ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 530 สันติสุข
บทที่ 530 สันติสุข
เมื่อเห็นว่าเฉินเฉียงพูดออกไปประหนึ่งดั่งกำลังคะนองปากมากขึ้นเรื่อย นี่ทำให้เม่ยหลัวหลันต้องไปกระซิบคุยที่ข้างหูเขา “กัปตัน ท่านจะไม่กดดันพวกเขาไป….”
เฉินเฉียงได้มองไปที่เม่ยหลัวหลันด้วยสายตาที่นิ่งเรียบ
ด้วยการมองของเฉินเฉียงนี้ทำให้เม่ยหลัวหลันไร้ซึ่งคำถามในทันที
ตลอดมา เฉินเฉียงและคนอื่นๆในกองกำลังเทียนเว่ยนั้น ได้อยู่กันมาดั่งพี่น้อง ยากนักที่เฉินเฉียงจะได้พูดจาออกคำสั่งออกมากับทุกคน
แต่ในครั้งนี้มันแตกต่างกันออกไป
มันคือการกล่าวสุนทรพจน์ท่ามกลางความโกลาหลที่มีการคงอยู่ของโลกนี้และโลกมนุษย์เป็นเดิมพัน
หากเหล่าผู้บ่มเพาะบนโลกนี้ไม่อาจจะรับมือกับสถานการณ์ที่มีแค่ความตายรอคอยแบบนี้ไปได้ ยามที่ต้องต่อสู้กับวิหารศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีคนที่ตกตายไปอย่างไร้ค่ามากกว่านี้อย่างแน่นอน
รักมากเป็นบ่อเกิดของการทำร้าย กังวลมากเป็นบ่อเกิดของความเกลียดชัง
หลังจากนั้น เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งได้หันไปมองเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆแล้วพูดต่อ “อ้อ จริงสิ ถ้าพวกเจ้าบางคนไม่อาจที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ได้ มันก็ไม่ได้มีปัญหา”
“ก่อนหน้านี้เม่ยหลัวหลันได้พาพวกเจ้าไปยังอีกที่หนึ่งมาไม่ใช่รึ”
“ที่นั่นสวยมากใช่รึเปล่า”
เมื่อได้ยินเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งพูดออกมาถึงสถานที่ที่พวกเขาไม่รู้จัก นี่ทำให้ศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆจำนวนหนึ่งได้เบิกตากว้างในทันที
พวกเขาบอกได้เลยว่าดินแดนที่ไม่รู้จักนั่นยามแรกที่ได้เห็นมันช่างติดตราตรึงใจพวกเขาอย่างที่สุด
และนี่ทำให้มีคนหนึ่งได้ถามออกมาอย่างอดไม่ไหว “ผอ.จ้ง สถานที่ที่กัปตันเม่ยพาพวกเราไปนั้นคือที่ใดกัน”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เฉินเฉียงก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาทีหนึ่งก่อนจะวางมือไพล่หลังแล้วพูดออกมา “ไม่ต้องสนใจหรอกว่ามันเป็นที่ไหน แต่ข้าอยากถามเจ้าว่ามันสวยงามใช่รึเปล่า”
“สวยครับ สวยงามอย่างมาก”
“ถูกต้อง มันเปรียบได้ดั่งสวรรค์บนดินเลยทีเดียว”
ตามมาด้วยการที่เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆส่วนหนึ่งได้แสดงออกมาด้วยท่าทีตื่นเต้นยามนึกถึงสิ่งที่ได้พบเห็น
“แปะ แปะ แปะ….”
เฉินเฉียงได้ตบมือขึ้นมาก่อนจะหันไปมองดูเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆไปรอบๆทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ถูกต้อง ใครบ้างที่ไม่อยากจะไปเยี่ยมเยือนแดนสวรรค์แบบนั้น”
“หากว่าพวกเจ้าเลือกที่จะหลบลี้จากโลกที่แสนวุ่นวายไปซุกตัวอยู่ที่นั่น ข้าก็ยินดีที่จะช่วยให้ความหวังของพวกเจ้าสมปรารถนา”
“เอาล่ะ ฟังข้า ใครก็ตามที่ต้องการหลบไปอยู่ในดินแดนแห่งสรวงสวรรค์แห่งนั้น จนไปยืนอยู่ทางฝั่งซ้ายมือของข้า และหยุดรอ”
“ส่วนใครก็ตามที่ต้องการต่อสู้กับปีศาจร้ายที่ยังคงฝังตัวอยู่ในป่าใต้ดินแห่งนี้และหมายที่จะฆ่าพวกมันให้หมดสิ้น พร้อมกับต้องการกุดหัวไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตและไอ้พวกเลวระยำจากวิหารศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้โลกปีศาจได้พ้นภัย ก็จงไปยืนอยู่ที่ด้านขวาของข้า”
เป็นเพียงตอนที่เฉินเฉียงได้พูดจบลง เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสที่มีท่าทางกระดี๊กระด๊าก่อนหน้าก็รู้สึกอับอายและก้มหน้าก้มตาในทันที
มีเพียงเหล่าระดับราชาที่มัวแต่ต่อสู้กับหุ่นเชิดโลหิตและหุ่นเชิดซากศพก่อนหน้านี้ที่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เฮ้ น้องชาย ที่ผอ.จ้งได้พูดขึ้นมาเมื่อครู่นี้มันเรื่องอะไรกัน”
“อ้อ จริงสิ ข้าจำได้ว่าก่อนที่การต่อสู้จะเริ่ม พวกเจ้าก็พลันหายกันไปจนหมด นี่พวกเจ้าไปที่ไหนกันมางั้นรึ เห็นตอนที่พวกเจ้ากลับมาก็ทำท่าราวกับเหม่อลอยคิดถึงบางสิ่งเลยทีเดียว”
เมื่อได้ยินคำถามนี้จากปากของผู้ที่มีระดับบ่มเพาะอยู่สูงเหนือกว่าตน ชายผู้ถูกถามก็ยกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะมองไปที่เฉินเฉียงที่กำลังแสดงออกด้วยท่าทางฉุนเฉียวอย่างบอกไม่ถูกไปทีหนึ่งแล้วหันมากระซิบบอก “เมื่อครู่ พวกข้าถูกส่งไปยังสถานที่ที่มีแต่ความสวยงามโดยกัปตันเม่ย มันเปรียบได้ดั่งสรวงสวรรค์เลยก็ว่าได้”
“และที่สำคัญที่สุดคือ ที่นั่น ไม่มีการนองเลือดเหมือนดั่งที่นี่ ไม่มีทั้งหุ่นเชิดโลหิตหรือแม้แต่หุ่นเชิดซากศพสักตนก็ยังไม่มี นี่จึงทำให้พวกข้าติดตราตรึงใจสถานที่แห่งนั้นมากนัก”
“แต่ด้วยการที่พวกข้ายังไม่รู้เลยว่าที่นั่นคือสถานที่แห่งใด พวกข้าเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็กลับมาอยู่ที่นี่แล้ว”
“จริง มันราวกับพวกข้าได้ไปดินแดนแห่งความฝันเลยทีเดียว”
เมื่อชายที่อยู่ในระดับราชาได้ยินคำพูดนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พูดสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะขัดขวางความเพ้อฝันของชายคนที่เขาถาม
แต่เขานั้นเข้าใจคำพูดของเฉินเฉียงอย่างแจ่มแจ้ง
“อื้ม”
หลังจากที่แสดงการตอบรับไปเล็กน้อย ผู้ที่อยู่ในระดับราชาผู้นี้ก็ได้ดินไปด้านขวาอย่างไม่ลังเล
เมื่อมีคนหนึ่งนำ ผู้ที่อยู่ในระดับราชาคนอื่นก็เริ่มเดินไปทางขวามือของเฉินเฉียง
ตามไปด้วยผู้ที่อยู่ในระดับราชาสิบกว่าคนที่ต่อสู้กับสัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตและราชาสัตว์วิญญาณในร่างมนุษย์ก่อนหน้านี้ได้เดินไปทางขวาโดยไม่พูดอะไรให้มากความ
ถึงแม้พวกเขานั้นจะมีความสนใจในสรวงสวรรค์ที่กล่าวถึงกันอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยากเป็นลูกเต่าที่คอยหากินอยู่ในปากของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งแต่อย่างใด
และนี่ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆเริ่มทยอยเดินไปทางขวามากขึ้นเรื่อยๆ บางคนถึงกับลั่นคำด่าทอหรือแม้แต่คำสาบานออกมาก่อนที่จะเดินไปด้วยซ้ำ
“ตราบใดที่ไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่หมดสิ้น สรวงสวรรค์ก็ไม่มีวันมีอยู่จริงหรอกเว้ย”
“หากไม่ฆ่าไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตให้หมดสิ้น สรวงสวรรค์เช่นนั้นจะอยู่ได้นานสักเท่าใด”
“ข้าจะแก้แค้น ข้าจะล้างแค้นให้น้องชายข้าที่ถูกฆ่าโดยไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตนั่น”
“หากไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์มันไร้หัวใจ ถ้าอย่างนั้น พวกข้าจะติดตามผอ.จ้งไปกวาดล้างพวกมันให้หมดสิ้น อย่างมากก็แค่ตายไปล่ะวะ”
….
ในตอนนี้ เหล่าศิษย์และผ้าอาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆที่หลงเหลือกว่าหนึ่งแสนสามหมื่นชีวิตล้วนแล้วยืนอยู่ทางขวามือของเฉินเฉียง
และนี่เองก็ทำให้เฉินเฉียงเผยรอยยิ้มออกมาได้ในที่สุด
ในหมู่ผู้คนเหล่านี้ได้มีคนในกลุ่มเหมันต์จันทราของสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าที่ทำหน้าที่เป็นตัวชงได้อย่างดีเยี่ยม
“เอาล่ะ”
เฉินเฉียงได้ตะโกนออกมา
“จงจดจำไว้ว่า ทางเลือกนี้เป็นสิ่งที่พวกเจ้าได้เลือกด้วยตนเอง”
“ไม่มีใครบังคับพวกเจ้าให้เลือกเส้นทางสายนี้”
“พวกเจ้าล้วนแล้วแต่เป็นผู้บ่มเพาะของโลกปีศาจใบนี้ ข้าเชื่อว่าพวกเจ้านั้นล้วนแล้วแต่มีความฝันที่จะเหยียบย่างเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิหารศักดิ์สิทธิ์”
“อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าต้องไม่ลืมว่า เหตุผลที่พวกเจ้าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น หาใช่การอยู่ลอยชายไปวันๆ หรือการทำร้ายผู้คนบนโลกใบนี้”
“ที่พวกเจ้าต้องการเจ้าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ข้าเชื่อพวกเจ้านั้นต้องการเข้าไปเพื่อที่จะใช้เคล็ดวิชาบ่มเพาะ ที่พวกเจ้าที่ได้พากเพียรฝึกฝนมาอย่างหนักชั่วทั้งชีวิต สร้างคุณประโยชน์ให้กับผู้คนในโลกใบนี้”
“หรือแม้แต่การหวังจะเป็นผู้กล้าที่ห้าวหาญ และมีชื่อเสียงเลื่องชื่อระบือไกลจากการช่วยเหลือผู้คนบนโลกใบนี้”
“บางคนในที่นี้เองก็ได้กล่าวออกมาแล้วว่าพวกเรานั้นที่คิดจะกวาดล้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ให้หมดสิ้นก็เป็นเพราะว่าพวกมันไร้น้ำใจต่อผู้คนบนโลกใบนี้”
“ในเมื่อพวกเจ้านั้น เลือกที่จะติดตามผอ.ผู้นี้ และพร้อมที่จะกลายเป็นศัตรูของวิหารศักดิ์สิทธิ์ หนทางของหน้าจะเต็มไปด้วยความตายและการฟาดฟันล่าสังหาร”
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผอ.ผู้นี้ให้คำมั่นกับพวกเจ้าได้ว่า วันใดก็ตามที่โลกใบนี้ไร้ซึ่งวิหารศักดิ์สิทธิ์และไอ้พวกชั่วเวรตะไลบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตจนหมดสิ้นแล้ว ข้าจะนำพาพวกเจ้าไปยังสรวงสวรรค์แห่งนั้น”
คำพูดของเฉินเฉียงได้ทำให้จิตใจของผู้คนที่ได้ยินรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาในทันที จนกระทั่งแม้แต่คนที่ยังไม่เคยเห็นก็ยังอดที่จะวาดฝันไม่ได้
บ้านที่สวยงามย่อมเกิดจากการดูแลของทุกคน
หลังจากกวาดล้างผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตและหุ่นเชิดซากศพให้หมดสิ้น ต่อให้โลกใบเล็กที่คนเหล่านี้คิดว่าสวยงามอย่างที่สุดไม่ได้ปรากฏ แต่อีกไม่ช้านานสักเท่าไหร่ โลกปีศาจใบนี้ก็จะฟื้นคนความเป็นสรวงสวรรค์ขึ้นมาได้อยู่ดี
นั่นก็เปรียบได้ดั่งความหวังของพวกเขาได้เป็นจริงขึ้นมาเช่นเดียวกัน
“ข้าขอติดตามท่านผอ.จ้งไปจนวันตาย”
“ข้าขอติดตามท่านผอ.จ้งไปจนวันตาย”
เสียงตอบรับของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆในตอนนี้ได้ดังลั่นก้องพื้นที่ แม้แต่ผู้ที่มีระดับบ่มเพาะอ่อนด้อยที่สุดเพียงระดับขุนพลขั้นกลางก็ยังอดไม่ได้ที่จะคำรามลั่น
เฉินเฉียงที่เห็นก็เผยรอยยิ้มและพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ก่อนที่เขาจะหยุดยิ้มและชี้นิ้วไปที่กองหุ่นเชิดซากศพเบื้องล่างแล้วพูดออกมา “หากพวกเจ้าต้องการทำเป้าหมายของพวกเจ้าให้สำเร็จ พวกเจ้าก็ต้องก้าวข้ามผ่านไอ้พวกนี้ไปให้ได้”
“แล้วก็นะ หากพวกเจ้าต้องการจะติดตามข้าไปเข่นฆ่าไอ้พวกชั่วชาติวิหารศักดิ์สิทธิ์ ข้าบอกได้เลยว่าพวกเจ้ายังไม่คู่ควร”
“คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้น แม้แต่คนที่มีระดับบ่มเพาะที่ต่ำเตี้ยที่สุดก็ยังอยู่ในระดับราชาขั้นกลาง”
“และด้วยระดับบ่มเพาะของพวกเจ้านั้น ข้าบอกได้เลยว่ายืมที่พวกเจ้าเหยียบย่างเข้าเขาโรคาเข้าไป อย่างมากก็ทำได้เพียงเหลือไว้แค่เถ้าธุลีอยู่ที่นั่น”
“ดังนั้น ความแข็งแกร่งของระดับบ่มเพาะจึงถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญ”
“และแก่นหุ่นเชิดที่เรียงรายอยู่ตรงปลายเท้าของพวกเจ้านั้นช่วยให้พวกเจ้าบรรลุเป้าหมายได้ดีเสียยิ่งกว่าแก่นวิญญาณอย่างมากมายหลายขุม”
“ในเมื่อพวกเจ้าตั้งใจมั่นเอาไว้แล้ว สิ่งแรกที่พวกเจ้าควรจะเริ่มกระทำก็อยู่ที่ปลายเท้าของพวกเจ้าแล้ว”