ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 480 ควบ
บทที่ 480 ควบ
“ฝั่งไหนรึ”
เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งได้ส่ายหัวไปมา “ผู้อาวุโสตงติ๋น ข้าเองก็อยากจะถามท่านเหมือนกันว่าในตอนนี้ท่านนั้นตัดสินใจจะอยู่ฟากฝั่งไหนจากก้นบึ้งหัวใจของท่าน”
“แน่นอน”
ตงติ๋นได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นับจากนี้สิ่งที่ข้าหลงเหลืออยู่นั้นมีเพียงการล่าสังหารเท่านั้น ไม่เหลือสิ่งอื่นใดให้กระทำอีก ช่วงเวลาในชีวิตที่เหลือของข้านั้นจะทำทุกอย่างให้ไอ้พวกวิหารศักดิ์มีชีวิตที่อลหม่านอย่างไม่หยุดยั้ง”
“แล้วท่านจะทำเรื่องที่ใหญ่หลวงนี่ด้วยตัวเพียงคนเดียวเนี่ยนะ”
เฉินเฉียงพูดแทรกขึ้นมาในทันทีและพูดต่อ “ผู้อาวุโสตง ด้วยระดับบ่มเพาะของท่านนั้น ท่านคิดว่าจะล่วงเข้าเขตเขาโรคาได้สักเท่าใดกัน แล้วจะมีผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตสักกี่คนที่ท่านจะสังหารได้ยามไปถึงที่นั่น”
“เดี๋ยวนะ” ตงติ๋นในตอนนี้ราวกับจะนึกอะไรออกก่อนที่จะมองเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพูดออกมา “ผอ.จ้ง ท่านเองก็เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตไม่ใช่รึ แล้วทำไมท่านถึงช่วยข้าลงมือฆ่าไอ้ตัวเลวระยำสองตัวนั่น”
“ไหนจะเรื่องที่ลานฝึกซ้อมนั่นอีก ทั้งผู้อาวุโสฉีและศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตนับร้อยต้อง….”
เมื่อเห็นว่าตงติ๋นเริ่มกลับมามีความคิดเป็นผู้เป็นคน เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งในตอนนี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกในที่สุด ก่อนที่จะชี้ไปที่กำแพงเขตแดนแล้วพูดออกมา “เดี๋ยวข้าจะเปิดกำแพงเขตแดนก่อนแล้วกัน ท่านคงจะไม่คลั่งออกมาอีกใช่รึเปล่า”
ถึงแม้ตงติ๋นจะไม่พูดออกมาในเรื่องนี้ แต่เพียงเฉินเฉียงได้ทำท่าจะเปิดกำแพงเขตแดนออก เขาก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “ท่าน….ท่านยังใช่ผอ.จ้งอยู่อีกงั้นรึ”
“โอ้ ทำไมท่านผู้อาวุโสตงถึงได้กล่าวถามข้าเช่นนั้นกัน” เฉินเฉียงถามออกมาด้วยรอยยิ้ม
“ผอ.จ้งนั้นเป็นถึงผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชาขั้นกลาง แต่กำแพงเขตแดนที่ท่านสร้างขึ้นมานั้นมันแสดงออกมาว่าท่านยังไม่แม้แต่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาด้วยซ้ำ”
เมื่อเฉินเฉียงได้ยินแบบนี้ก็อดจะพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจไม่ได้
“ฮี่ฮี่ฮี่ งั้นข้าก็ขอพูดตามตรงเลยแล้วกันนะท่านผู้อาวุโสตง ผอ.จ้งที่ท่านกล่าวถึงนั้นพึ่งจะถูกฆ่าข้าตายไปเมื่อวานนี้เอง”
“ห้ะ”
เมื่อตงติ๋นได้ยินก็ถึงกับอุทานออกมาพร้อมตัวที่แข็งทื่อไป
แต่เฉินเฉียงนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรกับเรื่องนี้
นั่นก็เพราะจากท่าทางของตงติ๋นนั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีสายสัมพันธ์อันดีกับผอ.จ้งแต่อย่างใด
แต่ไอ้ท่าทางนิ่งอึ้งตะลึงงันนี้สมควรจะเกิดมาจากการที่ผอ.จ้งนั้นเป็นผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชาขั้นกลาง มันจึงยากที่จะเชื่อได้ว่าคนเช่นนี้จะตกตายโดยคนที่มีระดับบ่มเพาะที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระดับราชาเหนือราชาด้วยซ้ำ
หากกล่าวกันตามตรงแล้ว ไอ้วิธีการบ่มเพาะของผอ.จ้งนั่นต่างหากที่มันทำให้เขาแข็งแกร่งเกินไปอย่างน่าเกลียดชัง
“แล้ว….จะ…ท่านเป็นใครกัน”
เฉินเฉียงได้ยกชามไวน์ขึ้นมาไว้ในมืออีกครั้ง พร้อมกับที่มันได้ส่งกลิ่นหอมที่ราวกับเส้นผมของสาววัยแรกแย้มขจรขจายไปทั่ว
“ข้าเป็นคนที่มาจากดินแดนที่ผลิตไวน์นารีแดงนี้ขึ้นมา”
เมื่อพูดจบเฉินเฉียงก็เดินออกจากห้องไปหลังเปิดกำแพงเขตแดนออกไปแล้วและพูดออกมา “ผุ้อาวุโสตง ท่านอยากจะดื่มกับข้าอีกสักหน่อยไหมล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสตงก็เดินตามเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งออกจากห้องนี้ไปยังอีกห้องที่อยู่ข้างๆ
หลังจากทั้งสองได้นั่งลง เฉินเฉียงก็เป็นฝ่ายเปิดฉากพูดก่อน “ท่านผู้อาวุโสตง ไม่ว่าข้านั้นจะเป็นใครก็ตาม ท่านและข้าต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นก็คือหยุดยั้งการขยายตัวของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต ถูกต้องไหม”
“แต่ท่านลองคิดดูเรื่องนี้ให้ดีสิ หากพวกเราต่างก็ต้องลงมือเพียงลำพัง แล้วต่างคนต่างสู้กับวิหารศักดิ์สิทธิ์ มันก็ไม่ได้ต่างจากการเอาไข่ไปกระทบหินเพียงเท่านั้น”
“และท่านอย่าได้ลืมไปว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนบนโลกปีศาจยึดถือยึดมั่นมาอย่างช้านาน พวกมันย่อมไม่อาจถูกกำจัดสิ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน”
“มันก็เฉกเช่นเดียวกับฉากที่ข้าแสดงออกมาในลานประลองนั่นแหละ มีเพียงทำให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงความโหดร้ายของพวกมันกับตาตนเองเท่านั้น ปัญหานี้ถึงจะค่อยๆคลี่คลาย”
“ยิ่งไปกว่านั้นคือเท่าที่ข้ารู้มานั้น นอกจากหอหมาป่าที่เป็นหอสาขาของหอหุ่นเชิดโลหิตแล้ว หออื่นๆนั้นล้วนแล้วแต่ไม่อยากจะทำตามเส้นทางของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตทั้งหมดทั้งสิ้น”
ดังนั้น ตราบใดที่พวกเราได้ร่วมมือกัน ย่อมต้องมีวันที่ไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์ต้องถูกเตะโด่งออกมาจากหัวใจผู้คน นี่ถึงจะเรียกได้ว่าการแก้แค้นให้กับตระกูลของท่านอย่างแท้จริง แถมยังเป็นการป้องกันให้ไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่ต้องวุ่นวายกับบ้านเกิดของข้าอีก
เมื่อพูดจบ เขาก็ได้จิบไวน์ไปอย่างนิ่งเงียบเพื่อดูการตอบสนองจากตงติ๋น
ตงติ๋นที่พุ่งจะหยิบถ้วยไวน์ยกดื่มอย่างเต็มปากเต็มคำนั้นก็ได้พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ก่อนที่จะยกซดเข้าไปอีกคำ
“ไม่มีปัญหา ถึงแม้ข้านั้นไม่อาจโค่นล้มวิหารศักดิ์สิทธิ์ลงได้ แต่กับศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตกับไอ้แก่เฟิงนั่น สำหรับข้าแล้วมันจัดการง่ายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือของข้าเลยทีเดียว”
“หลังจากข้ากลับไปแล้ว ข้าจะนำพาศิษย์เข้าไปรุมสังหารไอ้แก่เฟิงและศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตให้หมดสิ้น”
เมื่อตงติ๋นมีบุคลิกที่เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่มุทะลุดุดันแบบนี้ เฉินเฉียงจึงตัดสินใจพูดเรื่องหนึ่งขึ้นมาในทันที
เขาต้องการหยุดตงติ๋นไว้ให้ได้ก่อน
“ท่านผู้อาวุโสตง ท่านอย่าพึ่งวู่วามไป”
“แม้ข้านั้นต้องการฆ่าพวกมันให้หมดสิ้น แต่ข้าก็ยังยั้งมือไม่ข้าพวกมันให้ตกตายไปจนหมดในสนามฝึกนั่นเลย” เฉินเฉียงรีบเร่งอธิบายเหตุผลออกมา “ไอ้แก่เฟิงผู้นั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเรื่องของพวกเรา ตราบใดที่ยังมีข้าผอ.จ้งผู้นี้อยู่ หากมันกล้าขัดข้องแข็งขืน ค่อยอาศัยตำแหน่งของข้าสังหารมันเมื่อไหร่ก็ได้”
“เฉกเช่นเดียวกับไอ้พวกศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตพวกนั้น พวกมันจะถูกบั่นคอทิ้งเสียเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องใส่ใจพวกมันไป”
“ว่าแต่ ท่านผู้อาวุโสตง ท่านเคยได้ยินเรื่องของกลุ่มเหมันต์จันทราในสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าของพวกเราบ้างรึเปล่า”
“กลุ่มเหมันต์จันทรารึ”
ตงติ๋นได้พูดออกมาเบาๆ กลุ่มเหมันต์จันทรา หอการค้าเหมันต์จันทรา…ผอ. อย่าบอกนะว่าทั้งสองนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง
เฉินเฉียงเมื่อได้ยินก็ยิ้มแล้วถามออกมา “ข้าเป็นฝ่ายถามท่านไม่ใช่รึนั่น ว่าแต่ ท่านคิดยังไงกับเรื่องกลุ่มเหมันต์จันทราล่ะ”
“แน่นอนว่าเคยได้ยิน” ตงติ๋นที่ยากที่จะรับรู้เรื่องราวในสำนักนั้นกลับแสดงออกมาว่าแม้แต่คนอย่างเขาก็ยังเคยได้ยินจนเห็นได้ชัด “โชคดีนักที่สำนักของเรานั้นมีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ นี่ทำให้เหล่าศิษย์แผนกวิชายุทธ์ทั้งหลายนั้นมีที่พึ่งพิง และช่วงที่ผ่านมานี้ทำให้มีศิษย์เพียงน้อยคนนักที่กล้าหาเรื่องกับศิษย์แผนกวิชายุทธ์”
เพียงช่วงเวลาสั้นๆที่กลุ่มเหมันต์จันทราได้ก่อตั้งขึ้น แต่ศิษย์แผนกวิชายุทธ์เกือบทั้งหมดต่างก็พร้อมใจกันเข้าร่วมกลุ่ม นี่จึงทำให้กลุ่มเหมันต์จันทรานั้นทรงพลังที่สุดในเหล่าหมู่ศิษย์สำนักเลยก็ว่าได้
“ท่านผู้อาวุโสตง ในตอนนี้ข้าเองต้องไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ก่อน เพื่อดูว่าเรื่องราวเป็นเช่นไร”
“หลังจากท่านกลับไปแล้ว ท่านก็หาโอกาสเข้าไปพูดคุยกับศิษย์คนอื่นในสำนัก จะดีมากหากท่านดึงพวกเขาให้เข้าร่วมกลุ่มเหมันต์จันทราได้”
“ยิ่งมีคนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น ตราบใดที่พวกเรารวมพลังกันเป็นหนึ่ง พวกเราจะสามารถล้มล้างเคล็ดวิชาบ่มเพาะหุ่นเชิดโลหิตให้หมดไปจากโลกนี้”
“ไม่มีปัญหา” ตงติ๋นพยักหน้ารับ “เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม นอกจากไอ้พวกผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตด้วยกันเองแล้ว พวกมันย่อมไม่มีมิตรสหายที่คิดจะดองด้วยอย่างแน่นอน”
“แถมก่อนหน้านี้ที่แผนกปรุงยาและแผนกวัตถุวิญญาณนั้นยังวางตัวเป็นกลางนั่นก็เพราะกลุ่มที่ทรงพลังในสำนักนั้นมีเพียงกลุ่มของไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตเพียงเท่านั้น”
“ตกลงตามนี้ เอ้อ มีอีกเรื่อง ท่านผู้อาวุโสตงไม่ใช่ว่าข้านั่นมอบให้ท่านจัดการหอผู้คุมกฎไม่ใช่รึ ท่านเองเมื่อกลับไปแล้วล่ะก็ หากไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตที่เหลือนั่นคิดกระด้างกระเดื่องท่านก็บั่นหัวพวกมันทิ้งได้ในทันทีเลยนะ”
“ฮี่ฮี่ฮี่ มันต้องให้ได้อย่างนี้สิ” เมื่อได้ยินแบบนี้แล้ว ตงติ๋นยืนขึ้นมาพร้อมใบหน้าที่แสดงออกมาอย่างมีความสุข
หลังจากจัดการเรื่องของตงติ๋นทำให้เขานั้นกลับมามีประโยชน์กับแผนการของเขาได้แล้ว เฉินเฉียงก็รู้สึกมีอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างที่สุด
หลังจากที่ส่งตงติ๋นจากไป เฉินเฉียงก็ได้เรียกเจิ้งยี่ เม่ยซิน และหวังต้าลู่เข้ามาในห้อง
หลังจากที่เจิ้งยี่และเม่ยซินกลับมาจากการท่องทั่วโลกปีศาจ ทั้งสองก็ซ่อนตัวอยู่ในหอการค้าเหมันต์จันทราและไม่ได้ออกไปไหนอีก
“เทพเงินตรา ช่วงนี้หอการค้าเหมันต์จันทราเป็นยังไงบ้าง”
หวังต้าลู่เมื่อได้ยินก็นิ่งคิดไปเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดออกมา “กัปตัน มีเรื่องอันใดงั้นรึ”
“ในช่วงเดือนที่ผ่านมานั้น ไม่เพียงแค่หอการค้าเหมันต์จันทราของเรา แม้แต่ร้านยาอื่นๆในเมืองต่างก็มีคนต้องการควานหาซื้อยาขจัดพิษกันอยู่ไม่ขาด ทำแม้กระทั่งควานหาตัวผู้ปรุงยาขจัดพิษกันเลยด้วยซ้ำ”