ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 506 ย่างเข้าป่าใต้ดิน
บทที่ 506 ย่างเข้าป่าใต้ดิน
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งก็ได้เปิดกำแพงเขตแดนออก
เป็นตอนนี้ที่ตงติ๋นและคนอื่นๆในกองกำลังเทียนเว่ยได้ยินเสียงผ่านจิตวิญญาณของเฉินเฉียงในเวลาเดียวกัน
“จงปกป้องตัวเองและฝากดูแลผู้คนเบื้องล่างด้วยล่ะ”
เมื่อเห็นว่าผู้คนทั้งหมดได้เข้าป่าใต้ดินไปแล้ว เฉินเฉียงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที
ป่าใต้ดินนั้นมีพื้นที่ราบและกว้างอย่างสุดลูกหูลูกตา พื้นที่แห่งนี้อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลสักครึ่งหนึ่งของพื้นที่อื่นบนภูมิภาคตะวันออกแห่งนี้เลยก็ว่าได้ นี่ทำให้ภายในนั้นมีส สัตว์วิญญาณอาศัยอยู่ทั่วเกือบทุกพื้นที่และมีจำนวนคิดเป็นแปดในสิบส่วนของสัตว์วิญญาณในโลกปีศาจ
สัตว์วิญญาณบนโลกปีศาจและสัตว์ประหลาดบนโลกมนุษย์นั้นทั้งสองต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่รูปลักษณ์เดียวกัน แต่แตกต่างกันที่ระบบบ่มเพาะเพียงเท่านั้น
เฉินเฉียงในตอนนี้ได้ใช้กระแสจิตที่แสนกว้างไกลของตน สังเกตการณ์การลงมือของเหล่าศิษย์แผนกวิชายุทธ์และแผนกวัตถุวิญญาณในทันที
ไม่นาน เขาก็ได้พบเห็นศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตที่ได้เข้ามาในป่าใต้ดินก่อนใคร
และเป็นไปอย่างที่เขาคิดไว้
หลังจากที่เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งได้ออกปากออกมาแล้ว คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่คุมศิษย์สามารถกลืนกินศิษย์เหล่านี้ได้ตามใจชอบ ต่อให้กลืนกินไปจนหมดสิ้น เฉินเฉียง งที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งก็จะไม่ว่าอะไรสักแอะ
และนี่เองทำให้มีใครบางคนในเหล่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจสะกดกลั้นความกระหายของตนได้มากพอ เพียงแค่เขาพอศิษย์เหล่านี้เหยียบเข้าผืนป่า เขาก็กลืนกินศิษย์แผนกหุ่นเชิด ดโลหิตที่ติดตามตนมากว่าสี่พันจนหมดสิ้นตั้งแต่ที่ศิษย์เหล่านั้นยังไม่ได้เหยียบลงผืนป่า
“ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดพ่อคนนี้ก็ได้อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นกลางสักที ช่างดียิ่งนักที่พ่อคนนี้ตัดสินใจเสียเวลามาที่นี่”
“หากข้าผู้นี้ได้กลืนกินศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตอีกไม่กี่พัน ข้าย่อมก้าวขึ้นเป็นขั้นสูงได้เป็นแน่ และเมื่อถึงเวลานั้น ข้าผู้นี้จะต้องกลายเป็นผู้คุมหอหุ่นเชิดโลหิตเป็นแน่ ”
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้กำลังลิงโลกอยู่นี้ เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ปรากฏตัวอยู่ใกล้ๆ
นี่ทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้รีบหันขวับไปยังทิศทางที่ตนสัมผัสได้ด้วยสีหน้าเย็นชา
“ใครกัน ออกมาให้ผู้อาวุโสคนนี้ได้พบเห็นซะ”
อย่างไรก็ตาม เขานั้นเพียงแค่รับรู้ถึงการคงอยู่ได้เพียงเท่านั้น แต่เขาก็ไม่พบเห็นร่องรอยของสิ่งใด
ในตอนนี้แม้ว่าเขานั้นจะกลายเป็นผู้บ่มเพาะหุ่นเชิดโลหิตที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นกลางไปแล้ว แต่การที่เขานั้นยังไม่อาจรับรู้ได้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายแม้แต่เงา นี่มันหม มายความว่ายังไงกัน
มันก็หมายความว่าอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งกว่าเขาได้เพียงเท่านั้น
ผู้ทรงพลังที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูง
เมื่อคิดได้ถึงความเป็นไปได้นี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่พึ่งจะยกระดับบ่มเพาะของตนขึ้นมานั้นก็ได้ตื่นจากภวังค์แห่งการตื่นเต้นยินดี เขาได้ปลดปล่อยพลังจิตของตนออกมาพร้อมกับห หุ่นเชิดซากศพของตนมาคอยปกป้องตนเองเอาไว้
“เป็นตัวยุ่มย่ามแต่ไม่กล้าแม้แต่จะเสนอหน้างั้นรึ หากแกมีกึ๋นพอก็เสนอหน้ามาหาผู้อาวุโสผู้นี้บัดเดี๋ยวนี้นะเว้ย”
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่พึ่งจะผ่านช่วงความคิดที่ตื่นเต้นยินดีมานั้นทำให้อารมณ์ของเขายังพลุ่งพล่านอยู่ เขาได้มองไปรอบๆเพื่อหาให้พบว่าผู้ใดที่เป็นคนขัดขวางความสุขของตน จนทำแม้กระทั่งการส่งเสียงตะคอกดุด่าออกมาอย่างไม่เกรงกลัวว่าอีกฝั่งเป็นผู้ใด
เป็นตอนนี้ที่ร่างร่างหนึ่งอยู่ๆก็ได้ปรากฏตัวต่อหน้าเขา
“หลิวเซียน”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ก็ถึงกับต้องอุทานออกมาจนเสียงเพี้ยนและนิ่งอึ้งตะลึงงันไป
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะในตอนที่หลิวเซียนนั้นได้ถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศของวิหารศักดิ์สิทธิ์ เขานั้นจดจำได้ว่าหลิวเซียนเป็นเพียงราชาเหนือราชาขั้นกลางเท่านั้น เขาไม่นึกว่าห หลังจากผ่านไปได้แค่สองปี หลิวเซียนจะกลายเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูง
ต่อให้สิ่งที่เขาคิดนั้นไม่เป็นความจริง แต่ตัวเขาที่ซึ่งพึ่งจะยกระดับบ่มเพาะมาหมาดๆจะไม่ตกตายกลายเป็นอาหารเลือดเช่นเดียวกับศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตที่เขาพึ่งจะกลืนกินก่อนหน้า านี้ได้ยังไง
เมื่อคิดได้แบบนี้ หลังจากพยายามปั้นหน้าอย่างหลายครั้งหลายครา คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ปั้นหน้าชนิดที่เรียกว่าใจดีสู้เสือออกมาได้ และตัดสินใจได้ว่าตนเองต้องทำสิ่งใดต่อ
ยังไงซะ ชีวิตของเขานั้นต้องสำคัญกว่าเหนือสิ่งอื่นใด
หากว่าหลิวเซียนนั้นยังเป็นเพียงระดับราชาเหนือราชาขั้นกลาง เขาก็ยังพอจะทำตัวห้าวหาญเพื่อดึงดูดความสนใจจากคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนอื่นให้เข้ามาร่วมผสมโรงได้
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตจะมีความคิดที่วิปลาสราวกับไม่ใช่ผู้คน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะโง่งมและทำทุกอย่างเพียงเพื่ออาหารโลหิตเฉกเช่นสัตว์ปี ศาจ
และเขาก็รู้ดีว่าเขานั้นหาใช่คู่มือที่จะต่อกรกับอีกฝ่ายได้ไม่ แล้วเขาจะไปทำตัวราวกับเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายมาฆ่าเขาไปทำไม
แถมในตอนนี้เขาเองก็อยู่ห่างจากคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนอื่นมากนัก แม้จะต้องการดึงดูดผู้คนให้มาผสมโรง แต่นั่นก็คงเป็นเพียงหลังจากที่เขาตกตายไปแล้ว
“โอ้ หลิวเซียน…พี่ชายหลิวเซียนนี่เอง ข้าเองหลิวเกิ้งไง”
หลิวเกิ้งได้ป้องมือขึ้นพลางโค้งตัวลงต่ำ ในขณะเดียวกัน ประสาทสัมผัสและกระแสจิตของเขาก็ได้จับจ้องไปที่หลิวเซียนในทุกท่วงท่าอิริยาบถเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายนั้นจะฉวยโอกาสเล่นงาน ตนในตอนนี้
“โว่ เจ้าเองก็แซ่หลิวรึ…ว่าแต่แล้วมันยังไงล่ะ” เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์หลิวเซียนได้ยักไหล่ให้ทีหนึ่ง
“ฮี่ฮี่ฮี่ พี่หลิวเซียน ที่ท่านว่ามาก็จริง แต่ใครจะรู้ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้นพวกเราอาจจะมาจากสายตระกูลเดียวกันก็ได้นา”
“เจ้าเลิกพูดจาตีสนิทกับข้าได้แล้ว” เฉินเฉียงพูดพลางหัวเราะออกมาอย่างเลือดเย็น “ข้าเองได้ยินเจ้าพูดนะว่าเจ้านั้นหลังจากดูดซับศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตกว่าสี่พันคนไปแล้ว นั่น ทำให้เจ้านั้นพึ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับราชาเหนือราชาขั้นกลางไม่ใช่รึไง”
“แล้วเจ้ายังนึกดีใจกับมันอยู่อีกรึเปล่าล่ะในตอนนี้”
“ไม่ใช่ว่านั่นมันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นผู้คุมหอเลยไม่ใช่รึไงกัน”
“และเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าเองก็คงรู้อยู่แล้วเหมือนกันสินะว่าหลิวเซียนผู้นี้เป็นอาชญากรที่ถูกหมายหัวโดยวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างที่สุดน่ะ”
“หากเจ้าว่าที่ผู้คุมหอได้จับตัวข้าไป ข้าบอกได้เลยว่าเจ้านั้นต้องได้เป็นใหญ่เป็นโตอย่างไม่ต้องสงสัย อ้ะ แล้วอย่ามาทำเป็นพูดดีว่าเจ้านั้นไม่ได้คิดใหญ่ใฝ่สูงจนไม่คิดจะจับข้า กลับไปซะล่ะ”
เมื่อหลิวเกิ้งได้ยินแบบนี้ ใบหน้าของเขาก็ได้กระตุกยิบ
ใช่ เขานั้นอยากจะทำเช่นนั้นจริง
แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเขานั้นอยากจะได้รับตำแหน่งที่สูงส่งอย่างกระสันโดยไม่สนใจชีวิตตนเอง
หากว่าผอ.จ้งออกมาในตอนนี้ล่ะก็ เขานั้นยอมยกความดีความชอบนี้ให้ผอ.จ้งไปด้วยซ้ำ นั่นก็เพราะต่อให้เขาจะไม่ได้รับหน้าค่าตาเฉกเช่นเดียวกับผอ.จ้ง แต่เพียงแค่ได้สร้างสายสัมพันธ ธ์อันดีกับผอ.จ้งไว้ล่ะก็ เขาเชื่อว่านั่นจะเป็นใบเบิกทางให้กับหนทางที่ดีเยี่ยมเขาจะกลายเป็นผู้คุมหอผู้หนึ่งได้อย่างแน่นอน
แต่กระนั้น หนทางที่เขาคิดว่าดีที่สุดกลับถูกสาวออกมาให้เห็นกันอย่างโต้งๆ
เมื่อเห็นว่าตนเองคิดถูก เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์หลิวเซียนก็ได้พูดออกมาอย่างเหน็บแนม “หลิวเกิ้ง คงไม่ใช่ว่าเจ้านั้นคิดเตะถ่วงเพื่อรอกำลังเสริมหรอกนะ อย่าบอกนะว่าเจ้า านั้นต้องการรอผอ.จ้งนั่นกัน”
“ฮี่ฮี่ฮี่ ข้าขอบอกตามตรงนะว่าไอ้ผอ.จ้งอะไรนั่นที่เจ้าหวังพึ่งใบบุญน่ะ ข้าผู้นี้ได้ฆ่ามันไปนานมากแล้ว”
“แกโกหก”
หลิวเกิ้งรีบบอกปัดในทันทีที่ได้ยิน
เขานั้นไม่ได้แยแสว่าหลิวเซียนตรงหน้าเขานั้นจะพูดเปิดโปงแผนการของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งแต่อย่างใด
แต่ไอ้คำพูดที่ว่าหลิวเซียนได้ฆ่าผอ.จ้งไปนานมากแล้วนี่มันการพูดจะเพื่อสั่นคลอนจิตใจชัดๆ
นั่นก็เพราะเขาและคนอื่นๆต่างก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผอ.จ้งนั้นสามารถฆ่ารองจ้าววิหารได้อย่างง่ายดาย ต่อให้หลิวเซียนจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่มีทางที่จะฆ่าผอ.จ้งลงได้
เมื่อได้ยินแบบนี้แล้ว เฉินเฉียงก็ยักไหล่ให้ทีหนึ่งก่อนจะพูดออกมา “ก็ถ้าแกไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม แกนั้นจะไม่อาจหลุดรอดน้ำมือของข้าได้ในวันนี้ ไม่ว่าจ จะยังไงก็ตาม”
เมื่อเห็นว่าเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์หลิวเซียนเตรียมพร้อมจะลงมือสังหาร หลิวเกิ้งก็เลิกคิดถึงโชคของตนที่จะมีกองหนุนเข้ามาช่วยเหลือ เขานั้นรู้ดีว่าอีกฝ่ายทรงพลังมากมายขน นาดไหน จนเรียกได้ว่าการสู้ระหว่างเขาก็หลิวเซียนจะกลายเป็นศึกใหญ่อย่างแน่นอน และนี่ทำให้เขานั้นให้หุ่นเชิดซากศพทั้งสามของตนพุ่งเข้าใส่เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์หลิวเซี ยนในทันที ก่อนที่จะเรียกสัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตของตนกลับเข้าร่างให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพื่อที่ว่าจะได้หลบหนีได้อย่างทันควัน
ไม่ว่ายังไงก็ตาม เขาต้องรอดออกไปพร้อมกับหุ่นเชิดโลหิตของเขาให้ได้
ด้วยการที่หลิวเกิ้งนั้นรู้ดีถึงความห่างชั้นของเขาและหลิวเซียนว่าต่างกันมากมายขนาดไหน เขาบอกได้เลยว่าเขานั้นไม่สามารถหนีรอดไปได้อย่างง่ายดายอย่างแน่นอน
แม้ต้องเสียหุ่นเชิดซากศพไป เขายังมีวิธีการสร้างพวกมันขึ้นใหม่ได้อีกมากมายหลายทาง
แต่หากหลิวเซียนได้ฆ่าหุ่นเชิดโลหิตของเขาไป ต่อให้หลุดรอดไปได้ อนาคตของเขาก็จะจบสิ้นอยู่ดี
ดังนั้น….
สิ่งที่หลิวเกิ้งคิดและตั้งใจที่จะลงมือทำนั้นเรียกได้ว่าถูกต้องอย่างที่สุด
แต่หลิวกิ้งนั้นไม่คาดคิดว่าในตอนที่เขาได้หันหน้าไปเพื่อเตรียมที่จะโจนทะยานถอยหนี หุ่นเชิดซากศพทั้งสามของเขาที่พุ่งตรงไปหาหลิวเซียนนั้นไม่ได้ทำให้หลิวเซียนสามารถออกท่าออ อกทางโจมตีปัดป้องหรือถอยหนีแต่อย่างใด
ฮื้ม
นี่ทำให้หลิวกวงที่รับรู้ได้ถึงกับต้องนิ่งอึ้งไปในทันที
ในตอนนี้เขานั้นรับรู้ได้ว่าหุ่นเชิดซากศพทั้งสามของเขาที่กำลังพุ่งเข้าใส่เฉินเฉียงนั้นเกือบจะถึงตัวและทำร้ายหลิวเซียนได้แล้ว นี่จึงทำให้เขานั้นรู้สึกอยากจะอยู่รับรู้ถึง งผลงานของตนก่อน
เพราะหากว่าหลิวเซียนไม่ได้ทรงพลังอย่างที่ร่ำลือกันจริงล่ะก็ นี่จะทำให้เขานั้นสร้างผลงานชิ้นใหญ่ต่อวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในตอนที่หลิวเกิ้งคิดหยุดเท้าของตน นั่นก็เท่ากับว่าโชคชะตาของเขาถูกปิดกั้น และหลงเหลือเพียงแค่ความตายเท่านั้น
นั่นก็เพราะฉากถัดมาที่หลิวเกิ้งได้สัมผัสรับรู้นั้น แม้แต่เงาดำในจิตใจที่เขาต้องดิ้นรนต่อสู้กับมันมาชั่วชีวิตก็ยังไม่อาจเทียบเท่าได้