ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 479 ระบาย
บทที่ 479 ระบาย
เมื่อได้ยินคำพูดของตงติ๋นแล้ว เฉินเฉียงก็นึกลอบยินดีออกมา
เขารู้สึกโชคดีมากที่เขาตัดสินใจทำลายกำไลสื่อสารไปตอนที่เรียกประชุมสำนักไปก่อนหน้านี้
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ผู้คนคงได้พบเจอฉากนองเลือดที่ตงติ๋นผู้ซึ่งทำตัวเซื่องซึมอยู่ตลอดเวลานั้นก่อเหตุขึ้นมาเสียตรงนั้น
และหากเขาปล่อยให้เกิดเหตุนั้นจริง หลังจากเสร็จเรื่องกับสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าไปแล้ว ดีไม่ดีเขาจะพุ่งตรงไปยังเขาโรคา และจบลงด้วยความตาย
“ดี ผู้อาวุโสตง ในเมื่อท่านนั้นต้องการแก้แค้นให้กับตระกูลของท่าน ข้าในนามของผอ.สำนักจะช่วยท่านเอง”
เฉินเฉียงตะโกนออกไปพร้อมกลับเปิดโลกใบเล็กของตน ก่อนที่จะปล่อยคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สองคนที่เขาจับตัวเอาไว้ที่เมืองหยานกั๋นออกมา
หลังจากที่ทั้งสองถูกดูดเข้าไปไว้ในโลกใบเล็ก ทั้งสองก็ถูกพลังควบคุมของเฉินเฉียงล็อกตัวเอาไว้ในโลกใบเล็กของเฉินเฉียงอย่างไม่อาจทำสิ่งใดได้
นับแต่เฉินเฉียงมาถึงยังโลกใบเล็ก ในตอนที่เขาพึ่งจะเข้ามาที่นี่นั้น ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขามีอาณาเขตอยู่เพียงร้อยเมตรเท่านั้น
แต่ในตอนนี้ ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขานั้นครอบคลุมเกือบทั้งโลกใบเล็กของเขาแล้ว มันย่อมเพียงพอที่จะจับกุมศัตรูของเขาไว้ในโลกใบเล็กโดยไม่ต้องพะวงสนใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งสองเห็นเฉินเฉียงปรากฏอยู่ตรงหน้า ทั้งสองกลับเป็นฝ่ายประหลาดใจเสียอย่างนั้น
นั่นก็เพราะผอ.จ้งคือคนที่เข้าไปเยี่ยมเยียนวิหารศักดิ์สิทธิ์ชนิดที่ถี่ยิบกว่าใคร แทบจะทุกคนที่นั่นล้วนแล้วแต่รู้จักผอ.จ้ง
“ผอ.จ้ง ดีมากที่เจ้าอยู่ที่นี่”
เมื่อทั้งสองมองไปรอบๆก็พบว่าที่นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เมืองหยานกั๋น นี่ทำให้ทั้งสองโล่งใจอย่างที่สุด
เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งในตอนนี้ทำตัวราวกับไม่รับรู้ในสถานการณ์ เขาเดินไปยืนเคียงข้างตงติ๋น ก่อนที่จะยกตัวของคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองให้ยืนขึ้นแล้วกล่าวถามอ ออกมา “พวกเจ้าทั้งสอง พวกเจ้าใช่คนที่เขาว่ากันว่าทำลายชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์โดยฉายภาพบางอย่างไปทั่วนั่นรึเปล่า”
เมื่อได้ยินแบบนี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองต่างแย่งที่จะพูดจนในที่สุดคนหนึ่งก็ได้พูดออกมา “ผอ.จ้ง พวกเราทั้งสองได้มุ่งตรงไปหมายจะจับกุมไอ้ผู้บ่มเพาะลึกลับนั่น ในตอนน นั้นเองที่บนท้องฟ้าเมืองหยานกั๋นนั้นได้มีภาพฉายเหตุการณ์ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา”
“น่าเสียดายนักที่ในตอนที่เราไปถึงแล้ว ภาพฉายนั้นก็ถูกแสดงออกมาจนหมดสิ้น ผู้คนในเมืองแห่งนั้นล้วนแล้วได้พบเห็นมันกันไปจนหมดแล้ว”
“เพื่อป้องกันไม่ให้ไอ้พวกคนธรรมดาสามัญเหล่านั้นนำเรื่องนี้ออกไปพูดแล้วนำภัยอันตรายมาให้วิหารศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราในภายหลัง พวกเราจึงได้ปล่อยหุ่นเชิดโลหิตออกไปฆ่าคนพวกนั้นใ ให้ตกตายจนหมดสิ้นไม่ให้เหลือหลอเลยสักคนเดียว”
“แต่นึกไม่ถึงว่าในตอนนั้นไอ้ตัวทรยศอย่างหลิวเซียนจะโผล่ออกมา มันทำให้พวกเรานั้นต้องบา…..”
“ฮื้ม ผอ.จ้ง เจ้าเป็นคนช่วยพวกเรางั้นรึ”
เฉินเฉียงส่ายหน้าไปมาในทันทีพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “ไม่ไม่ไม่ คนที่จะช่วยพวกเจ้าได้นั้นคือคนที่ยืนอยู่ข้างๆข้า พวกเจ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็ชี้ไปที่ตงติ๋นที่ยืนอยู่นิ่งแต่ราวกับเป็นเครื่องพ่นไอน้ำร้อนที่อยู่ค้างๆ
ถึงแม้ในตอนที่เขาเห็นเฉินเฉียงปล่อยคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนนี้ออกมาจากโลกใบเล็กของเขา ตัวเขาจะนิ่งอึ้งตะลึงงันอย่างบอกไม่ถูก แต่ไม่นาน ใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวประดุจ จดั่งเทพอสูรก็ได้ลงมาประทับบนใบหน้าของเขา
แต่เดิม เขาเองก็คิดว่าเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งนั้นจะนำหุ่นเชิดโลหิตและหุ่นเชิดซากศพออกมา เขานึกไม่ถึงจริงๆว่ามันจะกลายเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย
ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตทำได้ถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
สิ่งนี้ทำให้เขาประหลาดใจจริงๆจนถึงกับต้องนิ่งอึ้งไป
แต่เมื่อเขามองดูชัดๆได้ว่าสองคนตรงหน้านี้คือคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏตัวอยู่เหนือน่านฟ้าเมืองหยานกั๋นดังภาพฉายที่เขาได้เห็นก่อนหน้านี้ แถมยังมาได้ยินบทสนทนาที่เ เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งพูดคุยกับทั้งสอง นี่เองก็ทำให้เขานั้นไม่อาจสะกดข่มอารมณ์ของตนได้อีกต่อไป
“พวกแก ฆ่าล้างเมืองหยานกั๋นงั้นเรอะ”
ถึงแม้เขานั้นจะพูดออกมาเพียงแค่เก้าคำ แต่เมื่อมันเป็นคำพูดที่ผ่านช่องฟันที่กำลังกัดกรามแน่น แต่ละคำที่พูดออกมานั้นราวกับเป็นแท่งน้ำแข็งที่ร่วงหล่นใส่ร่างกายจนทำให้บัง งเกิดความรู้สึกที่หนาวเย็นเสียดกระดูก
ก่อนที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนจะได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนั้น เพียงทั้งสองได้ยินคำพูดของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งว่าตงติ๋นนั้นคือผู้ช่วยชีวิต นี่ทำให้ทั้ งสองปรากฏรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าขึ้นมาในทันที “ฮี่ฮี่ฮี่ ถูกต้อง เจ้าเองก็เป็นคนของวิหารศักดิ์สิทิ์งั้นรึ แต่ดูเหมือนว่าเจ้านั้นไม่ใช่ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตนี่นา ไม ม่นึกเลยจริงๆว่าเจ้านั้นจะเก่งฉกาจถึงขนาดโค่นล้มไอ้เวรตะไลหลิวเซียนได้”
“แต่ไม่ต้องห่วง ในเมื่อเจ้าช่วยพวกเราสองพี่น้อง เมื่อพวกเรากลับไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์ เดี๋ยวพวกเราจะถามหารางวัลจากท่านผู้คุมหอมามอบให้เจ้า”
หากเป็นผอ.จ้งเป็นคนช่วยพวกเขา พวกเขาจะตอบแทนด้วยความเคารพอย่างที่สุดพร้อมกับยอมช่วยเหลือในบางสิ่ง
แต่ในเมื่อผู้ช่วยเหลือพวกเขานั้นไม่ใช่ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต
ถึงแม้จะเป็นผู้ช่วยชีวิตของพวกเขา แต่ในเมื่อไม่ใช่ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต คนเช่นนี้ย่อมไม่อาจมีตำแหน่งที่สูงล้ำได้แต่อย่างใด หากว่ากันตรงๆการมีตำแหน่งในวิหารศักดิ สิทธิ์ได้นั้นก็ที่ว่าบุญหัวแล้ว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะทำเพียงหาของตอบแทน และไม่อยากที่จะเคารพกับคนที่ไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน
ในสายตาของพวกเขาแล้ว ยามที่พวกเขาได้กลับไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์และพูดจาดีด้วยยามที่ได้พบหน้า นั่นก็ถือว่าเป็นของขวัญที่ล้ำค่าเหนือสิ่งใดแล้วด้วยซ้ำ
เมื่อได้ยินคำพูดยอมรับออกมาจากปากของทั้งสองคน อารมณ์ของตงติ๋นที่ปะทุอยู่ภายในจิตใจก็ได้ระเบิดออกมาในที่สุด
“ดี ดี ดีมาก”
ตงติ๋นยังคงกัดฟันแน่นในระหว่างที่พูดคำเหล่านี้ออกมา ก่อนที่จะเก็บกระบี่ของตนเอาไว้ในแหวน
ด้วยการที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนนี้เป็นเพียงราชาขั้นกลาง เขาไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ดาบเพื่อให้เสียความคมแต่อย่างใด
เหมือนเห็นว่าตงติ๋นยังมีท่าทางที่แข็งกร้าวต่อพวกตน รวมถึงการปลดปล่อยคลื่นพลังออกมาจากร่างที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม นี่ทำให้ทั้งสอง ในที่สุดก็รับรู้ถึงความผิดปกติขึ้นมาได้บ้าง ง
“ผอ.จ้ง…ใคร….ไอ้หมอนี่เป็นใครกันแน่”
ในขณะที่พูด ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะยืนมือหมายจะสะกิดเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้ง
แต่เฉินเฉียงก็ได้สะบัดกายหมุนตัวออกมาอีกครั้ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มกว้าง “หึหึหึ เขาก็เป็นคนที่ต้องการชีวิตพวกเจ้ายังไงล่ะ”
เพียงสิ้นคำ เขาก็มองไปที่ตงติ๋นที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง ผู้ซึ่งในตอนนี้กำลังยื่นฝ่ามือที่ดูราวเหล็กกล้าพุ่งตรงไปที่ทั้งสองคนอย่างรวดเร็วประดุจดั่งอินทรีย์ที่ถลาร่อนมาโฉบ บลูกเจี๊ยบน้อยๆสองตัวในคราวเดียว แล้วโฉบหิ้วขึ้นไปอย่างง่ายดาย
“ผอ.จ้ง ช่วยข้า…”
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองรู้สึกกลัวจนร่างสั่นสะท้านไปจนถึงจิตวิญญาณจนเกือบจะลอยหลุดจากร่างไปในขณะที่ร้องขอให้เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งช่วยเหลือ
เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งผู้ซึ่งในตอนนี้ยืนอยู่ห่างไม่ไกลนักได้กอดอกพร้อมพูดสบถคำออกมา
หลังจากนั้นเขาก็มองไปที่ตงติ๋นที่คว้าจับร่างของคนทั้งสองเอาไว้ด้วยมือคนละข้าง พร้อมดวงตาที่ร้อนรุ่มราวจะพ่นไฟออกมาได้
“พวกแกทั้งสองเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตไม่ใช่เหรอ ปล่อยพวกมันออกมาสิวะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนแสดงออกมาราวกับจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาอันใด
นั่นก็เพราะหากพวกเขายังมีพวกมันอยู่ พวกเขาคงจะปล่อยออกมาตั้งนานแล้ว
น่าเศร้านักที่หุ่นเชิดโลหิตของพวกเขาถูกฆ่าตายโดยหลิวเซียนจนหมดตั้งแต่อยู่บนน่านฟ้าเมืองหยานกั๋น
“หากพวกแกไม่ปล่อยออกมา พวกแกจะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป”
ในที่สุด ตงติ๋นก็ได้ตะคอกออกมาอีกครั้ง “ในเมื่อพวกแกไม่อยากมีชีวิตอยู่นักล่ะก็ ดี ให้ข้าช่วยพวกแกเอง”
เมื่อพูดจบ ตงติ๋นก็ได้ซัดพลังฝ่ามือทะลวงอกของทั้งสองไปในทันที
ปัง
ด้วยเสียงที่ดังก้องนี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เลวชาติต่ำทรามก็ได้กลายเป็นฝนเลือด จบสิ้นชีวิตที่เลวชาติไปในที่สุด
หลังจากลงมือไปแล้ว ตงติ๋นก็ได้คำรามกู่ก้องลั่นท้องฟ้าอีกครั้ง
“อ๊ากกกกก”
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
“ลูกชายของท่านชำระแค้นให้ท่านแล้ว”
“ผู้คนในตระกูลที่น่าสงสารทั้งหลาย ขอให้พวกเจ้าจงหลับอย่างสงบสุข”
“และผู้คนของเมืองหยานกั๋น ตงติ๋นคนนี้ขอสาบานในวันนี้”
“หากข้าไม่อาจฆ่าล้างไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตที่คอยกัดกินวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปให้หมดสิ้น ข้าผู้นี้จะยอมรับทัณฑ์สายฟ้าจนกว่าตกตายไป”
หลังจากน้ำตาได้หลั่งไหลจนอาบแก้ม ร่างของตงติ๋นก็ได้ค่อยๆทรุดตัวลงอย่างช้าๆ พร้อมกับตกอยู่ในสภาพแน่นิ่งไป
จากชายวัยสี่สิบปีที่ทำตัวราวกับเทพอสูรผู้ซึ่งเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของมารร้ายก็ตกอยู่ในสภาพอ่อนแอในชั่วพริบตา
เฉินเฉียงไม่ได้เข้าไปรบกวนการระบายอารมณ์ของตงติ๋นแต่อย่างใด เขารอจนกระทั่งตงติ๋นนั้นลุกขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเขาขจัดความโกรธเกรี้ยวที่ล้นพ้นไปหมดสิ้น
ทั้งสองมองหน้ากัน แต่ตงติ๋นก็หาได้แสดงความบ้าคลั่งออกมาไม่
ถึงแม้เขาในตอนนี้ยังมีความเคลือบแคลงในตัวเฉินเฉียงอยู่บ้าง แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับในตัวของเฉินเฉียงเพราะได้ช่วยเขาในการชำระแค้นได้สำเร็จในวันนี้
“ท่านผอ.จ้ง ท่านอยู่ฝั่งไหนกัน”