ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 510 เมิ่งน้อย
บทที่ 510 เมิ่งน้อย
มีบางอย่างเกิดขึ้นกับหยานเสวี่ย
นี่เป็นสิ่งแรกที่เฉินเฉียงคิดขึ้นมาในใจเมื่อเห็นข้อความนี้
เฉินเฉียงนั้นคุ้นเคยกับหยานเสวี่ยอย่างที่สุด
นับจากเขาและเธออยู่กินด้วยกันมา ต่อให้เธอพบเจออันตรายเธอยังไม่เคยคิดเรียกว่าเขาเลยสักครั้ง
แต่ในเมื่ออยู่ๆก็เรียกหาขนาดนี้ มีหรือที่เขานั้นจะลังเลที่จะไปหา เขารีบปลดปล่อยกระแสจิตของตนก่อนที่จะพุ่งไปตามตำแหน่งของเธอที่กะพริบอยู่ในกำไลสื่อสารของเขา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขามาถึงจุดที่ใกล้กับหยานเสวี่ยอยู่ กระแสจิตของเฉินเฉียงนั้นหาได้ตรวจพบว่าสิ่งใดเป็นอันตรายไม่
แถมนะจุดนี้ยังมีศิษย์แผนกวิชายุทธ์อยู่ร่วมสองแสนคน แล้วเธอจะไปพบเจออันตรายได้อย่างไร
เมื่อรู้สึกถึงเรื่องนี้ เฉินเฉียงก็ได้ลดความเร็วลง
นั่นก็เพราะในหมู่เหล่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามร้อยคนนั้น ยังมีอีกคนหนึ่งที่ทำท่าที่จะออกไปจากป่าใต้ดินนี้
นอกจากคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนนี้แล้ว คนอื่นนั้นล้วนแล้วแต่ตกตายไปหมดสิ้น
แล้วมีหรือที่เขาจะปล่อยมันไป
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ หาข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ไปเข้าหูวิหารศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่เขาจะได้เตรียมตัวและลงมือล่ะก็ เขาคงต้องโดนไล่ล่าอย่างไม่ลดละเป็นแน่
หลังจากช่างน้ำหนักของวิกฤตการณ์แล้ว เฉินเฉียงจึงตัดสินใจไปฆ่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ก่อน
นี่ทำให้เขาใช้ทักษะผ่ามิติในทันที
เฉินเฉียงในตอนนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด จนในที่สุดเขาก็พบร่องรอยของคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์คนสุดท้าย
อีกหนึ่งพันไมล์ข้างหน้า นี่อยู่ในระยะของขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาพอดี
หลังจากเปิดขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาไปแล้ว เฉินเฉียงได้ลดความเร็วของเป้าหมายของเขาลง ก่อนที่จะพุ่งตรงไปหาเป้าหมายของเขาและทะลวงผ่านไปราวกับลูกธนูที่ทะลวงเป้าหมาย
หลังจากจัดการเสร็จสิ้น เฉินเฉียงได้หันหลังและบินตรงไปหาหยานเสวี่ย
ไม่นาน เฉินเฉียงก็ได้ปรากฏตัวต่อหน้าเธอ
เขาเห็นหยานเสวี่ยกำลังลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าพร้อมใบหน้านิ่วคิ้วขมวด
เมื่อเห็นแบบนี้ เฉินเฉียงก็รีบเข้าไปอยู่ข้างนางอย่างหน้าตาตื่นก่อนที่จะมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าพลางถามออกมาอย่างร้อนรน ”มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ ทำไมเจ้าถึงได้ทำหน้าตาแบบนั้นล่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางของเฉินเฉียงยามที่ได้ปรากฏ หยานเสวี่ยก็ได้ยิ้มหวานออกมา “ข้าไม่เป็นอะไรหรอก แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเมิ่งน้อยน่ะ”
ฮื้ม
เมื่อเห็นว่าหยานเสวี่ยนั้นยังสบายดี เฉินเฉียงก็โล่งใจ
แต่เมิ่งน้อยนี่….ไม่ใช่ว่าเจ้านี่อยู่แต่ในโลกใบเล็กของหยานเสวี่ยไม่ใช่รึ
หากว่ากันตรงๆแล้ว ตลอดเกือบปีที่ผ่านมานั้น เมิ่งน้อยสมควรจะอยู่ในช่วงเก็บตัวบ่มเพาะ แล้วจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเจ้านั่นได้กัน
“เอาล่ะ ให้ข้าเข้าไปดูหน่อยสิ”
หยานเสวี่ยพยักหน้ารับ ก่อนจะเปิดโลกใบเล็กให้เฉินเฉียงเข้าไป
ในโลกใบเล็ก เมิ่งน้อยยังคงหลับตาเข้าสู่ภวังค์บ่มเพาะอยู่
อย่างไรก็ตาม เฉินเฉียงนั้นต้องประหลาดใจเพราะแก่นวิญญาณที่อยู่ข้างๆเมิ่งน้อยนั้นหายไปอย่างรวดเร็วจนสังเกตได้ด้วยตาเปล่า
ถึงแม้หยานเสวี่ยจะใช้พลังฟ้าดินของตนเปลี่ยนเป็นกองแก่นวิญญาณให้กับเมิ่งน้อยในทุกๆวัน แต่นั่นก็หาได้เพียงพอกับความต้องการของเมิ่งน้อยไม่
เจ้าเด็กนี่เป็นสัตว์ประหลาดที่เติบโตโดยการกลืนกินเพียงแก่นวิญญาณเพียงเท่านั้น นี่จึงทำให้เวลาที่เมิ่งน้อยต้องการพลังฟ้าดินจึงต้องการมากกว่าสัตว์ประหลาดทั่วไปอย่างน่าสะพรึงกลัว
เมื่อเห็นแบบนี้ เฉินเฉียงก็ได้นำก้อนผลึกสีม่วงออกมาจากโลกใบเล็กของตนแสนก้อนอย่างไม่อิดออดแต่อย่างใด
เพียงตอนที่เมิ่งน้อยสัมผัสได้ถึงก้อนผลึกสีม่วงที่อยู่ในระยะสัมผัสของมัน เปลือกตาของเมิ่งน้อยกระตุกเล็กน้อย ก่อนที่ก้อนผลึกสีม่วงนี้จะหายไปในชั่วพริบตา
“ฮี่ฮี่ฮี่ ไอ้เด็กนี้ ข้าล่ะอยากเห็นนักว่าท้องน้อยๆของเจ้าจะรับสิ่งนี้ได้สักเท่าไหร่”
เฉินเฉียงพูดยั่วยุออกมาในทันทีที่เห็น
หลังจากนั้นเขาก็แทบจะเทแก่นหุ่นเชิดออกมาจากโลกใบเล็กของตนเลยทีเดียว เพราะในทันทีที่แก่นหุ่นเชิดไปอยู่ในระยะของเมิ่งน้อย มันจะหายไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากฉากเดิมได้เกิดซ้ำๆประมาณสี่ชั่วโมง ในที่สุดแก่นหุ่นเชิดและแก่นวิญญาณที่อยู่รายรอบเมิ่งน้อยก็หยุดสลายหายไป
ดูเหมือนว่าเมิ่งน้อยนั้นจะมีถึงจุดอิ่มตัว จนทำให้อัตราการดูดซับพลังฟ้าดินนั้นลดน้อยถอยลงจนหยุดไป
เมื่อเห็นฉากนี้ เฉินเฉียงหาได้รอช้าไม่ เขาห่อหุ้มเมิ่งน้อยเอาไว้โดยขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขา เพราะกลัวว่ากระบวนการทะลวงขั้นของเมิ่งน้อยนั้นจะทำให้โลกใบเล็กของหยานเสวี่ยต้องเสียหาย
หลังจากผ่านไปสักพัก ท้องของเมิ่งน้อยก็เริ่มโป่งพองราวกับลูกโป่งที่ถูกสูบลมเข้าไป จนทำให้รูปร่างของมันนั้นแปลกหูแปลกตาพิกล
แต่เพียงไม่นาน เฉินเฉียงก็เริ่มมีสีหน้ากระตุกก่อนที่จะรีบปรับเปลี่ยนขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาให้อยู่ในสภาพอ่อนนุ่ม
เพียงแค่เฉินเฉียงปรับเปลี่ยนเสร็จ เขาก็เห็นพลังฟ้าดินของเมิ่งน้อยทะลักออกมาจากร่าง จนทะลักออกมาเกินกว่าขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาไปสองเท่าเลยทีเดียว
ยังดีที่เฉินเฉียงนั้นเตรียมการไว้ก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นล่ะก็คลื่นพลังที่รุนแรงขนาดนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกใบเล็กของหยานเสวี่ยอย่างแน่นอน
หลังจากกระบวนการเสร็จสิ้น ดวงตาของเมิ่งน้อยก็ได้เปิดออก
เมื่อเห็นแบบนี้ เฉินเฉียงก็เก็บงำขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาไป
“เจี๊ยกเจี๊ยก...”
ในตอนที่เมิ่งน้อยเปิดตาออกมา เมื่อมันเห็นเฉินเฉียงก็รีบไต่ขึ้นไปบนแขนของเขาในทันที
“เฮ้ เมิ่งน้อย เจ้านั้นควรจะอยู่ในระดับราชันย์สัตว์ประหลาดขั้นต้นแล้วไม่ใช่รี หากพูดกันตรงๆแล้วน่ะนะ ด้วยระดับบ่มเพาะของเจ้าน่าจะเปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์และพูดได้แล้วไม่ใช่รึไง”
เฉินเฉียงนั้นอดไม่ได้ที่จะถามคำถามนี้ออกมาจริงๆ
“เจี๊ยกเจี๊ยกเจี๊ยก...”
เขานั้นไม่คิดว่าเมิ่งน้อยนั้นก็ยังพูดคุยภาษาสัตว์กับเขาอยู่เช่นเดิม
แน่นอนว่าเฉินเฉียงไม่ได้ว่าอะไร
เพราะยังไงซะเขานั้นมีทักษะภาษาสัตว์ไว้พูดคุยอยู่ดี
และเป็นอย่างที่เฉินเฉียงคิด เมิ่งน้อยนั้นอยู่ในระดับราชาสัตว์ประหลาดมาต้องแต่เมื่อปีก่อนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์หรือแม้แต่พูดคุยภาษามนุษย์ได้อีก
อย่างไรก็ตาม หากว่าเมิ่งน้อยนั้นยังอยู่ในร่างสัตว์ประหลาดแบบนี้ มันจะทำได้เพียงการส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณเป็นภาษามนุษย์ได้เท่านั้น
หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ เจ้านี่ต้องการคงสภาพความน่ารักน่าเอ็นดูของมัน เพื่อที่จะให้ได้รับความรักจากหยานเสวี่ยและเฉินเฉียงไว้เพียงเท่านั้น
เฉกเช่นคำกล่าวที่ว่า ใจผู้หญิงนั้นลึกล้ำประดุจดั่งก้นทะเล
และใจของสัตว์ประหลาดนั้น ดูเหมือนว่าจะลึกล้ำไปถึงก้นสมุทรไปเลยกระมัง
“พอเลย ไอ้เจ้านี่ ออกไปหาแม่เจ้าได้แล้วไป”
หยานเสวี่ยที่อยู่ด้านนอกนั้นได้รับรู้เหตุการณ์ที่ในโลกใบเล็กของเธออยู่ตลอด เพียงเธอได้ยินคำพูดของเฉินเฉียง เธอก็รีบเปิดโลกใบเล็กของตนในทันที
“เจี๊ยกเจี๊ยก...”
เมื่อเห็นหยานเสวี่ย เมิ่งน้อยก็แสดงออกมาอย่างออดอ้อนอีกครั้ง มันกระโดดไต่ไปบนแขนของหยานเสวี่ย กอดจะไปซุกไออุ่นที่หน้าอกพลางถูไถไปมาอย่างออเซาะ
“คิ๊กคิ๊ก”
หยานเสวี่ยเมื่อเห็นก็หัวเราะออกมาอย่างไม่หยุด
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมานานนับปี เป็นธรรมดาที่สองแม่ลูกต้องคิดถึงซึ่งกันและกัน
ยิ่งไปกว่านั้นแม้จะบอกว่าเก็บตัว แต่ว่าเมิ่งน้อยก็เก็บตัวบ่มเพาะในโลกใบเล็กของหยานเสวี่ย
บอกได้ว่าแก่นวิญญาณที่เมิ่งน้อยได้มาตลอดทั้งปี รวมถึงแก่นหุ่นเชิดที่พึ่งได้จากเฉินเฉียงนั้น บอกได้เลยว่ามันมากพอที่จะทำให้เมิ่งน้อยกลายเป็นราชันย์สัตว์ประหลาดขั้นกลางได้เลยด้วยซ้ำ
หากให้ว่ากันตรงๆ เฉินเฉียงนั้นไม่เคยเห็นอัตราการดูดซับพลังฟ้าดินอันสุดแสนจะน่าสะพรึงแบบเมิ่งน้อยนี้จากเผ่าพันธุ์ไหนมาก่อนสักผู้สักคนเดียว
หลังจากเห็นฉากหยอกล้อไปมาจนหนำใจ เฉินเฉียงในที่สุดก็ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “ในตอนนี้ ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตในป่าใต้ดินได้หมดสิ้นไปแล้ว ต่อไป จะเป็นการกวาดล้างเหล่าสิ่งมีชีวิตไม่ทราบที่มาในป่าใต้ดินแห่งนี้”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงได้ส่งข่าวไปหาตงติ๋น จางหยวนและคนอื่นๆ
ไม่นาน เสียงเฮโลได้ดังลั่นผ่านกำไลสื่อสารมา
เป็นตงติ๋น
หลังจากที่เขาได้รับทราบข่าวนี้ สิ่งแรกที่เขานึกทำได้ก็คือส่งเสียงผ่านกำไลสื่อสารมาด้วยเสียงสะอึกสะอื้นและมีความสุด
“กัปตัน ขอบคุณท่านมากที่ทำให้ความหวังของข้าเป็นจริง”
“นับจากวันนี้ ชีวิตของข้าจะเป็นของท่าน ท่านกัปตัน”
“ผู้อาวุโสตง หาท่านคิดจะเรียกข้าว่ากัปตันแล้วนั้น ก็อย่าได้มาพูดจามีมารยาทแบบนี้เลยจะดีกว่านา”
“แล้วก็ การฆ่าผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตที่อยู่ในป่าใต้ดินแห่งนี้เป็นเพียงก้าวแรกของพวกเราเท่านั้น”
“ในตอนนี้ยังมีสิ่งที่พวกเราต้องทำอยู่อีกมากมายนัก”
“แต่อย่างแรกนั้น พวกเราต้องกำจัดภัยพิบัติที่อยู่ในป่าใต้ดินก่อนเป็นอันดับแรก”