ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 96 การพิจารณา
ตอนที่ 96 การพิจารณา
หลังจากปิดเทอมฤดูหนาวจบลง วิทยาลัยศิลปะฉินโจวก็เปิดเรียนมาได้สักพักแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงเดือนมีนาคม อากาศช่างอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ ต้นหลิวเขียวชอุ่มมีหญ้าหอมตรงทางยาวผ่านศาลาพักทาง ทุกอย่างในรั้วมหาวิทยาลัยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พืชพรรณเติบโตเขียวขจี บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดชื่นมีชีวิตชีวา
บ่ายวันนี้แสงแดดอ่อน สายลมพัดมาเบาๆ
ในกลุ่มแชตครอบครัวของหลินจือไปมีคนส่งข้อความคุยกัน
พ่อ: ช่วงนี้การถ่ายทําราบรื่นมากเลยนะ กองถ่ายของพวกเรากำลังจะปิดกล้องแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะได้กลับบ้านแล้ว (ดอกไม้ไฟ)
แม่: กลับมาเดี๋ยวจะตุ๋นขาหมูแดงให้กิน
พ่อ: ไม่ใช่ว่าแม่บ้านเป็นคนทำเหรอ
แม่: มีปัญหาอะไรเหรอ (ยิ้ม)
พ่อ: (เหงื่อแตก)
หลินเทียน: ขอให้ซีรีส์ใหม่ของคุณพ่อเรตติ้งพุ่งทะยานนะ
พี่สาว: น้องเทียน ในกลุ่มครอบครัวไม่ต้องพูดเป็นทางการขนาดนั้นก็ได้มั้ง ที่จีโจวมีของฝากอะไรน่าสนใจไหม เอากลับมาบ้างนะคะ
หลินจือไป: ดีจัง
หลินจือไปรู้สึกดีใจจริงๆ สามบริษัทยักษ์ใหญ่มีประสิทธิภาพในการถ่ายทำสูงมากจริงๆ แน่นอนว่าพ่อของเขาในฐานะผู้กำกับก็สุดยอดเช่นกัน ตอนนี้ The Knockout กำลังจะปิดกล้องแล้ว อีกไม่นานก็คงได้ออกอากาศอย่างเป็นทางการแล้วสินะ?
ตอนนี้ทั้งวงการต่างคิดว่าคุนเผิงเป็นบริษัทที่เน้นทำวาไรตี้เป็นหลัก
ในต่อไปเพื่อนร่วมวงการจะได้รู้ว่าคุนเผิงมีขอบเขตธุรกิจที่กว้างขวางกว่านี้มาก
และไม่ได้จำกัดแค่รายการวาไรตี้เท่านั้น!
ขณะนั้นเองเจียงเฉิงโทรเข้ามาเพื่อรายงานความคืบหน้า บอกว่าตอนนี้คุนเผิงอินเวสต์เมนต์รับคนเพิ่มมาแล้วสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ช่วย อีกคนเป็นคนขับรถ หลินจือไปตอบกลับไปว่าตนเองยังไม่สะดวกพบกับพนักงานใหม่ของบริษัท ต้องให้เจียงเฉิงตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าสองคนนี้ไว้ใจได้ ถึงจะค่อยๆ เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมมากขึ้น เรื่องนี้เขาระมัดระวังตัวมาก
“ผมจะตรวจสอบดูครับ”
เจียงเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เหมือนตอนที่เจ้านายตรวจสอบผมตอนนั้น”
หลินจือไปอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ตอนนั้นเขาประเมินเจียงเฉิงอยู่นานจริงๆ ถึงขั้นใช้หลักจิตวิทยาเลย เพราะตำแหน่งตัวแทนของคุนเผิงสำคัญมาก แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมาก็พิสูจน์แล้วว่าเขามองคนไม่ผิด เจียงเฉิงเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก
ตอนนั้นเองเจียงเฉิงก็พูดขึ้นอีกว่า “เรื่องที่นาเซินซื้อขาดลิขสิทธิ์ I Love Lyrics ตกลงเรียบร้อยแล้วครับ พวกเขาให้ราคาสุดท้ายอยู่ที่สิบสองล้าน ถ้าเจ้านายไม่มีปัญหา ผมจะเซ็นสัญญากับพวกเขาเลยครับ”
“เซ็นเลยครับ”
หลินจือไปตอบตกลง “พอได้เงินก้อนนี้เข้าบัญชีแล้ว คุนเผิงอินเวสต์เมนต์ของเราน่าจะมีเงินหมุนสักยี่สิบล้านได้แล้วใช่ไหมครับ?”
“หลังจากเงินเข้าแล้วน่าจะมีราวๆ ยี่สิบสามล้านครับ”
เจียงเฉิงฟังแล้วก็เข้าใจทันที “เจ้านายมีแผนจะลงทุนอะไรหรือเปล่าครับ?”
หลินจือไปครุ่นคิดก่อนตอบว่า “มีแนวคิดอยู่บ้างครับ แต่ยังไม่ตกผลึกเต็มที่ ก่อนหน้านี้พี่บอกว่าเว็บจี้เฟ็งมีแผนจะขายใช่ไหม ลองสืบให้ชัดหน่อยว่าทำไมพวกเขาถึงอยากขาย ตั้งราคาไว้เท่าไหร่ แล้วก็ตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันของเว็บนี้ให้ละเอียดด้วยนะครับ ผมอยากได้ข้อมูลเชิงลึก”
“ไม่มีปัญหาครับ ช่วงนี้ผมก็กำลังศึกษาจี้เฟ็งเอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างละเอียดอยู่”
เจียงเฉิงถามด้วยความระมัดระวัง “เจ้านายสนใจเว็บไซต์นี้ของพวกเขาเหรอครับ?”
หลินจือไปอธิบาย “ทุกวันนี้ส่วนแบ่งตลาดของสถานีโทรทัศน์ถูกบีบจากการแข่งขันของแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ไปเยอะมากจนแทบไม่เหลือแล้ว ในอนาคตคุนเผิงอาจจะไม่มีสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองก็ได้ แต่ต้องมีแพลตฟอร์มของตัวเองแน่นอน แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ เราลองศึกษาดูก่อนว่ามีเป้าหมายเหมาะๆ ให้ซื้อไหม”
“ได้ครับ”
เจียงเฉิงรับคำ แต่หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
ตอนที่เจ้านายพูดถึงแผนการในอนาคตของบริษัท เขากลับวาดภาพอนาคตที่ยิ่งใหญ่อย่างเหลือเชื่อขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว ราวกับจะสร้าง ‘จักรวรรดิอุตสาหกรรมบันเทิง’ ที่สามารถเทียบชั้นสามบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ทีเดียว!
และตัวเขาเองจะร่วมมือกับเจ้านายสร้างอนาคตนี้ด้วยกัน
เหมือนรู้ความคิดในใจของเจียงเฉิง หลินจือไปกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ระหว่างที่ความทะเยอทะยานยังห่างไกลจากความเป็นจริง ก็แค่ก้าวไปข้างหน้า อย่าไปสนใจว่าหนทางข้างหน้าจะราบเรียบหรือสูงชันนะครับ”
“ซุปคำพูดปลุกใจนี้ผมซดหมดถ้วยเลยครับ!”
เจียงเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองคุยกันอีกสักพักแล้วจึงวางสายไป
เจียงเฉิงพูดไม่ผิดเลย หลินจือไปสนใจเว็บไซต์วิดีโอของจี้เฟ็งจริงๆ แต่ถึงแม้เว็บนี้จะซบเซาไปบ้าง คาดว่าก็ยังต้องใช้เงินระดับร้อยล้านขึ้นไปถึงซื้อได้
ตอนนี้เงินยังไม่พอนะ
แล้วทำไมเขาไม่เริ่มสร้างเว็บไซต์วิดีโอใหม่ตั้งแต่ศูนย์ล่ะ?
เพราะปัญหาหลักก็คือคอนเทนต์ลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการซื้อกิจการทั้งเว็บไปเลย
ส่วนพอได้เว็บไซต์มาแล้วจะพัฒนาอย่างไร หลินจือไปก็พอมีแผนอยู่ในใจแล้ว เขาอยากจะใช้โมเดลของเน็ตฟลิกซ์จากโลกก่อนเป็นแนวทาง
เน็ตฟลิกซ์ เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแบบสมาชิก ใครอยากดูหนังหรือซีรีส์ในเว็บนี้ต้องจ่ายค่าสมาชิก ไม่มีโฆษณาร้อยเปอร์เซ็นต์ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้ทำเงินจากธุรกิจโฆษณา
ถึงจะเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอเหมือนกัน แต่ในโลกก่อนนั้น เว็บไซต์อย่าง iQIYI และ Tencent Video กลับพึ่งพารายได้จากโฆษณาเป็นหลัก แล้วเน็ตฟลิกซ์ไม่มีโฆษณาเลยแบบนี้อยู่รอดได้จริงๆ เหรอ?
คำตอบคือได้
โมเดลเน็ตฟลิกซ์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากระบบสมัครสมาชิก ในโลกก่อนมีผลงานระดับโลกมากมายซึ่งบริษัทนี้เป็นผู้ลงทุนสร้าง เช่น ‘House of Cards’ เช่น ‘Squid Game’ เช่น ‘The Glory’ เป็นต้น
หลังจากดำเนินกิจการมาหลายปี จำนวนผู้ใช้เน็ตฟลิกซ์ก็ทะลุสองร้อยล้านคน เทียบเท่ากับดิสนีย์ได้เลย แน่นอนว่าพวกเขาก็เจอปัญหาเช่นกัน แม้จะสร้างซีรีส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้หลายเรื่อง แต่การลงทุนในแต่ละโปรเจกต์ก็สูงมาก และไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะฮิตเป็นปรากฏการณ์ เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีโปรเจกต์จำนวนมากที่ขาดทุนหนัก นี่เป็นจุดอ่อนของโมเดลนี้
แล้วทำไมหลินจือไปถึงอยากเลียนแบบล่ะ?
เพราะหลินจือไปมีระบบคอยหนุนหลังน่ะสิ
สิ่งที่เน็ตฟลิกซ์ไม่สามารถรับประกันได้ หลินจือไปกลับทำได้ ผลงานเหล่านั้นในชาติก่อนได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในตลาด ขอแค่เขามีเงินสร้างก็สามารถการันตีได้เป็นส่วนใหญ่ว่ากระแสจะไม่แย่จนเกินไป
ในเมื่อมีตัวช่วยโกงที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้อยู่ในมือ หลินจือไปก็มั่นคงกว่าเน็ตฟลิกซ์มาก
บนโลกนี้ไม่มีใครเหมาะกับเส้นทางวัดกันที่คุณภาพผลงานล้วนๆ ได้มากไปกว่าหลินจือไปอีกแล้ว ดังนั้นในอนาคตการวางรากฐานด้านแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ลองจินตนาการดูสิว่า
ผลงานซีรีส์ดังจากโลกก่อนเหล่านั้น หลินจือไปสามารถกินรวบคนเดียวได้เต็มๆ ปล่อยเฉพาะบนเว็บไซต์ของตัวเอง ใครอยากดูก็จ่ายเงินสมัครเอา เนื้อหาบนเว็บไซต์คุณภาพโคตรสูง คุณเต็มใจจ่ายเงินสมัครไหมล่ะ?
แน่นอน
การจะทำเน็ตฟลิกซ์ต่างโลกได้นั้นต้องมีทุนที่หนามากพอ แม้หลินจือไปจะซื้อเว็บไซต์สตรีมมิ่งมาได้ แต่เขาก็จะยังไม่รีบร้อนใช้โมเดลแบบเน็ตฟลิกซ์ทันที อย่างไรเงื่อนไขในด้านต่างๆ ของเขาก็ยังไม่พร้อมเต็มที่
เรื่องของเว็บไซต์สตรีมมิ่งยังอีกไกลเกินไป ช่วงสองสามวันต่อมาหลินจือไปเอาแต่สนใจการจัดอันดับดาวเด่น โดยเฉพาะให้ความสนใจกับปู่เยโหว
อย่างไรฉูฉือกับไปตี้ต่างก็เป็นคนดังแถวห้ากันแล้ว ปู่เยโหวจะล้าหลังไม่ได้หรอกนะ อีกอย่างตอนนี้ ‘รวมเรื่องสั้นปู่เยโหว’ ก็เผยแพร่ออกมาแล้ว ดูจากกระแสในสำนักศึกษาก็รู้ว่ามีอิทธิพลไม่น้อย ตามหลักแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สามารถผลักดันตัวตนสำรองนี้ขึ้นไปถึงแถวห้าได้
ตอนนี้ก็เหมือนเล่นเกมเลี้ยงดูตัวละครอยู่ ฉูฉือ ไปตี้ และปู่เยโหวต่างก็เป็นสัตว์เลี้ยงของเขา สองตัวแรกอัปเลเวลแล้ว ตัวสุดท้ายก็ต้องอัปด้วยสิ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเกี่ยวข้องกับแผนการบางอย่างอีก แค่ความรู้สึกจากโรคย้ำคิดย้ำทำก็ทนไม่ได้แล้ว โชคดีในที่สุดหลินจือไปก็รอจนถึงวันนี้ได้สำเร็จ
วันที่แปดเดือนมีนาคม!
ปู่เยโหวเลื่อนขั้นสู่แถวห้าอย่างเป็นทางการ!
จนถึงตอนนี้ตัวตนลับทั้งสามของหลินจือไปก็เข้าสู่ลำดับแถวห้าทั้งหมดแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มชอบความรู้สึกของการเลี้ยงตัวตนลับแบบนี้เข้าให้แล้ว?
บังเอิญในวันเดียวกันนี้เอง พ่อก็ประกาศว่า ‘The Knockout’ ได้ปิดกล้องอย่างเป็นทางการแล้ว ตอนนี้เขานั่งเครื่องบินกลับฉินโจวเรียบร้อยและจะถึงบ้านตอนสองทุ่ม เรียกได้ว่าเป็นโชคดีสองชั้นเลยทีเดียว
ต่อจากนี้ก็ได้เวลาลงมือเขียนนิยายเรื่องใหม่ของปู่เยโหวแล้วละ
หลินจือไปเปิดคอมพิวเตอร์ เริ่มคัดลอก ‘ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ’ อย่างเป็นทางการ
เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ดำเนินอยู่รอบๆ ร้านขายของชำแห่งหนึ่งในตรอกอันเงียบสงบ ว่ากันว่าเพียงเขียนปัญหาของคุณแล้วหย่อนลงในช่องรับจดหมายข้างประตูม้วนของร้าน วันรุ่งขึ้นคุณก็จะได้รับคำตอบที่คุณต้องการในกล่องนมหลังร้าน…
เรื่องราวนั้นอบอุ่นมาก
บรรยากาศเป็นความอบอุ่นผสมกับกลิ่นอายแฟนตาซีเล็กน้อย มีการเชื่อมโยงเส้นเวลา ซึ่งฮิงาชิโนะ เคโงะได้ร้อยเรียงเส้นเวลาทั้งหมดเข้าด้วยกันจนกลายเป็นห่วงตรรกะที่สวยงาม ความสามารถในการเขียนของเขาจึงได้เผยให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือเล่มนี้
ทั้งเล่มมีความยาวประมาณสองแสนคำนิดๆ
ถ้าหลินจือไปทุ่มเทเต็มที่ สามสี่วันก็น่าจะเสร็จ แต่โดยปกติเขาเขียนงานแบบค่อยเป็นค่อยไป ว่างเมื่อไหร่ก็เขียน ไม่ว่างก็พักไว้ก่อน อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องรีบร้อนอะไร อย่างช่วงที่ I Am a Singer ออกตอนใหม่ เขาก็จะเลือกดูรายการก่อน
รายการนี้ออกอากาศมาสักพักแล้ว ตอนนี้ได้ดำเนินมาถึงตอนที่แปด
สิ่งที่ทำให้หลินจือไปประหลาดใจก็คือ หลินโสวจัวยังไม่ถูกคัดออกเลย รวมถึงซุนกู่ที่เข้ามาเสริมในตอนที่สามก็ยังคงยืนหยัดอยู่ถึงวันนี้ แต่สองคนนี้ออกจะพิสดารหน่อย เพราะแทบทุกสัปดาห์ต่างยืนลุ้นอยู่ตรงขอบเหวของการคัดออกแบบใจหายใจคว่ำ รวมถึงอันดับนักร้องจากผลการแข่งขันตอนที่แปดในวันนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน
อันดับหนึ่ง: จางซีหยาง
อันดับสอง: หานเยว่ซวง
อันดับสาม: เซียอวิ๋นหลง
อันดับสี่: เยว่ซานหลาน
อันดับห้า: ซุนกู่
อันดับหก: หลินโสวจัว
อันดับเจ็ด: ผางต่าไห
ท้ายที่สุดนักร้องแถวสองที่ชื่อผางต่าไหก็ถูกคัดออก เขาคือนักร้องเสริมที่เข้ามาในตอนที่เจ็ด แต่ก็โชคร้ายที่ไม่สามารถอยู่ต่อบนเวทีได้เหมือนกับซุนกู่ ส่วนหลินโสวจัวก็รอดมาได้อีกครั้งอย่างหวุดหวิดด้วยอันดับที่หก
เมื่อเผชิญกับผลลัพธ์นี้
หลินจือไปก็ครุ่นคิดเล็กน้อย
ไม่ว่าหลินโสวจัวหรือซุนกู่ต่างก็พิสูจน์ความสามารถบนเวที ‘I Am a Singer’ แล้ว ส่วนจางซีหยางไม่ต้องพูดถึง เขาไม่เคยหลุดจากสามอันดับแรกเลยสักตอน บางทีในอนาคตผลงานของไปตี้อาจให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับนักร้องสามคนนี้ก่อน อย่างไรพวกเขาก็เป็นศิลปินในสังกัดแผนกของหลินซี พี่สาวของเขา แถมความสัมพันธ์ของทุกคนก็ดีต่อกัน ต่างรู้จักนิสัยใจคอกันดี
นักร้องทั้งสามคนนี้ก็ไม่ได้มีแนวเพลงที่จำกัดมากนัก
ซุนกู่ถนัดการร้องที่เต็มไปด้วยเทคนิค ลูกเล่นแพรวพราว ไม่ว่าผลงานเพลงจะจัดจ้านแค่ไหนก็เอาอยู่แบบสบายๆ หลินจือไปจึงตั้งใจว่าจะให้เขาลองร้องเพลงของหูเยี่ยนปืนหรือหวังลี่หงให้มากขึ้นในอนาคต
ส่วนหลินโสวจัวมีช่วงเสียงกว้าง สามารถร้องเพลงป็อปส่วนใหญ่ออกมาได้อย่างมีรูปแบบและน่าฟัง หลินจือไปตั้งใจจะให้เขาลองหลายๆ แนว เพราะดูเหมือนเด็กคนนี้ยังไม่มีแนวทางการร้องที่ชัดเจน
ส่วนจางซีหยางเองก็ดูไร้เทียมทานทีเดียว อย่างไรฝีมือก็เป็นระดับราชาเพลง แต่เสียงของเขามีความเหนื่อยล้าและแหบแห้งนิดๆ จึงไม่เหมาะจะร้องแนวสดใสวัยรุ่น ถ้าฝืนร้องก็ออกจะดูพยายามทำให้เด็กเกินวัย
เพลงของหลีจงเซิ่ง เขาร้องได้
ไม่แน่อาจจะลองเพลงของหวังเฟ็งดูก็ได้?
เพลงของหวังเฟ็งบางเพลงเร้าใจสุดๆ หลินจือไปตั้งใจจะสั่งทำเพลงแนวนั้นขึ้นมาสักสองสามเพลง
ด้วยคุณภาพเสียงของจางซีหยาง สามารถคุมแนวร็อกครึ่งวงการได้แบบไม่มีปัญหาแน่นอน ช่วงเสียงสูงก็พุ่งได้เวอร์วังสุดๆ ทำให้หลินจือไปตั้งความหวังเอาไว้เล็กน้อย…
“เดือนหน้าปล่อยเพลง!”
นี่แหละคือเหตุผลที่หลินจือไปคอยติดตามรายการนี้มาโดยตลอด
เดือนหน้าเขาจะปล่อยเพลงใหม่ในนามของไปตี้ ต้องเลือกหนึ่งในสามคน คือจางซีหยาง หลินโสวจัว หรือซุนกู่ มาร่วมงานด้วย จากนั้นก็อาศัยกระแสความนิยมของเวที ‘I Am a Singer’ บุกเข้าสู่ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล!