ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 507 หายนะ
บทที่ 507 หายนะ
เอื๊อออก
หลิวเกิ้งผู้ซึ่งกำลังรู้สึกได้ราวกับลำคอของเขากลายเป็นทะเลทรายที่แห้งผากนั้นต้องยืนนิ่งอึ้งตะลึงงันกับฉากเหตุการณ์ที่แสนน่าฉงนสนเท่ห์จนทำให้เขานั้นต้องนิ่งอึ้ง
นั่นก็เพราะหุ่นเชิดซากศพทั้งสามตนของเขานั้นได้พุ่งผ่านทะลุตัวหลิวเซียนไปราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่
และที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือหลิวเซียนที่เขาเห็นยังยืนนิ่งโดยมีมือที่ไพล่หลังราวกับไม่ได้รับผลจากการโจมตีใดๆ
จะมีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนนั้นก็คงเป็นเพียงรอยยิ้มที่เหยียดกว้างกว่าเดิมเพียงเท่านั้น
“โย่ ไอ้เวรแซ่เดียวกัน ไม่ใช่ว่าเจ้านั้นจะวิ่งหนีไม่ใช่เรอะ…เฮ้อ ช่างน่าเสียดายนัก”
“ต่อให้เจ้าคิดจะหนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะนะ”
เมื่อเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของหลิวเซียนได้พูดจบลง หลิวเกิ้งก็ทำได้เพียงยืนนิ่งไม่ไหวติง
นั่นก็เพราะฉากที่เขาเห็นน่าสะพรึงเกินไป น่าสะพรึงยิ่งกว่าฉากก่อนหน้า
นั่นก็เพราะเขาได้เห็นหน้าของหลิวเซียนที่เฉินเฉียงได้เปลี่ยนรูปลักษณ์อยู่นั้น เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
และมันกลายเป็นหน้าของผอ.จ้ง ที่แสดงออกมาอย่างเย็นชา
เมื่อเห็นฉากนี้ ใบหน้าของหลิวเกิ้งก็ซีดเผือดในทันใดพร้อมมุมปากที่กระตุกยับ แม้แต่ผมที่ดกดำของเขาก็ยังตั้งอย่างชี้ฟูราวกับพึ่งผ่านการช็อตด้วยสายฟ้าแสนโวลต์มา
“ผี ผี แก แกเป็น ผี”
หากว่าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์อยู่ มีหรือที่จะเปลี่ยนใบหน้าได้ง่ายๆแบบนี้ได้กัน
หากว่าเป็นมนุษย์จริง ก็คงจะไม่โดนหุ่นเชิดซากศพของเขาโจมตีทะลุผ่านไปจนหมดแบบไร้ร่องรอยแบบนี้ไม่ใช่รึไงหากยังมีร่างกายอยู่
อย่างไรก็ตาม หลิวเกิ้งก็ต้องพบเจอฉากที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม
มันเป็นฉากที่เขายากจะอธิบายออกมาได้
นั่นก็เพราะเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งเมื่อเห็นว่าหลิวเกิ้งเกรงกลัวเขาจนขาสั่นไม่หยุดและหมายจะเดินหนีออกไปจากที่นี่ เฉินเฉียงก็ก้าวขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่งและโค้ง งตัวลงด้วยรอยยิ้ม
ปีกสีเงินที่ยาวกว่าสิบเมตรได้โผล่พรวดออกมาจากกลางหลังเขา
ปีกสีเงินที่ราวกับประกอบมาจากดาบทั้งสี่ข้าง ดาบแต่ละเล่มที่เสียดสีกันไปมาตลอดเวลาจนบังเกิดเสียงเสียดสีที่เสียดหู พวกมันได้ส่องแสงแวววับไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน
หลิวเกิ้งที่เห็นฉากนี้ก็เบิกตากว้างมองอย่างกว้างที่สุดเท่าที่จะมากได้จนราวกับทำให้ดวงตาของเขาถลนออกมา
เมื่อเห็นว่าหลิวเกิ้งตะลึงถึงขีดสุด ปีกสีเงินทั้งสี่ของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งก็ได้พุ่งตรงใส่หลิวเกิ้งในทันที
แม้แต่หุ่นเชิดโลหิตของหลิวเกิ้งก็ไม่อาจจะหลุดรอดไปได้
ผู้ทรงพลังระดับราชาเหนือราชาผู้หนึ่ง ตกตายลงไปโดยไม่แม้แต่จะมีโอกาสจะสู้รบตบมือ
หากว่ากันตรงๆ หากเฉินเฉียงหากคิดจะฆ่าให้หลิวเกิ้งตกตายไปโดยง่ายเขาย่อมทำได้ในทันที
แต่หากว่ากันตรงๆ ต่อให้เขาไม่ใช้เขตแดนจักรพรรดิมันก็เพียงพอที่จะทำให้หลิวเกิ้งเกรงกลัวจนตัวสั่นเพียงพอที่จะตายได้แล้ว
นั่นก็เพราะ หลิวเกิ้งนั้นไม่เคยได้พบเจอมนุษย์กลายพันธุ์เฉกเช่นเฉินเฉียงมาก่อน
หลังจากฆ่าหลิวเกิ้ง เฉินเฉียงก็เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นหลิวเซียนอีกครั้งก่อนที่จะพุ่งไปหาเป้าหมายต่อไป
อีกที่ในส่วนลึกของป่า ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตคนหนึ่งได้ฆ่าสัตว์วิญญาณลงไป ในขณะที่เขาหมายจะให้หุ่นเชิดโลหิตของตนกลืนกินร่างของสัตว์วิญญาณตัวนี้ หุ่นเชิดโลหิตอีกร่างหนึ่ งที่ตัวใหญ่กว่ามากนักได้ปรากฏตัวขึ้นที่บนท้องฟ้าก่อนที่จะกลืนกินหุ่นเชิดโลหิตของศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตคนนี้ไปจนหมดสิ้นในคราวเดียว
เมื่อศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตผู้นี้เงยหน้าขึ้นฟ้า เขาที่เห็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ติดตามมาเขาก็ต้องแสดงออกมาซึ่งความตื่นตระหนกในทันที
“ท่านผู้แทนลี่หยัง ทำไมท่านถึงฆ่าหุ่นเชิดโลหิตของข้ากันล่ะ”
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่าลี่หยังได้สบถออกมาทีหนึ่งแล้วพูดออกมา “ผอ.จ้งสั่งเจ้าไว้ก่อนหน้านี้ไม่ใช่รึไงว่ายามที่เจ้าอยู่ที่นี่จะฆ่าได้เพียงสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทราบที่มา เท่านั้น”
“แต่เจ้ากลับฆ่าสัตว์วิญญาณที่ไม่รู้เรื่องราวไปตัวหนึ่ง”
“และเพื่อให้คำสั่งของผอ.จ้งนั้นยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่ในที่แห่งนี้ ข้าจะขอบอกพวกเจ้าอีกครั้งว่าใครก็ตามที่ขัดคำสั่งของผอ.จ้ง มันผู้นั้นก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่”
“แล้วก็ไอ้หนู ส่วนเจ้าที่ไม่มีหุ่นเชิดโลหิตอยู่ในร่างแล้วก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่เช่นกัน”
หลังจากพูดจบ หุ่นเชิดโลหิตของลี่หยังก็ได้กลืนกินศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตผู้นี้ไปในทันที
นี่ทำให้ใบหน้าของศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตคนอื่นที่เห็นเปลี่ยนสีหน้าในบัดดล
ตลอดทาง พวกเขากว่าครึ่งถูกสังหารโดยลี่หยังผู้นี้ไป และในแต่ละครั้ง ชายผู้นี้มีเหตุผลมากมายเพียงพอที่ทำให้เขาจะหวาดกลัวจนไม่กล้าจะลงมือทำสิ่งใดแล้วเหมือนกัน
“อ้ะ….สัตว์วิญญาณ….”
ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตผู้หนึ่งผู้ซึ่งเห็นว่าสัตว์วิญญาณตัวหนึ่งที่พึ่งพบเจอไม่มีร่องรอยของจิตวิญญาณก็รีบพุ่งเข้าไปฆ่าฟันมันในทันที
แต่เป็นเพียงตอนที่เขาปลดปล่อยหุ่นเชิดโลหิตออกมา หุ่นเชิดโลหิตของลี่หยังก็ได้พุ่งตรงไปเขมือบหุ่นเชิดโลหิตของศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตผู้นี่ส่งตรงลงท้องไป
ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตผู้นี้ได้เดือดดาลขึ้นมาก่อนที่จะโวยวายดุด่าอย่างไม่คิดถึงชีวิตตน “ท่านผู้แทนวิหารศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์ผู้นี้พึ่งฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักไป มันไม่ใช่การข ขัดคำสั่งแต่อย่างใดแล้วทำไมท่านถึงฆ่าหุ่นเชิดโลหิตของข้ากัน”
“เอ่ออออ” ลี่หยังเกาหัวแกรกในทันทีอย่างเขินอายก่อนจะพูดออกมา “ข้าขอโทษด้วยจริง พอดีเห็นเจ้าลั่นปากออกมาว่าสัตว์วิญญาณ มือของข้าก็เลยลั่นสั่งหุ่นเชิดโลหิตของข้าไป”
“แต่ในเมื่อเจ้านั้นแสดงออกมาอย่างไม่เคารพข้า เจ้าเองก็สมควรตายอยู่แล้ว”
“แต่ก็อีกล่ะนะ ในเมื่อหุ่นเชิดโลหิตของเจ้าไม่อยู่แล้ว เจ้าก็ตามมันไปอยู่ด้วยกันก็แล้วกันเนาะ”
เมื่อพูดจบ หุ่นเชิดโลหิตของลี่หยังก็ดูดกลืนศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตผู้นี้ไปจนเหือดแห้ง
มือลั่น
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตทั้งหลายถึงกับตัวสั่นงันงก
นี่มันแสดงให้เห็นว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ไม่ได้สนใจไยดีชีวิตของพวกเขาแต่อย่างใด
พวกเขาแม้จะไม่รู้ว่าตอนที่ตนเองฆ่าผู้อื่นได้แสดงสีหน้าออกมายังไงก็ตาม แต่พวกเขาในตอนนี้ได้เห็นแล้วว่าลี่หยัง ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตเฉกเช่นเดียวกับพวกเขา สามารถ ฆ่าพวกเขาได้โดยใบหน้าไม่กระดิกกระเดี้ยแม้แต่น้อย
พวกเขาตอนที่ฆ่าผู้อื่นจะทำสีหน้าอย่างนั้นรึเปล่านะ
ยังไม่รวมถึงว่ายามที่อยู่ๆมีบางสิ่งออกมาจากป่าลึกเช่นนี้ ใครมันจะสนกันว่าอีกฝ่ายเป็นตัวอะไร แค่โผล่หน้ามาเจอกันมันทำได้เพียงแค่ต้องสู้กันก่อนไม่ใช่รึไง
ไม่นาน สัตว์วิญญาณอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ปรากฏ
แต่ในตอนนี้ไม่มีศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตคนใดที่กล้าจะลงมืออีก
นั่นก็เพราะหากผู้แทนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มือลั่นสังหารพวกเขาอีก ต่อให้คิดเสียใจที่ลงมือก็ยังหมดโอกาสที่จะนึกเสียใจ
และผลก็คือศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตได้นำพากลุ่มหุ่นเชิดโลหิตของตนพุ่งทะลุผ่านสัตว์วิญญาณกลุ่มนี้ไปโดยไม่ได้แตะต้องราวกับตามืดบอด พวกเขาทำเพียงพุ่งผ่านไปเฉยๆเท่านั้น
แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าลี่หยังนั้นหาได้ปล่อยพวกเขาไปไม่
“ฮู่มมมมมมมม”
หุ่นเชิดโลหิตของลี่หยังที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นต้นได้คำรามลั่นก่อนจะพุ่งตรงไปขวางทางเหล่าศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตเอาไว้
“ท่านผู้แทนลี่หยัง นี่มันจะไม่เกินไปหน่อยงั้นรึ”
“พวกเรายังไม่ได้ทำสิ่งใดผิดพลาด แล้วทำไมท่านถึงไม่ปล่อยพวกเราไปกัน”
“ปล่อยพวกเจ้ารึ นี่พวกเจ้าเป็นพวกโลกสวยกันสินะ”
ลี่หยังสบถออกมาทีหนึ่งก่อนจะคำรามลั่น “สัตว์วิญญาณจำนวนมากมายที่พึ่งจะผ่านไปนั่นมันหมายความว่ายังไง นี่พวกเจ้าตาบอดกันหมดรึไง ทำไมพวกเจ้าถึงไม่คิดลงมือ”
“ในเมื่อพวกเจ้ามันไร้ประโยชน์จนไม่กล้าแม้แต่จะลงมือกับสัตว์วิญญาณ แล้วข้าจะปล่อยให้ไอ้พวกตัวไร้ประโยชน์เช่นพวกเจ้าไว้ทำไมกัน”
เมื่พูดจบคำ หุ่นเชิดโลหิตของลี่หยังก็ได้ปรากฏและกวาดเอาศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตกว่าพันคนไปในคราวเดียวจนในตอนนี้เหลือเพียงกองซากร่างที่เหือดแห้ง
นี่ทำให้ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตที่ยังคงเหลือเมื่อได้พบเห็นถึงกับหน้าถอดสีและตัวสั่นงันงก
ลี่หยังนั้นคิดที่จะฆ่าพวกเขาให้หมดสิ้นชัดๆ
“ไอ้พวกวิชายุทธ์และผอ.จ้งพูดได้ถูกต้องนัก วิหารศักดิ์สิทธิ์มันเป็นปีศาจแล้ว”
“แม่งเอ๊ย อยู่ไปก็ตายเปล่า ข้าว่าพวกเราแยกย้ายกันไปดีกว่า”
“รอให้พ่อคนนี้หนีออกไปจากที่นี่ได้ก่อนเถอะ หลังจากที่พ่อคนนี้ยกระดับบ่มเพาะให้สูงกว่านี้ได้เมื่อไหร่ พ่อคนนี้จะไปเข่นฆ่าพวกแกถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์”
ลี่หยงที่ทำตัวโหดร้ายป่าเถื่อนอย่างเกินกาลนี้ได้ทำให้ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตทุกคนทนไม่ไหวอีกต่อไป
และนี่ทำให้ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตที่เหลือกระจัดกระจายไปในทุกทิศทุกทางพลางออกปากสาปแช่งลี่หยงและวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ขาดปาก
ลี่หยงที่ยังคงลอยอยู่บนฟ้าหาได้แยแสต่อคำสาปแช่งเหล่านี้ไม่ เพราะอีกไม่นาน ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตเหล่านี้จะกลายเป็นอาหารโลหิตของเขาเพียงเท่านั้น
ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก จะมีสิ่งใดที่สำคัญไปได้อีกกัน
มันก็ต้องเป็นระดับบ่มเพาะอยู่แล้วไม่ใช่รึไง
และด้วยระดับบ่มเพาะของเขาแล้ว มันย่อมสูงพอที่จะจัดการเพียงปลาเล็กปลาน้อยเหล่านี้
ส่วนไอ้คำสาปแช่งพวกนั้นมันก็เป็นได้เพียงคำสั่งเสียก่อนตายของอาหารโลหิตของเขาเหล่านี้เพียงเท่านั้น