ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 531 ข้อความที่ไม่คาดคิด
บทที่ 531 ข้อความที่ไม่คาดคิด
ในครั้งนี้ ไม่มีใครลังเลอีกต่อไป
อะไรคือแก่นหุ่นเชิดล่ะ
มันคือสิ่งที่มีพลังฟ้าดินอัดแน่นยิ่งกว่าแก่นวิญญาณหลายขุม
แก่นหุ่นเชิดเหล่านี้เพียงก้อนเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้บ่มเพาะระดับขุนพลขั้นต่ำกลายเป็นราชาขั้นสูงได้อย่างไม่อยากเย็น
ในเมื่อเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักต่างๆเหล่านี้ต้องการที่จะต่อต้านวิหารศักดิ์สิทธิ์ในภายภาคหน้า ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะรอดไปได้
นี่จึงทำให้เมื่อได้รับฟังคำพูดของเฉินเฉียง หุ่นเชิดซากศพเกือบหกหมื่นตนที่อยู่บนพื้นดินก็ถูกนำแก่นหุ่นเชิดออกไปในชั่วพริบตา
ความจริงมักเป็นเรื่องที่โหดร้าย
ก่อนหน้านี้คนเหล่านี้ยังถือว่าซากศพเหล่านี้ยังเคยเป็นญาติสนิทมิตรสหายอันใกล้ชิดอย่างที่สุด แต่เพื่อให้รอดต่อไป ต่อให้พวกเขายังยึดถือเฉกเช่นดังเดิมแต่ก็ยังทำใจแข็งให้ลงมือได้ลงอยู่ดี
พวกเขาไม่อยากกลายเป็นผู้อับโชคที่ตกตายกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพซะเอง
ถึงแม้พวกเขาจะยังถือซากร่างเหล่านี้ว่าเป็นญาติสนิทมิตรสหายของตน แต่มันก็คงจะโง่เต็มทนหากพวกเขายังนึกถือว่าซากร่างเหล่านี้คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็มีเพียงการหวังว่าสิ่งที่ตนทำลงไปจะทำให้คนเหล่านี้นอนหลับอย่างสงบได้เพียงเท่านั้น
เฉกเช่นคนเลี้ยงวัวที่ฆ่าวัวของตนกิน
ความจริงแล้วมีผู้คนมากมายที่มีวิถีชีวิตเช่นนี้
บางคนไม่มีโอกาสที่จะได้พบเจอคนที่รักของตนยามที่พวกเขามีชีวิตอยู่ก่อนที่พวกเขาจะจากไปด้วยซ้ำ
บางคนไม่เคยนึกจะกลับไปพบเจอจนกระทั่งมาร่ำไห้ยามที่พวกเขาจากไป บางคนก็เรียกคนเหล่านี้ว่าพวกอกตัญญู บ้างก็เรียกว่าพวกเสแสร้งแกล้งทำ บางคนก็ทำเพียงเพื่อเงินทอง บางคนก็ร่ำไห้ข้ามวันข้ามคืนเฝ้ารอดูถึงขั้นไม่ยอมให้ฝังผู้ตายหลงหลุมไป
บางคนนั้นในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ขวนขวายที่จะตายจากไปเพื่อให้ได้เงินทอง บ้างก็รีบด่วนจากเพื่อละทิ้งปัญหาแล้วเหลือทิ้งไว้ให้กับครอบครัวคนรุ่นหลัง
แต่ผู้ห้าวหาญย่อมไม่สิ้นคิดเช่นนั้น
เฉกเช่นเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสเหล่านี้ที่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนเห็นผู้คนที่เคยรู้จักรักใคร่เป็นเพียงแค่ศพธรรมดา ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
ต่อให้ศพที่ว่าจะเป็นญาติสนิทมิตรสหายที่เคยรักใครอย่างที่สุดก็ตาม
อาจเป็นเพราะความเกลียดชังต่อเคล็ดวิชาที่เปลี่ยนคนที่รักของพวกเขาให้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพด้วยก็เป็นไปได้
เพราะพวกมันได้ใช้จุดอ่อนที่มีผลต่อจิตใจของมนุษย์อย่างที่สุด เปลี่ยนคนที่เพื่อเขารักให้กลายเป็นหุ่นเชิดโลหิต แถมยังใช้ร่างเหล่านั้นมาทำร้ายให้พวกเขาได้ปวดใจก่อนที่จะตกตายไป
เพียงแค่จุดนี้ก็เพียงพอที่จะไม่ให้เหล่าผู้คนที่เดินบนเส้นทางบ่มเพาะหุ่นเชิดโลหิตได้เหลือรอดอยู่ในโลกแล้ว
หลังจากเก็บแก่นหุ่นเชิดมาได้โดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา พวกเขาได้ติดตามเม่ยหลัวหลันและพร้อมจะปฏิบัติภารกิจต่อไป
“พี่สาวหลัวหลัน ส่งข้อความมาหาข้าแล้วกันหากท่านต้องการอะไร แต่ถ้าพบเจออันตรายที่ไม่ได้มากมายนัก ท่านลองให้คนเหล่านี้จัดการดูก่อนอย่างสุดความสามารถ อย่าได้พาพวกเขาไปในโลกใบเล็กอีก”
“มีเพียงพวกเขาที่เป็นคนของโลกปีศาจเท่านั้นถึงคู่ควรที่จะปกป้องโลกของตนเอาไว้”
เฉินเฉียงกล่าวจบก็รีบจากไป
นอกจากเม่ยหลัวหลันแล้ว กับคนกลุ่มอื่นเองก็สมควรจะพบเจออันตรายที่ไม่น้อยไปกว่ากัน
เฉกเช่นกลุ่มของหวังต้าหลู่ เหรินหมิง และหลู่จี๋ พวกเขายังมีระดับบ่มเพาะยังไม่ถึงราชาขุนพลขั้นสูงทั้งสิ้น ในการทำภารกิจในป่าแห่งนี้ เขาเองก็ต้องคอยติดตามดูกลุ่มของทั้งสามคนด้วยเช่นกัน
แต่หากทั้งสิบสี่กองกำลังนี้ร่วมมือกัน เขาเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาในป่าใต้ดินแห่งนี้ได้
หลังจากผ่านไปร่วมเดือน เฉินเฉียงยังคงวุ่นวายไปมาทั่วป่าใต้ดิน ทั้งเข้าไปต่อสู้และคอยสนับสนุนกลุ่มคนต่างๆยามที่พบเจออันตราย
แต่ด้วยการที่ป่าใต้ดินนั้นกว้างใหญ่มาก แม้ในแต่ละกองกำลังจะมีผู้คนร่วมสามล้าน แต่ระยะห่างของแต่ละกลุ่มก็ยังห่างกันในสิบไมล์
ยังมีอีกที่หนึ่งที่พบเจอกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักเหล่านี้เช่นเดียวกับป่าใต้ดิน นั่นก็คือแม่น้ำตงเตียนที่อยู่ภูมิภาคกลาง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากว่าเฉินเฉียงจัดการเรื่องราวในป่าใต้ดินเสร็จ แล้วย้ายไปจัดการอีกที่หนึ่ง เป็นไปได้สูงมากที่ป่าใต้ดินแห่งนี้จะโดนวิหารศักดิ์สิทธิ์ยื่นมือเข้ามาก่อเรื่องอีกครั้ง และนั่นก็จะทำให้พวกเขาเสียเวลาและกำลังไปเปล่าๆ
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงแนะนำคนในกองกำลังเทียนเว่ยไปว่าให้พาสัตว์วิญญาณไปไว้ในโลกใบเล็กของทุกคนให้หมดสิ้น
ส่วนเมิ่งน้อยในตอนนี้เข้าแทนที่หยานเสวี่ย ส่วนหยานเสวี่ยไปร่วมกองกำลังกับตงติ๋น
แม้เมิ่งน้อยจะเป็นสัตว์ประหลาดราชันย์ขั้นต้น แต่ก็ยังทรงพลังพอที่จะกำราบศัตรูที่อยู่ในระดับเทียบเท่าราชาจอมพลขั้นกลางได้อย่างไม่เกินมือ
หากว่ากันตรงๆ ต่อให้เมิ่งน้อยต้องพบเจอกับศัตรูที่อยู่ในระดับเทียบเท่าราชาจอมพลขั้นสูง ด้วยความสามารถของเมิ่งน้อย ต่อให้ไม่ชนะแต่ก็หนีได้อย่างไม่ยากเย็น
หลังจากผ่านไปเดือนกว่า สัญญาณฉุกเฉินบนกำไลสื่อสารของเฉินเฉียงก็ได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ในครั้งนี้ เมื่อเฉินเฉียงก้มลงไปดู เขาก็ต้องรู้สึกสังหรถึงลางร้ายขึ้นมา
นั่นก็เพราะ ในหมู่คนที่ได้กำไลสื่อสารไปจากเขา มีเพียงคนเดียวที่เขาไม่ได้สอนการใช้กำไลสื่อสารไป
เป็นหยุนอ่าว
ในตอนที่เฉินเฉียงมอบกำไลสื่อสารให้ เขาบอกแต่วิธีใช้ยามฉุกเฉินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นี่จึงทำให้เขาทำได้เพียงกดปุ่มฉุกเฉินแต่ไม่อาจสื่อสารกับเขาได้
เฉินเฉียงเชื่อมั่นว่าหยุนอ่าวที่พาศิษย์แผนกปรุงยาไปตามเมืองต่างๆเพื่อไปรักษาโรคที่ไม่ทราบที่มา ไม่น่าจะต้องพบเจอกับอันตรายอันใด
จากข้อมูลที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ให้มา อันตรายที่ปรากฎอยู่ตามเมืองต่างๆนั้นมีเพียงโรคที่ไม่ทราบที่มา ด้วยความสามารถของหยุนอ่าวที่เป็นถึงผู้อาวุโสสูงแห่งแผนกปรุงยาของสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าน่าจะไม่เกินมือของเขาแต่อย่างใด นี่จึงทำให้เฉินเฉียงไม่เสียเวลาสอนการใช้กำไลสื่อสารให้ก่อนหน้านี้
และดูเหมือนว่าเขานั้นจะตัดสินใจผิดไป
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสถานการณ์ทางฝั่งหยุนอ่าวนั้นเป็นยังไงบ้าง
แต่เฉินเฉียงมั่นใจในตอนนี้แน่ๆอย่างหนึ่ง
หยุนอ่าวเป็นคนที่ทำตัวเช่นเดียวกับชื่อของเขา ทระนงตัวอย่างที่สุด
หากไม่ใช่เรื่องที่ตัวเขาไม่อาจจะจัดการได้จริง เขาก็คงไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือแบบนี้
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงรีบส่งข้อความไปหาหยานเสวี่ยและตงติ๋นให้คอยระวังภัยที่จะเกิดกับกองกำลังอื่นแทนเขา เมื่อเสร็จสิ้นแล้วก็รีบตรงไปยังจุดที่หยุนอ่าวอยู่ในทันที
หลังจากผ่านไปร่วมเดือน ด้วยการนำพาของตงติ๋น จางหยวน หยานเสวี่ย และเมิ่งน้อย เขาเชื่อว่าทั้งหมดจะสามารถจัดการปัญหาส่วนใหญ่ได้โดยไม่ต้องมีเขา
สิ่งที่เฉินเฉียงกังวลในตอนนี้ก็คือหยุนอ่าวนั้นสามารถจัดการโรคที่ไม่รู้จักเหล่านี้ได้ดีจนไปเตะตาวิหารศักดิ์สิทธิ์เพราะไปขัดขวางแผนการของพวกมัน
เพราะยังไงซะ วิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นคือแหล่งรวมยอดคนแห่งโลกปีศาจ มีหรือที่พวกนั้นจะไม่มีคนที่มีความสามารถในการปรุงยารักษาโรคที่ไม่รู้จักนี้ได้
ฮั่นจุยในตอนนี้สามารถสร้างได้ทั้งสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์หลากหลายรูปแบบ หรือแม้แต่การปล่อยเชื้อโรคไปยังเมืองต่างๆ เป้าหมายหลักของการป้องกันไม่ให้ใครมีเวลาเอาไปใส่ใจเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เคยถูกเผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ และใช้โอกาสนี้ในการเร่งสร้างหุ่นเชิดซากศพสามจักรพรรดิ
แต่ที่ฮั่นจุยยังไม่รู้ก็คือเป้าหมายของมันจะต้องล้มเหลว
ซากร่างของสามราชาจักรพรรดินั้นถูกปกป้องเอาไว้โดยร่างวิญญาณของสามราชาจักรพรรดิที่อยู่ในเขตแดนจักรพรรดิ ไม่ว่าฮั่นจุยจะทำสิ่งใดกับทั้งสามร่างก็ไม่มีวันสำเร็จลงได้
นี่จึงทำให้เขานั้นไม่ได้เร่งรีบที่จะบุกเขาโรคา
ต่อให้เขาต้องคลี่คลายภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในโลกปีศาจให้หมดสิ้นก่อนก็ยังไม่สายที่จะบุกเขาโรคาเพื่อไปกวาดล้างวิหารศักดิ์สิทธิ์
ป่าใต้ดินตั้งอยู่ในภูมิภาคตี้ตะวัน ส่วนหยุนอ่าวในตอนนี้อยู่ภูมิภาคห้วยใต้ ซึ่งอยู่ไกลกว่าสองพันกิโลเมตร
แต่กับเฉินเฉียงนั้นไม่ได้ห่างไกลแต่อย่างใด
ด้วยการที่ค่าพลังจิตของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทักษะผ่ามิติของเขาก็มีระยะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
โดยหลักการแล้ว หากว่าขอบเขตของกระแสจิตของเขาอยู่ในระยะร้อยไมล์ ระยะการก้าวเดินของทักษะผ่ามิติของเขาเองก็จะอยู่ที่ร้อยไมล์ ในทำนองเดียวกัน หากขอบเขตของกระแสจิตของเขาอยู่ที่ระยะหนึ่งหมื่นไมล์ ระยะทางการก้าวเดินของทักษะผ่ามิติของเขาก็จะอยู่ที่หนึ่งหมื่นไมล์
แต่นั่นก็จะส่งผลต่อปริมาณพลังจิตที่เขาต้องใช้ด้วยเช่นเดียวกัน
นึ่จึงทำให้หลังจากเฉินเฉียงใช้การผ่ามิติติดต่อกันไปยี่สิบสี่ครั้งจนเกือบจะถึงเมืองที่ชื่อว่าตอบไม่คิด(ตั้วหลัวหยิง) เขาก็ต้องหยุดก้าวเดินเพราะเกือบจะเป็นลมล้มพับไป