ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 491 ผิดคาด
บทที่ 491 ผิดคาด
“แก แกโกหก”
เสียงของเว่ยกังในตอนนี้สั่นระรัวราวจะหมดแรง ก่อนที่จะรวมแรงตะเบ็งเสียงออกมา “ท่านจ้าวหอได้รับการคัดเลือกจากผู้คุมหอทั้งสี่และเหล่าผู้อาวุโสสูง แล้วท่านจะเกิดในดินแดนที่ต่ำต้อยเช่นนี้เนี่ยนะ”
หลังจากพูดจบ เป็นตอนนี้ที่เว่ยกังแสดงออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าฮ่าฮ่า ไอ้หนู อย่าได้มาหลอกข้าจะดีกว่า”
“ถึงท่านจ้าวหอจะเป็นคนของโลกแกแล้วยังไง”
“แกรู้รึเปล่าว่าทำไมหอหมาป่าของข้าถึงได้มาเหยียบย่ำที่นี่ได้อย่างสบายอารมณ์แบบนี้ นั่นก็เพราะท่านจ้าวหอเป็นผู้ชี้นำพวกข้ายังไงล่ะเว้ย”
“หากไม่ใช่เป็นท่านจ้าวหอเป็นผู้นำพา มีหรือที่พวกข้าจะแก้ไขปัญหาที่ยากเกินแก้มากว่าหลายร้อยปีอย่างการยึดครองโลกของพวกแกได้กันน่ะ ห้ะ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เฉินเฉียงถึงกับพูดไม่ออก
คำพูดของเว่ยกังนั้นถูกต้องแล้วจริงๆ
หากไม่ได้รับการชี้นำจากฮั่นจุย หอกองโจรหมาป่าย่อมไม่อาจจะส่งคนมาเหยียบย่ำที่โลกนี้ได้ราวกับเป็นสวนหลังบ้านของตนแบบนี้
ท้ายที่สุดแล้ว ยังไงซะ ฮั่นจุยก็เป็นกบฏของโลกใบนี้
และเพื่อที่จะทำความต้องการของตนให้สำเร็จ มันผู้นั้นไม่ลังเลที่จะชักนำพาคนภายนอกมาทำลายดุลยภาพของโลกใบนี้ หรือแม้แต่การทำให้คนของทั้งสามเผ่าพันธุ์กลายเป็นอาหารโลหิตของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตแบบนี้
ไม่แปลกใจเลยจริงๆที่พลังฟ้าดินบนโลกใบนี้จะหดหายลง ดูเหมือนนี่จะเป็นผลมาจากสัตว์ปีศาจที่เป็นหุ่นเชิดโลหิตของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตที่นำมา
ฮั่นจุยมันสติแตกไปแล้ว
มันเป็นคนที่สติแตกและวิปริตพอที่จะชักนำคนบนโลกปีศาจมาก่อหายนะบนบ้านเกิดของตนเฉกเช่นทุกวันนี้
และเมื่อเห็นเฉินเฉียงนั้นพูดไม่ออก เว่ยกังก็แสดงออกมาด้วยท่าทางของผู้มีชัย
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไอ้หนู สรุปว่าแกนั้นเป็นนายของคนบนโลกใบนี้สินะ”
“ท่านจ้าวหอเองนั้นสุดยอดไปเลยจริงๆ”
“ไม่เพียงที่นี่จะมีอาหารเลือดเช่นพวกแกอยู่มากมาย แม้แต่ระบบการบ่มเพาะของพวกแกก็ยังน่าอัศจรรย์นัก”
“ข้านั้นไม่เคยรู้ถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ”
“เรื่องที่ว่าผู้บ่มเพาะของโลกใบนี้จะมีพื้นที่เขตแดนส่วนตัวยามที่บรรลุเข้าขั้นระดับราชา”
“มันเรียกว่าอะไรนะ โลกใบเล็กสินะ”
“ฮี่ฮี่ฮี่…”
ในขณะที่เว่ยกังหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาก็ได้ดึงหุ่นเชิดโลหิตที่อยู่ข้างตัวเข้ามาหา “มานี่ ให้ข้าดูหน่อย”
เมือ่พูดจบ หุ่นเชิดโลหิตในระดับราชาจอมพลขั้นปลายก็ได้เปิดโลกใบเล็กตามคำสั่งของเว่ยกัง ก่อนที่จะนำเผ่าพันธุ์มนุษย์ออกมาสองคน
หลังจากนั้นเว่ยกังก็ได้ทุบไปที่หน้าอกของตนอย่างรุนแรง ก่อนจะมีสัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตของเขาที่มีขนยาวพะรุงพะรังกว่าครึ่งเมตรออกมาจากร่าง ก่อนที่จะเปิดปากที่โชกเลือดของมันกัดกินมนุษย์สองคนนี้เข้าไปข้างใน
มันคือการยั่วยุ
ยั่วยุอย่างไม่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้คน
เมื่อเห็นฉากนี้ ใบหน้าของเฉินเฉียงก็แสดงออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวในทันที
ส่วนเว่ยกังนั้นราวกับว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมานั้นยังไม่รู้สึกสาแก่ใจ เขาจึงได้ชี้ไปที่ผู้คนที่ด้านหลังสี่สิบกว่าคนแล้วพูดออกมา “ดูนี่ นี่คือผู้บ่มเพาะของพวกแกสี่สิบกว่าคน พวกมันล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับราชาเหนือราชา”
“แต่พวกมันทำอะไรข้าได้ล่ะ ห้ะ”
“และมาในตอนนี้พวกมันล้วนแล้วแต่กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพของข้าและคอยรับใช้ข้าได้เพียงเท่านั้น”
“หากข้าบอกให้พวกมันฆ่า มันจะฆ่า หากข้าสั่งให้พวกมันตาย มันต้องตาย”
“ที่นี้แกเข้าใจรึยังล่ะ”
“พวกแกนั้นมีค่าแค่เป็นหุ่นเชิดของพวกข้าเท่านั้นแหล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
เว่ยกังหัวเราะออกมาอย่างสะใจแล้วพูดต่อ “ไอ้เด็กเวร ดูเหมือนว่าเจ้าเองจะเป็นผู้อยู่จุดสูงสุดบนโลกใบนี้สินะ แล้วแกทำอะไรได้บ้างวะ”
“แล้วแกรู้รึเปล่าว่าในร่างของพวกมันนั้นยังมีผู้คนอยู่อีกนับล้านอยู่ในโลกใบเล็กของพวกมันน่ะ ห้ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
“ช่างเป็นแหล่งอาหารโลหิตที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
“เพียงแค่ข้านำพวกมันกลับไป ข้าจะสร้างผลงานชิ้นใหญ่ชิ้นโตเลยละเว้ย”
“ตราบใดที่ผลงานของข้าผู้นี้ไปเข้าหูเข้าตาของผู้อาวุโสระดับสูง ข้าบอกได้เลยว่าเมื่อถึงยามนั้น ผู้บ่มเพาะของพวกข้านั้นจะแห่กันมาที่นี่เพื่อให้ได้รับสุดยอดแหล่งอาหารเลือดพวกนี้กันอย่างไม่หวาดหวั่น”
“และเมื่อถึงเวลานั้น ไอ้เด็กเวร ต่อให้แกรวบรวมทุกชีวิตไว้เพื่อปกป้องและซ่อนพวกมัน แต่นั่นก็จะทำให้พวกข้าจัดการพวกมันได้ง่ายขึ้นเท่านั้นล่ะเว้ย”
แม้คำพูดของเว่ยกังจะดูโหดร้ายอย่างเกินกาล แต่นั่นก็ไม่ได้เกินเลยจากการคาดการณ์ของเฉินเฉียงแต่อย่างใด
ก็ผู้ที่มีนิสัยโหดเหี้ยมและวิปลาศเฉกเช่นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตนั้นจะปล่อยให้หลุดรอดกลับไปไม่ได้เป็นอันขาด
หากว่าฮั่นจุยมันคิดจะทำลายล้างโลกใบนี้ มันย่อมทำได้อย่างไม่ยากเย็น
เพราะนี่เป็นเพียงการมาของผู้คุมหอหมาป่าและคนของมันเพียงเท่านั้นยังทำให้โลกมนุษย์สูญเสียมากมายขนาดนี้ แล้วหากมันมาด้วยตัวเองจะไม่ยิ่งกว่านี้อีกรึไง
เมื่อถึงเวลานั้นคงจะไม่เหลือโลกไว้ให้ปกป้องแล้วกระมัง
ไม่นานก่อนหน้านี้ เฉินเฉียงได้เห็นราชาเหนือราชาขั้นสูงถึงหกร้อยหกสิบหกคนมาแล้วอีก
ความแข็งแกร่งของโลกปีศาจในตอนนี้ไม่อาจดูถูกได้อีกต่อไป
และนั่นจะทำให้การเสียสละของราชาจักรพรรดิทั้งสามนั้นสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นหน้าตายียวนของเว่ยกัง เฉินเฉียงก็เดือดดาลขึ้นมา เขาหัวเราะออกมาด้วยเสียงเย็นชาแล้วพูดออกไป “เว่ยกัง แกดีใจเร็วรึเปล่า เชื่อรึเปล่าว่าต่อให้ภาพฉากฝันของเจ้านั้นอาจจะเป็นจริง แต่ก็ไม่มีวันได้เห็นมันหรอก”
“ผู้สูงส่งผู้นี้จะทำให้เจ้าติดค้างอยู่ที่โลกนี้ไม่ได้กลับชาติไปเกิดอีกต่อไป”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เว่ยกังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างดังลั่น “ฮ่าฮ่าฮ่า ไอ้เด็กเวรนี่แกพูดอะไรออกมารู้ตัวมั่งรึเปล่าวะนั่น”
“นี่แกไม่รู้สึกตัวเลยรึไงว่าไอ้พวกราชาเหนือราชาหลังแกยี่สิบกว่าคนนั่นน่ะ พวกมันล้วนแล้วอยู่ในระดับขั้นปลายทั้งหมดทั้งสิ้นน่ะ ห้ะ”
“แล้วพวกมันนั้นทำอะไรข้าไม่ได้เลยสักคนเดียว แล้วไอ้ขี้ครอกราชาเหนือราชาที่ยังไม่ถึงขั้นกลางอย่างแกจะทำอะไรข้าได้วะ”
“หรือจะบอกว่าตัวแกเพียงแค่หนึ่งจะหยุดทุกสิ่งที่ข้าทำ”
คำพูดของเว่ยกังนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
จากที่เห็นท่าทางของหยางตู๋และคนอื่นๆแล้วเขาบอกได้เลยว่าเฉินเฉียงนั้นเป็นผู้นำจริงๆ
แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเชื่อว่าเพียงแค่เด็กน้อยอายุเพียงยี่สิบกว่าปีจะสามารถเอาชนะเขาในการต่อสู้ได้
เพราะไม่ว่าเฉินเฉียงจะแข็งแกร่งขนาดไหน เขาก็ยังเป็นเพียงราชาเหนือราชาขั้นต้นไม่ใช่รึไงกัน
ราชาเหนือราชา ไม่ว่าจะเป็นคนของโลกนี้หรือโลกไหน ไม่ว่าชื่อเรียกมันจะแตกต่างกันยังไงมันก็สมควรจะมีความแข็งแกร่งไม่แตกต่างกัน
อย่างน้อยเขาก็ยังไม่เคยได้ยินมาว่ามีผู้ใดอยู่ในระดับมหาราชามาก่อน
อย่างไรก็ตาม เพียงสิ้นคำของเว่ยกัง ก็มีเสียงที่ดูแก่ชรายิ่งกว่าได้ดังขึ้นมาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
“ไอ้เวรเว่ยกัง อย่าได้พูดจาสามหาว”
เพียงสิ้นเสียง ราชาจอมพลขั้นกลางกว่าร้อยคนได้ปรากฏตัวขึ้นมาภายใต้การนำพาของฮูเตี๋ยนได้ปรากฏในชั่วพริบตา
นี่ทำให้ความได้เปรียบของทั้งสองฝ่ายพลิกกลับในทันที
เมื่อเห็นท่าทางอันดุดันประดุจดั่งม้าป่าของคนกว่าร้อยที่ปรากฏ นี่ทำให้เว่ยกังเปลี่ยนไปจนมีท่าทีที่เคร่งเครียดในบัดดล พร้อมกันนี้เขาได้ส่งสัญญาณให้หุ่นเชิดซากศพระดับราชาจอมพลขั้นสูงกว่าสี่สิบคนให้กระชั้นชิดปิดล้อมเขาไว้
เมื่อเห็นแบบนี้ เฉินเฉียงก็ได้ตะโกนออกมา “ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ท่านผู้อาวุโสระดับสองล้อมพวกมันเอาไว้”
เมื่อได้รับคำสั่ง ฮูเตี๋ยนและหยางตู๋รีบให้คนของตนรอยล้อมเอาไว้ในทุกทิศทาง เรียกได้ว่ารายล้อมเว่ยกังและหุ่นเชิดซากศพเอาไว้อย่างสมบูรณ์
นี่ยิ่งทำให้เว่ยกังนั้นแสดงสีหน้าออกมาอย่างตึงเครียดอย่างที่สุด หลังจากมองไปยังผู้คนภายนอกที่รายล้อมเขาไว้ประดุจดั่งเขตแดนที่กล้าแกร่ง นี่ทำให้เขานั้นแสดงความตื่นตระหนกออกมา
“ไอ้หนู ดูเหมือนว่าแกนั้นจะเป็นผู้นำของไอ้พวกนี้จริงๆ ข้าล่ะสงสัยนักว่าแกมีอะไรถึงได้คุมไอ้พวกนี้ได้”
“โอ้”
เมื่อเห็นเว่ยกังที่ถูกล้อมรอบจนไม่อาจมีช่องทางหนูได้แล้วลนลานให้เห็น เฉินเฉียงก็ยักไหล่ไปทีหนึ่งแล้วพูดออกมา “เว่ยกัง แกนั้นอยากเห็นความสามารถของผู้สูงส่งผู้นี้สินะ”
“ไม่เห็นจะยากอะไร ข้าผู้นี้สามารถแสดงให้แกเห็นได้ประจักษ์กับตา”
“แต่ก่อนหน้านั้น ผู้สูงส่งผู้นี้ยังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ หากเจ้าไม่คิดอะไรมากก็จงตอบข้ามาตามตรง”
เว่ยกังที่ได้ยินก็ถามออกมาในทันที “มีห่าเหวอะไรก็ว่ามา”