ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 485 ภัยพิบัติ
บทที่ 485 ภัยพิบัติ
หลังจากพูดจบ ตงติ๋น หยุนอ่าว และผู้อาวุโสสูงคนอื่นต่างก็แจกจ่ายทรัพยากรให้กับศิษย์ใต้อาณัติของพวกตน และเริ่มแบ่งกลุ่มกัน
ส่วนหยานเสวี่ย จางหยวนและคนอื่นๆในกองกำลังเทียนเว่ยได้ยืนอยู่เคียงข้างเฉินเฉียงที่ยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้ง
“กัปตัน ทำไมตอนที่โลกปีศาจพบเจอวิกฤตเช่นนี้แล้ววิหารศักดิ์ยังไม่ส่งคนออกมาช่วยอีกหล่ะ ทำไมถึงให้สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้ากลายเป็นหัวเรือหลักเสียอย่างนั้น”
เฉินเฉียงส่ายหัวไปมาในทันทีที่ได้ยิน “ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าปัญหานี้มันไม่เพียงพอจะดึงดูดความสนใจของพวกมัน หรือพวกมันยุ่งจนไม่อยากนำมาใส่ใจ”
หนอนหนังสือหลู่จี้เมื่อได้ยินก็นิ่งคิดก่อนจะพูดออกมา “ที่กัปตันพูดมาก็มีเหตุผล แต่นั่นสมควรจะไม่ใช่เหตุผลที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่ยอมออกโรง”
“ไม่ว่ายังไงก็ตาม วิหารศักดิ์สิทธิ์ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำใจของผู้คนบนโลกใบนี้ ข้าว่าที่พวกมันไม่คิดออกโรงน่าจะเป็นที่จุดหมายอื่น”
“นี่ทำให้ข้าอดคิดไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยฝีมือวิหารศักดิ์สิทธิ์เสียด้วยซ้ำ”
“เพราะไม่ว่าจะคิดยังไงก็ตาม ไอ้สิ่งมีชีวิตไม่รู้ที่มานี่ไม่ว่ายังไงก็น่าจะเป็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์บ้าคลั่งที่ฮั่นจุยเคยสร้างขึ้นมา”
“แถมในตอนนี้มันเองก็อยู่ในวิหารศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ต้องเป็นมันแน่นอนที่ก่อเรื่องนี้ขึ้นมา”
“และหากว่าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมมันต้องทำให้ผู้บ่มเพาะในสำนักเต๋าต่างๆบนโลกนี้ต้องวิ่งวุ่นเหนื่อยแรงด้วยล่ะ”
“ข้าว่าพวกมันนั้นให้สัตว์คลั่งอยู่ป่าใต้ดินแต่กลับผิดพลาดหลุดรอดไปทั่วเสียมากกว่า”
การวิเคราะห์ของหลู่จี้นั้นมีเหตุผลอย่างน่าเหลือเชื่อจนทำให้ทุกคนนั้นรู้สึกยอมรับขึ้นมา แม้แต่เฉินเฉียงก็ยังรู้สึกราวกับคิดอะไรบางอย่างได้ในเรื่องนี้
“หยานเสวี่ย จางหยวน พวกเจ้าร่วมมือกับผู้อาวุโสตงและผู้อาวุโสคนอื่นไปยังป่าใต้ดินที่อยู่ภูมิภาคตะวันออก”
“ด้วยการที่จะรวบรวมศิษย์ทั้งหมดจากสำนักต่างๆในโลกปีศาจนั้นมันยุ่งยากมาก ข้าเชื่อว่าไม่มีทางสำเร็จลงได้ก่อนสามเดือนนี้เป็นแน่”
“ในช่วงสามเดือนนี้พวกเจ้าต้องเร่งบ่มเพาะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้”
หลังจากนั้นเฉินเฉียงก็ส่งข้อความไปบอกเจิ้งยี่และหวังต้าหลู่บอกไปว่าให้แจกจ่ายทรัพยากรทั้งหมดให้กับทุกคน
“ด้วยเวลาที่มีค่านี้ พวกเราต้องเพิ่มระดับบ่มเพาะให้มากที่สุดเท่าที่จะมาได้เพื่อรับมือในสิ่งที่จะกำลังจะเกิดขึ้นมา”
“แล้วเจ้าล่ะ”
สิ่งที่หยานเสวี่ยสนใจมากที่สุดนั้นย่อมเป็นเรื่องของเฉินเฉียงอย่างไม่ต้องสงสัย
เฉินเฉียงเองไม่อยากจะให้หยานเสวี่ยต้องเป็นกังวล เขาจึงบอกสิ่งที่เขาจะทำออกมา “ข้ามีเรื่องส่วนตัวที่ต้องจัดการ แล้วข้าจะไปพบเจ้าในอีกสามเดือนให้หลัง”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็ส่งสัญญาณบางอย่างให้กับหยานเสวี่ยทำให้เธอปล่อยผอ.จ้งที่กลายเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ไปแล้วออกมาแทนที่เขาในทันทีที่เขาใช้พลังเหนือมนุษย์หลบหนีแสงหายไป หลั งจากนั้นเขาก็ออกจากลานฝึกมุ่งตรงไปยังหุบเขาเสียงกระซิบ
การไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ในครั้งก่อนหน้าทำให้เฉินเฉียงรู้แล้วว่าฮั่นจุยนั้นกำลังวางแผนการใหญ่
และแผนการที่ว่านั้น ฮั่นจุยสมควรจะต้องใช้ความทรงพลังของวิหารศักดิ์สิทธิ์แพร่กระจายเชื้อบางอย่างทำให้โลกปีศาจกลายเป็นแหล่งเพราะพันธุ์สัตว์คลั่งจำนวนมาก
ถึงแม้เขาจะไม่ได้เห็นฮั่นจุยลงมือกับตา แต่เขาก็เชื่อได้ว่าหากเขาไม่หยุดฮั่นจุยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันผู้นั้นต้องสร้างความวุ่นวายกับเขาและคนของเขาอย่างไม่ หยุดไม่สิ้น
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงตั้งใจว่าจะกลับไปยังโลกเพียงที่จะพาคนของฮุยตู๋มาโจมตีวิหารศักดิ์สิทธิ์
ตราบใดที่ผู้บ่มเพาะทั้งห้าพันของฮุยตู่มาถึงที่นี่ พวกเขาย่อมสามารถโค่นล้มวิหารศักดิ์สิทธิ์ลงได้ก่อนที่ฮั่นจุยจะก่อการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเฉินเฉียงกลับไปยังโลกมนุษย์ผ่านทางช่องเขตแดนที่โผล่ไปยังก้นสมุทรอ่าวมังกรซ่อน เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าในตอนที่เขาออกมานั้นไม่พบใครเลย เขาไม่พบคนของ งฮุยตู๋ที่คอยป้องกันพื้นที่นี้ไว้ ไม่พบเลยสักคนเดียว
-ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่-
เฉินเฉียงใจเต้นขึ้นมาในทันทีก่อนที่จะพุ่งตรงไปสัมผัสบรรยากาศบนโลกนี้อย่างเร็วรี่และเขาก็พบเหตุการณ์ที่น่าฉงนอย่างที่สุด
พลังวิญญาณบนโลกนี้เบาบางลงยิ่งกว่าเดิม
-เกิดอะไรขึ้นกันแน่-
เมื่อคิดแบบนี้ เฉินเฉียงก็เร่งเปิดกำไรสื่อสารก็พบตำแหน่งของฮูเตี๋ยนในทันที
และเขานั้นอยู่ที่เขตทะเลแดนใต้นี้เอง
หลังจากใช้ทักษะผ่ามิติไปห้าครั้ง เฉินเฉียงก็ไปถึงจุดที่ฮูเตี๋ยนอยู่
มันไม่มีเกาะ เป็นเพียงทะเลที่เวิ้งว้าง
แต่เขาก็ได้พบเข้ากลับผู้บ่มเพาะจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดทะเลอย่างบ้าคลั่ง
พื้นที่โดยรอบกว่าพันไมล์ทะเลในตอนนี้ถูกย้อมเอาไว้ด้วยสีเลือดที่แดงฉาน จนสะท้อนสีของมันไปบนท้องฟ้าได้เลย กลิ่นที่รุนแรงคละคลุ้งไปทั่วจนทำให้แม้แต่ผู้คนที่ได้กลิ่นก็ยังท ท้องบิดมวล มันเป็นฉากต่อสู้ที่เกินกว่าที่จะเรียกว่านองเลือด มันราวกับการย้อมโลกนี้ไว้ด้วยสีเลือดเพียงเท่านั้น มันวุ่นวายมากชนิดที่ว่าการคงอยู่ของเฉินเฉียงไม่ได้เป็นที่ร รับรู้ของผู้คนบริเวณนี้
หากมองไปปราดหนึ่งแล้วมันดูเหมือนว่าผู้คนเหล่านี้เพียงถ้าไม่ใช่ผู้คนในเผ่าพันธุ์เดียวกัน พวกเขาก็พร้อมจะสู้กันให้ถึงตายไปข้างหนึ่ง
“ผู้อาวุโสสูงสุด เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นที่นี่”
เฉินเฉียงได้พุ่งไปยืนอยู่ในบริเวณที่ฮูเตี๋ยนอยู่พลางมองไปที่ฉากการต่อสู้ที่โกลาหลด้วยใบหน้าที่มึนตึง
หลังจากฮูเตี๋ยนตัดหนวดของหมึกยักษ์ที่ใหญ่ยักษ์ยาวกว่าสี่สิบเมตรทิ้งไปข้างหนึ่ง เขาสูดหายใจเข้าลึกไปทีหนึ่งก่อนจะขึ้นไปหาเฉินเฉียงที่ลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า ก่อนที่จะหันไปม มองฉากเหตุการณ์โดยรอบด้วยท่าทางที่เศร้าสลด
“ท่านนายเหนือหัว เมื่อครึ่งเดือนก่อน คนของฮุยตู๋ที่ถูกส่งไปเฝ้าที่ช่องข้ามเขตแดนที่ใต้ก้นสมุทรคาบสมุทรมังกรคลั่งถูกโจมตีอีกครั้ง และมีเพียงคนเดียวที่เหลือรอดกลับมาส่งข่า าวให้พวกเราเกี่ยวกับการรุกรานจากต่างเขตแดน”
“แต่ในครั้งนี้นั้นมันยุ่งยากกว่าครั้งก่อน แม้เพียงแต่ทั้งสามเผ่าพันธุ์จะถูกเล่นงานบนผืนแผ่นดิน แม้แต่สัตว์ประหลาดทะเลก็ยังต้องพบเจอกับปัญหา”
“ท่านนายเหนือหัวลองดูทางนั้น มีสัตว์ประหลาดทะเลบางส่วนได้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพเรียบร้อยแล้ว”
และเป็นอย่างที่ฮูเตี๋ยนว่ามา เฉินเฉียงได้เห็นว่าสัตว์ประหลาดทะเลมากมายที่กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพ
แต่สิ่งทำให้เฉินเฉียงประหลาดใจก็คือสัตว์ประหลาดทะเลที่ฮูเตี๋ยนว่ามานั้น มันคือสัตว์วิญญาณจากโลกปีศาจที่ผ่านการเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดซากศพไปแล้ว
แถมดูๆไปแล้วมันยังดูเก่งฉกาจกว่าสัตว์ประหลาดทะเลในโลกนี้เสียอีก
หากว่าเขาไม่รีบหยุดพวกมันในตอนนี้ล่ะก็ โลกมนุษย์ต้องพบเจออันตรายอย่างแน่นอน
แต่ก็ยังมีเรื่องที่ทำให้เฉินเฉียงต้องตกตะลึงไปมากกว่านี้อยู่อีก
“ท่านนายเหนือหัว ไม่เพียงแค่ในทะเลเท่านั้น สถานการณ์บนแผ่นดินยังเลวร้ายกว่านี้มากนัก”
“ในตอนนี้ผู้บ่มเพาะจากต่างเขตแดนจำนวนนับไม่ถ้วนได้เปลี่ยนผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ถูกผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตจำนวนมากเปลี่ยนให้กลายเป็นหุ่นเชิดโลหิตชนิดที่เรียกได้ว่ าจำนวนนับไม่ถ้วน”
ด้วยการที่ทั้งสามเผ่าพันธุ์ต้องพบเจอกับผู้บ่มเพาะฝ่ายเดียวกันเอง ทำให้พวกเขายากจะลงมือ
“ในตอนนี้โลกมนุษย์ได้เผชิญหน้ากับการรุกรานเช่นนี้บ่อยครั้งขึ้นจนข้าคิดว่านี่คือหายนะที่นำพาพวกเราไปพบกับวันสิ้นโลกแล้วจริงๆ”
ยิ่งเฉินเฉียงได้รับฟัง ใบหน้าของเขาก็ยิ่งดำครึ้มไปทุกชั่วขณะ
“ฆ่า”
เฉินเฉียงในตอนนี้พูดออกมาได้เพียงหนึ่งคำ ก่อนจะพุ่งตรงเข้าสู่สงครามราวกับปีศาจที่บ้าคลั่งในการต่อสู้ นี่ทำให้ฮูเตี๋ยนทำได้เพียงแค่ลอบถอนหายใจก่อนจะร่วมวงการต่อสู้ในทันที
แต่เดิมเฉินเฉียงนั้นที่เขากลับมาที่นี่เพื่อหาคนไปช่วยเขาจัดการวิหารศักดิ์สิทธิ์และล้างแค้นฮั่นจุย
แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่อาจเป็นไปได้แล้ว
เหตุผลที่เขาพาคนของกองกำลังเทียนเว่ยไปยังโลกปีศาจที่ห่างไกลนั้นก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากโลกปีศาจในภายภาคหน้า
รวมถึงการนำร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามกลับมาและดูดซับพลังงานจากทั้งสามร่าง
แต่เมื่อดูสภาพในตอนนี้ สิ่งที่เขาคิดนั้นคงจะง่ายเกินไปจริงๆ
คนทั่วไปคงจะคิดว่าเขานั้นถูกวาสนานำพาจนกลายเป็นผู้นำของฮุยตู๋และกลายเป็นจ้าวของโลกใบนี้
ช่างน่าขำ
น่าขำจนอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง
เขาเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกันจนกระทั่งเขาคิดว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นี้จะช่วยเหลือโลกใบจากการถูกรุกรานของโลกปีศาจได้ แต่ดูสภาพของโลกในตอนนี้สิ
ไม่เพียงปัญหาที่เกิดในโลกปีศาจยังไม่อาจคลี่คลาย แม้แต่โลกใบนี้ก็ยังตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังอย่างนับครั้งไม่ถ้วน