนั้น
ในฟอรัมสำนักศึกษาก็มีการพูดคุยเกี่ยวกับรวมเรื่องสั้นชุดนี้กันอย่างคึกคัก
หมวดสืบสวนปริศนา
‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ เป็นข้อยกเว้นจริงๆ ด้วย รวมเรื่องสั้นของปู่เยโหวได้รวบรวมทุกงานที่ตีพิมพ์ไปก่อนหน้านี้ และยังมีเรื่องใหม่อีกหลายตอนที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน ซึ่งทั้งหมดก็ยังคงความมืดมน กดดัน และวิปลาสเช่นเดิม แน่นอนว่าความยอดเยี่ยมก็ยังคงเหมือนเดิม แต่พออ่านจบทั้งเล่มแล้ว สิ่งที่ติดในใจฉันที่สุดไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ใส่เข้ามา แต่เป็นคำนำที่อยู่บนหน้าปกด้านใน’
‘ฉันก็เหมือนกัน!’
‘ความมืดมอบดวงตาสีดำแก่ฉัน แต่ฉันกลับใช้มันแสวงหาแสงสว่าง พอโยงประโยคนี้พร้อมกับอ่านรวมเรื่องสั้นทั้งเล่มแล้วรู้สึกสะเทือนอารมณ์บอกไม่ถูก เป็นคำนำที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลย!’
‘ประโยคนี้โคตรเท่ ฉันเอาไปตั้งเป็นลายเซ็นส่วนตัวในเฟยซินแล้ว’
‘เดิมทีหนังสือเล่มนี้สำหรับฉันก็แค่รวมเรื่องสั้นแนวดาร์กสยองขวัญเล่มหนึ่ง แต่พอมีคำนำนี้เพิ่มเข้ามา ฉันรู้สึกว่ามันมีระดับที่สูงขึ้นไปอีก นึกไม่ถึงเลยว่าปู่เยโหวจะมีสำนวนภาษาแบบนี้ด้วย’
‘เขามีลีลาการเขียนดีมาตลอดอยู่แล้วนะ’
‘ฉันว่าจุดแข็งของปู่เยโหวคือการบรรยายบรรยากาศให้อึมครึมและกดดันเป็นหลักนะ แต่ถ้าพูดถึงด้านอื่นของงานเขียน ฉันว่าก็ไม่ได้โดดเด่นขนาดนั้น แต่คำนำเล่มนี้มันต่างออกไป แฝงแง่คิดลึกซึ้ง’
‘รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ ควรค่าแก่การสะสม!’
‘ทุกเรื่องในเล่ม ฉันอ่านแล้ววางไม่ลงเลย!’
‘รวมเรื่องสั้นปู่เยโหว’ เล่มนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปู่เยโหวคือหนึ่งในสุดยอดนักเขียนสายดาร์กสยองขวัญแห่งฉินโจว บางทีในอนาคตเขาอาจจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในแนวนี้ก็ได้นะ’
‘ให้คะแนนสูงขนาดนั้นกับนักเขียนหน้าใหม่เลยเหรอ?’
‘ไม่ใช่แค่ฉันที่ให้คะแนนสูงนะ ทุกคนต่างก็ให้คะแนนดีมาก ถาลองดูเรตติ้งของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ นายจะเข้าใจเอง’
‘เอ๊ะ?’
‘คะแนนออกมาแล้วเหรอ?’
‘ดูเหมือนว่ายอดขายของหนังสือเล่มนี้จะไม่เลวเลยนะ’
‘รวมเรื่องสั้นของปู่เยโหว ตอนนี้ได้คะแนน 8.8 บนสำนักศึกษา?’
‘ผลงานแนวดาร์กสยองขวัญจะได้คะแนนสูงขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ต่อให้คะแนนลดลงในภายหลังก็น่าจะยังรักษาระดับ 8.5 ขึ้นไปได้อยู่ดี’
สำนักศึกษาให้คะแนนนิยายทุกเรื่อง ก็เหมือน Douban Books ในโลกก่อน
ตอนนี้หลินจือไปกำลังส่องรีวิวและคะแนนในสำนักศึกษาอย่างเงียบๆ เห็นคะแนนและคอมเมนต์ผู้อ่านแล้วก็อารมณ์ดีไม่น้อย
ทุกคนต่างยอมรับแล้วว่าปู่เยโหวเป็นนักเขียนสายดาร์กสยองขวัญตัวจริง!
ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นต่อไปตนก็ปล่อย ‘ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ’ นิยายแนวเยียวยาหัวใจได้อย่างสบายใจแล้ว