ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 509 สูญสิ้น
บทที่ 509 สูญสิ้น
ห้ะ
หลูอันหน้าถอดสีในทันทีเมื่อได้ยิน
นี่หมายความว่าตั้งแต่ก่อนที่เขาจะสู้กับเฉียวซี่เอ๋อ ผอ.จ้งก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้วงั้นรึ
แต่ว่าในเมื่อตอนนี้พวกเขาสองคนอยู่ในระดับเดียวกัน แล้วทำไมเขานั้นไม่ได้รับรู้ถึงตัวตนของผอ.จ้งตั้งแต่ก่อนหน้านี้กันล่ะ
ไม่ใช่ว่านี่มันจะน่าสะพรึงเกินไปหน่อยรึไง
ระดับบ่มเพาะของผอ.จ้งถึงขั้นไหนกันแน่เนี่ย
ที่น่าขันที่สุดก็คือหากว่าผอ.จ้งรับรู้ถึงคำพูดของเขาแล้ว ไม่ใช่ว่าผอ.จ้งนั้นดูการต่อสู้ของเขาก็เฉียวซี่เอ๋อตั้งแต่ก่อนหน้านี้อยู่แล้วไม่ใช่รึไงกัน
ที่ทำให้หลูอันต้องสะพรึงที่สุดก็คือผอ.จ้งนั้นยินดีที่จะปล่อยให้เขานั้นยกระดับขั้นก่อนที่จะพูดจาต่อสู้กันแบบนี้
นี่มันหมายความว่ายังไงกัน
มันไม่ใช่ว่าผอ.จ้งนั้นไม่แยแสต่อระดับบ่มเพาะของเขา แม้เขานั้นจะกลายเป็นราชาเหนือราชาขั้นปลายไม่ใช่รึไงกัน
“ไม่เอาน่าหลูอัน ปล่อยไอ้ตัวน่าเกลียดของเจ้าออกมาให้ผอ.ผู้นี้ได้ทดสอบความสามารถของตัวเองหน่อยเถอะว่ามันจะฆ่าข้าได้รึเปล่า”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลูอันถึงกับต้องชั่งใจอย่างหนักหน่วง จนในท้ายที่สุดก็ได้ยกเลิกความคิดบ้าบอคอแตกที่ตนเองได้คิดไว้ไปจนหมดสิ้น
“พี่จ้ง ท่านเข้าใจข้าผิดไปแล้ว”
“พี่จ้งรึ หึหึหึ” เฉินเฉียงถึงกับพูดย้อนความออกมาในทันที
“หลูอัน นี่เจ้าคิดจริงๆงั้นรึว่าเพียงระดับการบ่มเพาะของเจ้านั้นสูงล้ำจนกลายเป็นราชาเหนือราชาขั้นสูงแล้วเจ้านั้นจะได้รับตำแหน่งในวิหารศักดิ์สิทธิ์สูงขึ้นตามเช่นนั้นรึ หรือ อว่านี่เจ้าคิดจะมาอยู่ในตำแหน่งแทนผอ.ผู้นี้กันล่ะ”
“อะไรที่ทำให้เจ้านั้นมั่นใจตัวเองได้ถึงขนาดนั้นกัน”
“เพราะหุ่นเชิดโลหิตของเจ้านั่นน่ะรึ”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงรีบนำออกมาให้ผอ.ผู้นี้ทัศนาดูหน่อยสิ”
ทุกคำพูดของเฉินเฉียงล้วนแล้วแต่เป็นการยั่วยุหลูอันทั้งหมดทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม หลูอันยังไม่กล้าคิดที่จะลงมือ นั่นก็เพราะเขานั้นคิดว่าเป็นไปได้อย่างที่สุดที่ความแข็งแกร่งของเขากับผอ.จ้งนั้นต่างกันมากเกินจะเปรียบ
“หลูอัน หากเจ้ายังไม่คิดลงมือ หรือจะให้ข้านั้นเป็นผู้ลงมือก่อนกัน”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงได้เดินตรงรี่ไปหาหลูอัน
ร้อยเมตร
สามสิบเมตร
เมื่อเห็นฉากนี้แล้ว หลูอันรีบถอยหลังกรูดออกไปด้วยท่าทางที่กำลังลังเลอยู่
ท้ายที่สุด เขาทนแรงกดดันจากเฉินเฉียงไม่ไหวจนทำได้เพียงลงมือโจมตี
“โอ้ววววววว”
เสียงคำรามดังลั่นออกมาจากสัตว์ปีศาจที่พึ่งออกมาจากจากร่างของหลูอัน และมันได้พุ่งตรงเข้าไปหาเฉินเฉียงที่อยู่ห่างออกไปอีกสามสิบเมตรในทันที
อย่างไรก็ตาม หลูอันนั้นก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งไม่ได้คิดป้องกันหรือหลบเลี่ยง หุ่นเชิดโลหิตของเขาเพียงทะลุผ่านร่างของเฉินเฉียงที่อยู่ ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งไปเพียงเท่านั้น
เคล็ดวิชาการบ่มเพาะอันใดกัน
แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดที่ทำให้หลูอันต้องประหลาดใจ….ตกตะลึง
นั่นก็เพราะหุ่นเชิดโลหิตที่พึ่งจะพุ่งทะลุผ่านเฉินเฉียงไปนั้นได้ลุกไหม้กลายเป็นกองไฟกองใหญ่
หลูอันที่ในตอนนี้ตื่นตระหนกพยายามเรียกหุ่นเชิดโลหิตของตนให้กลับเข้าร่าง แต่กว่าเขาจะได้ตั้งท่า เขาก็พบว่าการเชื่อมต่อระหว่างเขาและหุ่นเชิดโลหิตในกองเพลิงนั้นได้หายไป ปแล้ว
มันจบแล้ว
หลังจากที่พึ่งได้รับโชคอันยิ่งใหญ่จนทำให้หุ่นเชิดโลหิตของเขาขึ้นไปอยู่ในระดับราชาอสูรขั้นกลาง แต่เพียงมันได้ก้าวข้ามขั้นไปไม่ถึงข้ามวันก็ต้องตกตายกลายเป็นเถ้าโดยผอ.จ้ง
หลูอันในตอนนี้ได้ยืนนิ่งอึ้งไป
แต่ไม่นาน เขาก็ได้รีบแสดงท่าทีออกมา
“เคล็ดวิชาบนเส้นทางแห่งไฟ…………….รึ”
“มันไม่ถูกต้องอย่างแรงกล้า”
“เจ้าเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตไม่ใช่รึ”
“ทุกคนต่างก็รู้ว่าผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตไม่อาจบ่มเพาะเคล็ดวิชาบนเส้นทางแห่งไฟได้”
“แกไม่ใช่ผอ.จ้งนี่หว่า”
เฉินเฉียงที่ได้ยินก็อดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้ “โอ้วววว เจ้านี่ไม่เลวเลยจริงๆ หลูอัน ดูเหมือนว่าสมองของเจ้านั้นก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียวนะนั่น เห็นได้จากเจ้ายังคงรับรู้ในเรื่องน นี้ได้”
“ให้ข้าบอกกับเจ้าตามตรงแบบตรงที่สุดเลยนะ ข้านั้นไม่ใช่ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตด้วยซ้ำ ว่าแต่ เจ้านั้นไม่คิดจะวิ่งหนีแล้วงั้นรึ”
ใบหน้าที่แสดงออกมาอย่างเจ็บปวดจากการที่สูญเสียหุ่นเชิดโลหิตของตนที่เคยปรากฏอยู่บนหน้าหลูอันก่อนหน้านี้ได้หายวับไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับความโอหังไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมได้ กลับมาปรากฏอยู่บนหน้าเขาอีกครั้ง
“ฮึ่ม ผอ.จ้ง…..ไม่สิ ถึงว่าข้าจะไม่รู้ว่าแกเป็นใครหรือว่าทำไมแกถึงได้ปลอมตัวเป็นผอ.จ้งก็ตาม”
“มาถึงจุดนี้ข้าต้องยอมรับแกว่าเคล็ดวิชาการบ่มเพาะของแกนั้นแม้แต่ผู้คุมหอของข้าก็ยังเทียบไม่ติด”
“แต่ในเมื่อข้าในตอนนี้เป็นถึงผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชาแล้ว ต่อให้ข้าฆ่าแกไม่ได้ ข้าก็ไม่เชื่อหรอกว่าแกจะสามารถไม่ให้ผู้อาวุโสผู้นี้หลุดรอดออกไปได้เช่นกัน”
เฉินเฉียงเมื่อได้ยินก็พูดออกมาอย่างดูแคลน “เจ้าลองดูได้นะ”
เป็นเช่นนั้น
เพื่อตระกูลของเขาแล้ว หลูอันที่สูญเสียหุ่นเชิดโลหิตของตนนั้นไม่ต้องการจะทิ้งของตนไว้ที่นี่
และหลังจากเฉินเฉียงได้พูดเสร็จสิ้น หลูอันก็รีบวิ่งออกไปอย่างสุดแรง
แต่หลังจากวิ่งออกไปพักหนึ่ง เขาก็รู้สึกได้ว่าอากาศรอบข้างเขานั้นทำให้เขารู้สึกเหนียวหนืดราวกับกำลังวิ่งอยู่ในโคลนตม ไม่ว่าเขาจะพยายามจะวิ่งให้เร็วขนาดไหน เขาก็แทบไม่ต ต่างจากเต่าที่คลานอย่างสุดกำลัง
และสิ่งที่ทำให้เขาต้องรู้สึกสะพรึงจนขนลุกขนชันนั่นก็คือเฉินเฉียงนั้นกลับสามารถเดินเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มได้รวดเร็วเสียยิ่งกว่าการวิ่งของเขา
“ผอ.จ้ง ข้าผิดไปแล้ว โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”
เมื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวพันถึงชีวิตของตน หลูอันผู้ซึ่งก่อนหน้านี้แสดงออกมาซึ่งท่าทางโอหังอย่างที่สุดก็ยังต้องร้องขอชีวิต
เฉินเฉียงในตอนนี้แสดงออกมาด้วยสายตาที่เย็นชาอย่างที่สุดก่อนจะเดินยิ้มกริ่มเข้าหาหลิวอัน ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงที่ราบเรียบแต่ดังก้อง “เจ้านั้นพูดได้ถูกต้องแล้ว ข้านั้นห หาใช่ผอ.จ้งไม่”
“ทั้งผอ.จ้ง ไม่สิ แม้แต่ไอ้เจ้าหอของแกนั่นน่ะ ข้าเองก็สังหารมันมากับมือแล้วล่ะนะ”
“แต่ไม่ต้องห่วงนะ ไม่เพียงแค่เจ้าเท่านั้น เป้าหมายของข้าก็คือการกวาดล้างผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตบนโลกนี้ให้หมดสิ้น”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอ้พวกที่เลือกเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตที่หวังเพียงแข็งแกร่งเหนือผู้ใดเช่นแก”
“เคยคิดบ้างรึเปล่าว่านับแต่แกบ่มเพาะบนเส้นทางนี้น่ะ แกฆ่าคนไปมากมายเท่าไหร่แล้ว”
“แล้วคนอย่างแกยังคิดที่จะมีหน้ามาร้องขอชีวิตอีกเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ”
“หลูอันเอ๋ย แกจงไปลงนรกซะเถอะ”
ในระหว่างที่เฉินเฉียงพูดออกมาด้วยเสียงที่นิ่งเรียบแต่ดังก้องนี้ เขาได้กระหน่ำการโจมตีทางจิตวิญญาณทักษะดาบสะบั้นวิญญาณของเขาเข้าใส่ห้วงจิตสำนึกของหลูอันอย่างนับไม่ถ้วน จนทำให้ห้วงจิตสำนึกของเขาแหลกเละไม่ต่างไปจากโคลนตม
หลังจากจัดการหุ่นเชิดโลหิตทั้งห้าของหลูอันไปแล้ว เฉินเฉียงก็กวาดกระแสจิตไปโดยรอบก่อนจะโจนทะยานไปพรากชีวิตคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์กลุ่มอื่นๆต่อไปอย่างรวดเร็ว
หากว่าเขาล่าช้าล่ะก็ ยามที่พวกมันกลืนกินศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตจนหมดสิ้น หากพวกมันไม่ไปเล็งศิษย์แผนกวิชายุทธก็คงจะกลับไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่
…..
ฮื้ม
หลังจากฆ่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปได้อีกสองคนและเตรียมที่จะหาเหยื่อรายต่อไป กระแสจิตของเฉินเฉียงก็สัมผัสได้ว่ามีคนของวิหารสิบกว่าคนเห็นจะได้กำลังสู้รบกันอย่างโกลาหล
แล้วมีหรือที่เขาจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ
หลังจากเฉินเฉียงใช้ทักษะผ่ามิติไปสองครั้ง เขาก็ได้ไปปรากฏอยู่ใกล้ๆคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สิบกว่าคน พร้อมทั้งใช้ทักษะไร้ตัวตนและสัมผัสด้วยเสียงในทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างเยี่ยมยอดนัก”
“ใครจะไปคิดกันว่าเพียงแค่ออกมาเพื่อหวังจะรับประโยชน์เล็กๆน้อยๆจะทำให้ได้โอกาสที่จะได้ยกระดับบ่มเพาะได้รวดเร็วขนาดนี้”
“เออ แต่ก็อีกนั่นแหละ ท้ายที่สุดแล้วในหมู่พวกเราจะมีเพียงหนึ่งที่เหลือรอดและกลายเป็นผู้คุมหอหุ่นเชิดโลหิต”
“ดี มา พวกเรามาดูกันว่าใครจะเป็นผู้โชคดีคนนั้น”
หนึ่งในคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ในตอนนี้มีระดับบ่มเพาะอยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงได้พูดออกมาอย่างดังลั่น และเท่าที่เฉินเฉียงดูท่าทางแล้ว ดูเหมือนว่าแม้แต่สัตว์ปีศาจห หุ่นเชิดโลหิตของชายคนนี้เองก็จะอยู่ในระดับราชาปีศาจขั้นสูงแล้วเช่นกัน
งานเลี้ยงเลือดที่เฉินเฉียงได้จัดเตรียมนี้ย่อมเป็นการช่วยคนเหล่านี้ให้ยกระดับบ่มเพาะให้สูงล้ำอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่คนเหล่านี้หารู้ไม่ว่าในตอนนี้ยังมีตั๊กแตนตำข้าวที่กำลังรอกินจักจั่นหลังจากที่มันกินแมงมุมเสร็จแล้วอยู่
เฉินเฉียงในตอนนี้ราวกับงูพิษร้ายที่จับจ้องไปที่เหยื่ออันโอชะ
การต่อสู้อันเอิกเกริกของคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้แน่นอนว่าย่อมดึงดูดคนเฉกเช่นเฉินเฉียงได้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่คนเหล่านี้หารู้ไม่ว่าเฉินเฉียงนั้นเตรียมที่จะลงมือตัดหน้าคนเหล่านี้
และเป็นตอนนี้ที่เฉินเฉียงได้ใช้ทักษะเคลื่อนย้ายพริบตาขั้นสูงสุดของตน
และนี่ทำให้เหล่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในที่นี้ตกตายลงไปจนหมดสิ้น แม้แต่เสียงก็ยังไม่อาจจะส่งเสียงออกมาได้ทัน
ในชั่วพริบตา ที่หน้าอกของทุกคนได้ปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่ยักษ์
กว่าพวกเขาจะรู้ตัว นั่นก็ช้าเกินไปแล้ว
เฉินเฉียงนั้นเร็วชนิดว่าซึ่งร่องรอยทำให้คนเหล่านี้ตกตายได้อย่างไม่รู้ตัว
หลังจากที่เฉินเฉียงจัดการคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนี้ได้จนหมด เฉินเฉียงก็ได้รับข้อความจากหยานเสวี่ย
“เฉินเฉียง เจ้ามาหาข้าหน่อยได้รึเปล่า”