ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 492 ฉายเดี่ยว
บทที่ 492 ฉายเดี่ยว
เฉินเฉียงได้ก้าวเดินขึ้นหน้าแล้วถามออกมา “บอกข้ามาว่าฮั่นจุยมันทำอะไรอยู่ที่หอหลักนั่น”
เมื่อเว่ยกังได้ยินก็นิ่งอึ้งไป “แกรู้เรื่องของท่านจ้าววิหารได้ยังไงกัน”
“ข้าถามเจ้าอยู่นะเว้ย” เฉินเฉียงถามออกมาด้วยนำเสียงแข็งกร้าว
“ฮ่าฮ่าฮ่า ” เว่ยกังหัวเราะออกมาอย่างดังลั่น “ไอ้เด็กเวร เอาเถอะนะ ต่อให้ข้าบอกแกไปแกไม่อาจจะเปลี่ยนอะไรได้อยู่ดี”
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าผู้นี้บอกแกได้แน่ๆก็คือยามใดที่ท่านจ้าวหอออกมาจากการเก็บตัว ยามนั้นโลกของแก ไม่สิ ไม่ว่าจะโลกนี้หรือโลกปีศาจ ล้วนแล้วแต่จะตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าของท่ านจ้าววิหาร”
คำพูดของเว่ยกังทำให้ผู้อาวุโสของฮุยตู๋อย่างฮุยเตี๋ยนและหยางตู๋ตกตะลึง
“ท่านนายเหนือหัว ฮั่นจุยมันมีอาวุธลับอันใดกัน”
เฉินเฉียงนั้นไม่ได้แสดงออกมาด้วยท่าทางอึ้งๆอย่างผู้อาวุโสสูงทั้งสองของฮุยตู๋แต่อย่างใด เขามีท่าทีนิ่งเรียบราวกับรับรู้ความเป็นไปได้อยู่ก่อนแล้ว
“เว่ยกังเอ๋ย แกนี่มันช่างเป็นตัวน่าอับอายของไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แกคิดว่าเพียงแค่ฮั่นจุยออกมาจากการเก็บตัวบ่มเพาะแล้วจะมีปัญญาไปยืนเคียงข้างมันผู้นั้นโดยหวังให ห้ไอ้บ้านั้นฉุดดึงเข้าไปเนี่ยนะ”
“ข้าบอกได้เลยว่าข้าผู้นี้รู้จักฮั่นจุยดีกว่าแกยิ่งนัก”
“แต่เอาจริงๆนะ ข้าว่าแกไม่ต้องกังวลไปถึงตอนนั้นหรอก ต่อให้ฮั่นจุยมันจะสามารถเปลี่ยนราชาจักรพรรดิทั้งสามให้กลายเป็นหุ่นเชิดโลหิตได้ แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับการที่ยกระดับให้ มันกลายเป็นราชาจักรพรรดิกันล่ะนั่น”
เว่ยกังที่ได้ยินก็ตกตะลึงในทันที
“แก แกรู้ได้ยังไง”
ความจริงนั้นคำพูดนี้เองก็เป็นเพียงการคาดการณ์ของเฉินเฉียงเพียงเท่านั้น
แต่จากท่าทีของเว่ยกังแล้วเขารับรู้ได้ในทันทีว่าการคาดการณ์ของเขานั้นถูกต้องแล้ว
ฮั่นจุยนั้นหมายที่จะเปลี่ยนราชาจักรพรรดิทั้งสามให้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพจริงๆ
ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด
เพราะว่าหากฮั่นจุยนั้นได้เป็นจ้าววิหารแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ ตัวฮั่นจุยเองก็สมควรจะต้องเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตอย่างไม่ต้องสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้นฮั่นจุยยังเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่พกพาเหล่าผู้สร้างแผ่นแก่นพลังงานและเครื่องผลิตเอาไว้อีก
หากฮั่นจุยต้องการขึ้นเป็นจ้าววิหารของวิหารศักดิ์สิทธิ์ล่ะแก้แค้นเผ่าพันธุ์ของตนเองล่ะก็ นั่นก็สมควรที่จะต้องมีกำลังมากพอที่จะล้มล้างทั้งโลกนี้ได้ถึงจะสำเร็จลง
แต่มันไม่ใช่เป้าหมายง่ายๆแต่อย่างใด
ก่อนที่ฮั่นจุยนั้นจะค้นพบวิธีที่ก้าวเข้าสู่ระดับราชาจักรพรรดิ ฮั่นจุยจะต้องเข้าถึงศพของราชาจักรพรรดิทั้งสามก่อนและเปลี่ยนทั้งสามให้เป็นหุ่นเชิดโลหิตเพื่อหาวิธีการเพื่อเข ข้าสู่ระดับนั้น
แต่ก็อีกล่ะนะไม่ว่าจะโลกนี้หรือโลกปีศาจ ทั้งสองโลกนี้ผู้ที่อยู่จุดสูงสุดนั้นเป็นเพียงระดับกึ่งราชาจักรพรรดิ หาใช่ราชาจักรพรรดิแต่อย่างใด
และนี่จึงทำให้เฉินเฉียงนั้นสามารถขัดขวางฮั่นจุยได้ง่ายขึ้น
“ฮี่ฮี่ฮี่ ไอ้เด็กเวร แกรู้แผนการของท่านจ้าววิหารแล้วมันยังไงล่ะ”
“ไม่ว่าแกจะเก่งกล้าขนาดไหนก็ไม่อาจจะหยุดยั้งการก้าวเดินของท่านจ้าววิหารได้”
“ข้าขอบอกเจ้าตามตรงเลยนะว่าต่อให้เจ้ารู้ว่าหอหลักอยู่ที่ใด แต่มันก็ไร้ค่า เพราะที่นั่นได้มีราชาเหนือราชาขั้นปลายอยู่รายรอบไว้ คนเช่นแกจะทำอะไรได้”
“สิ่งที่แกทำได้มีเพียงการรอคอยความตายเท่านั้น”
“เว่ยกัง แกนี่น้าชอบใจเร็วเสียจริง ข้าขอบอกตรงๆเลยนะว่าต่อให้ฮั่นจุยต้องเก็บตัวอยู่ในนั้นเป็นพันเป็นหมื่นปีก็ยังไม่อาจสำเร็จลงได้”
“โดยเฉพาะกับการเปลี่ยนให้ราชาจักรพรรดิทั้งสามนั้นเป็นหุ่นเชิดซากศพ ข้าบอกได้เลยว่ามันทำได้เพียงแค่ฝันกลางวัน”
เหตุผลที่เฉินเฉียงมั่นใจจนพูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำนั้นนั่นก็เพราะเขาได้เห็นร่างวิญญาณของราชาจักรพรรดิทั้งสามที่คอยปกป้องประตูข้ามเขตแดนที่เขตแดนจักรพรรดิมาแล้ว และนั่น ทำให้เขารู้ว่าทั้งสามเองก็มีขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้เหมือนกัน
ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของทั้งสามนั้น แม้อย่างมากจะอยู่ในระดับขั้นต้น แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ฮั่นจุยนั้นจะทำลายได้ด้วยเพียงพลังกายเท่านั้น
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ต่อให้ฮั่นจุยไม่ต้องลงมือ คนของโลกปีศาจคงรุกรานโลกไปนานปีแล้ว
เมื่อได้ยินการพูดจาระหว่างเฉินเฉียงและเว่ยกังแล้ว เหล่าผู้บ่มเพาะของฮุยตู๋รวมถึงฮุเตี๋ยนและหยางตู่ต่างก็เข้าใจได้ว่าฮั่นจุยคิดทำสิ่งใด
ถึงแม้เฉินเฉียงจะยังดูมั่นใจ แต่กับเหล่าผู้คนของฮุยตู่นั้นอดไม่ได้ที่จะหวาดหวั่น
ประเด็นก็คือราชาจักรพรรดิทั้งสามนั้นมีชื่อเสียงอย่างสูงล้ำ
ต่อให้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของฮุยตู๋ในตอนนี้เองก็ยังอยู่ห่างไกลจากราชาจักรพรรดิทั้งสามมากมายนัก หากว่าฮั่นจุยนั้นทำสำเร็จ พวกเขาเองก็สมควรจะต้องเผชิญหน้ากับราชาจักรพรรดิ ทั้งสามไม่ใช่รึไงกัน
เป็นตอนนี้ที่ท่าทางและอาการของเหล่าผู้คนของฮุยตุ๋ถูกสังเกตพบเห็นโดยเว่ยกัง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไอ้หนู ดูเหมือนว่าแกนี่มันจะเป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่เห็นน้ำตาสินะ”
“เอาเถอะ ยามใดที่ท่านจ้าววิหารสำเร็จเสร็จสิ้นในเรื่องนี้ นั่นจะเป็นเวลาตายของแก”
“แหม่ แต่ว่าก็ว่าเถอะนะ ท่านจ้าววิหารนั้นพูดได้ถูกต้องแล้วจริงๆ โลกของพวกแกนี่มีอาหารโลหิตอยู่อย่างล้นเหลือยิ่งนัก ไหนจะผู้บ่มเพาะชั้นเลิศที่เหมาะสมจะทำให้กลายเป็นหุ่น นเชิดซากศพอีกมากมายนี่อีก”
“เอาล่ะเดี๋ยวข้าจะให้พวกแกทั้งหลายให้เห็นว่าผู้คนทั้งหลายนั้นได้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพได้ยังไง”
เมื่อพูดจบ เว่ยกังยกมือขึ้น นี่ทำให้หุ่นเชิดซากศพระดับราชาจอมพลขั้นสูงสี่สิบกว่าตนแตกฮือออกไปประดุจผึ้งแตกรัง
“พวกเจ้าจงหยุด”
ในทันทีที่เฉินเฉียงตะคอกออกไป เหล่าหุ่นเชิดโลหิตที่พุ่งเข้าใส่ผู้คนราวกับหมาป่าปีศาจก็ได้หยุดนิ่งไม่ไหวตึง
เมื่อเห็นแบบนี้ เว่ยกังก็เดือดดาลแล้วรีบตะคอกออกไป “อะไรวะ คิดจะคัดขืนรึไง ลงมือ”
“อย่าได้ขยับ พ่อผู้นี้สั่งว่าไม่ให้ขยับไม่ได้ยินรึไง” เฉินเฉียงคำรามลั่นอีกครั้ง
และนี่ทำให้ร่างทั้งสี่สิบร่างนั้นเก้ๆกังๆอยู่กับที่ยังไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน
ฉากนี้ทำให้เหล่าผู้บ่มเพาะของฮุยตู๋ที่เตรียมต่อสู้กับหุ่นเชิดโลหิตต้องนิ่งอึ้งไป
และหลังจากที่พวกเขามองไปที่เฉินเฉียง ท่าทางของพวกเขาก็แสดงออกมาอย่างแปลกๆ
เฉกเช่นเดียวกับเว่ยกัง
นั่นก็เพราะหุ่นเชิดซากศพของเขาเหล่านี้ติดตามเขาเข่นฆ่าผู้คนมานานโดยไม่เคยแข็งขืนแต่อย่างใด แต่เพียงพวกมันพบเจอเฉินเฉียง พวกมันก็ราวกับได้พบผู้คนที่แพ้ทาง
เป็นเพียงที่เว่ยกังได้เห็นใบหน้าของเฉินเฉียงในตอนนี้ ใบหน้าของเว่ยกังก็เดือดดาลจนยับย่น
ในตอนนี้เฉินเฉียงได้เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นเว่ยกัง
ทั้งสองในตอนนี้ดูเหมือนกันอย่างกับแกะ ราวกับกำลังส่องกระจกอยู่คนละด้าน
นี่คือวิธีการรับมือหุ่นเชิดซากศพในระยะสั้นๆ
นั่นก็เพราะในการสร้างหุ่นเชิดโลหิตนั้นไม่ได้มีการฝังร่องรอยวิญญาณของคนสร้างเข้าไป นึ่งจึงทำให้พวกมันจำได้เพียงรูปลักษณ์ของเจ้านายผู้สร้างพวกมันได้เพียงเท่านั้น
“ไอ้ตัวระยำไร้ยางอาย”
เว่ยกังโกรธเกรี้ยวแล้วด่ากราดออกมา
นั่นก็เพราะเขาเชื่อมั่นว่าด้วยความช่วยเหลือจากหุ่นเชิดซากศพสี่สิบกว่าตนที่เขามี ไม่เพียงที่เขานั้นจะตีฝ่าวงล้อมไปได้ ดีไม่ดีเขาจะได้หุ่นเชิดซากศพระดับสูงมาเพิ่มเติมได้ด้วยซ ซ้ำ
แต่ในตอนนี้ หุ่นเชิดซากศพทั้งหลายที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างเลือดตาแทบกระเด็นนั้นกลับถูกควบคุมโดยเฉินเฉียง แล้วจะให้เขาทำอะไรต่อได้กัน
เมื่อเห็นเว่ยกังทำตัวไม่ถูกจนแทบจะคลั่ง เฉินเฉียงก็ได้ยิ้มเยาะแล้วพูดออกมา “เว่ยกัง แกนั้นมีหุ่นเชิดโลหิตอยู่ไม่ใช่รึไง นายเหนือหัวผู้นี้หากคาดเดาไม่ผิด หุ่นเชิดโลหิตขอ องแกเองก็ควรจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าราชาขั้นกลางกระมัง ลองปล่อยออกมาให้นายเหนือหัวผู้นี้ได้เชยชมมันสักหน่อยสิ”
ถูกต้องแล้ว
เว่ยกังยังมีหุ่นเชิดโลหิตอยู่กับตัว
หลังจากได้ยินแบบนี้ เว่ยกังก็ไม่ได้คิดมากก็เคาะไปที่อกของตน พร้อมกับมีสัตว์ปีศาจท่าทางคล้ายคิงคองที่มีความสูงห้าเมตรหลุดออกมาจากอก พร้อมแสดงออกมาด้วยท่าทีอันบ้าคลั่ง เฉ ฉกเช่นท่าทางของเว่ยกังในตอนนี้
เมื่อเห็นแบบนี้ เฉินเฉียงก็ได้พูดออกมาด้วยเสียงอันดังลั่น “ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ท่านช่วยข้ากันไม่ให้เว่ยกังหลบหนีไปได้ก็พอ ส่วนไอ้หนูนี่นั้นเดี๋ยวข้าจัดการมันเอง”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็พุ่งตัวเข้าใส่คิงคองปีศาจที่เป็นหุ่นเชิดโลหิตของเว่ยกังจนเสียงดังสนั่นลั่นสะเทือน
ด้วยการที่วิธีการโจมตีของหุ่นเชิดโลหิตเหล่านี้นั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา สิ่งที่พวกมันคาดหวังในตัวพวกมันเองนั้นเป็นเพียงบอลเลือดปีศาจกลืนกินของพวกมันเพียงเท่านั้น ด้วย สิ่งนี้ทำให้พวกมันจัดการศัตรูได้อย่างง่ายดายมานักต่อนัก
อย่างไรก็ตาม คิงคองปีศาจตัวนี้หารู้ไม่ว่าเฉินเฉียงนั้นไม่ต้องเกรงกลัวผลจากบอลเลือดปีศาจพวกนี้แต่อย่างใด ไม่สิ แม้แต่การพุ่งปะทะกันอย่างสนั่นสะเทือนแบบนี้ เฉินเฉียงเองก็หาไ ได้ต้องหวาดหวั่นไม่
ถึงแม้เฉินเฉียงจะเป็นเพียงราชาจอมพลชั้นต้นและสัตว์ปีศาจที่เขาต้องปะทะนี้จะอยู่ในระดับราชาปีศาจขั้นกลาง ด้วยการฝึกฝนระดับของขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้อย่างหนัก ทำให้ค่าสถา านะร่างกายของเฉินเฉียงเองพัฒนาขึ้นมากตามไปด้วยเหมือนกัน และนี่ทำให้ร่างกายของเขาในตอนนี้แข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าราชาจอมพลขั้นสูงแต่อย่างใด