ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 533 เยี่ยมเยือน
บทที่ 533 เยี่ยมเยือน
“ท่านผอ.จ้ง นี่ท่านมาหาผู้คุมหอหวังแห่งหอปรุงยาใช่หรือไม่”
ชายผู้รับหน้าที่ลาดตระเวนได้ถามออกมาด้วยเสียงดังลั่น
เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งได้พยักหน้ารับ “ถูกต้อง ข้ามีเรื่องที่จะพูดคุยกับผู้คุมหอหวังสักหน่อย”
“ฮี่ฮี่ฮี่ ท่านผอ.จ้ง ข้าเพิ่งเห็นผู้คุมหอหวังไปยังหอหุ่นเชิดของพวกข้าเมื่อกี้นี้เองล่ะ”
“โอ้” เฉินเฉียงอุทานพลางยกคิ้วขึ้นสูงแล้วถามออกมา “เจ้าชื่ออะไรล่ะ”
เมื่อชายผู้รับหน้าที่ลาดตระเวนได้ยินก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก่อนจะป้องมือโค้งคำนับแล้วพูดออกมา “ข้าซุนฉิง กัปตันของหน่วยลาดตระเวนที่สี่ครับ”
“อืมมมม ซุนฉิง พาข้าไปหาผู้คุมหอหวังหน่อยแล้วกัน เมื่อธุระเสร็จแล้ว ข้าจะคุยกับท่านจ้าววิหารเกี่ยวกับเรื่องก่อนหน้า เพื่อจะได้พาพวกเจ้าไปหาผลประโยชน์นิดๆหน่อยๆติดไม้ติดมือสักพัก”
“ขอบคุณครับท่านผอ.จ้ง ข้าจะพาท่านไปเอง” ซุนฉิงที่แสดงออกมาด้วยท่าทางมีความสุขอย่างที่สุดได้ผายมือของตนเชื้อเชิญเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งให้เดินยังทิศทางของหอหุ่นเชิดโลหิต
หากว่าซุนฉิงไม่เดินนำเฉินเฉียงไป เฉินเฉียงก็คงจะต้องอาศัยดวงในการหาหอหุ่นเชิดที่ว่า
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขานั้นไม่คุ้นเคยกับผู้คุมหอหุ่นเชิดในตอนนี้ ไหนจะผู้คุมหอแผนกปรุงยานั่นอีก แต่มันจะง่ายขึ้นมากหากมีซุนฉิงเป็นผู้นำทาง
เมื่อทั้งสองไปถึงทางเข้าหอหุ่นเชิด องครักษ์สองคนเมื่อเห็นเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งก็รีบป้องมือคำนับในทันที “ทำความเคารพท่านผอ.จ้ง”
ดูเหมือนว่าตำแหน่งผอ.ของสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าจะไม่ด้อยไปกว่าผู้คุมหอหุ่นเชิดโลหิต แต่มันก็สมควรจะเป็นเช่นนั้นล่ะนะ
เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าก็ได้ส่งผู้มีพรสวรรค์เข้ามาที่นี่อยู่ไม่ขาดช่วงปี
เฉินเฉียงได้พยักหน้ารับราวกับไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ซุนฉิงที่พาเขามาเองก็กระแอมออกมาทีหนึ่งก่อนจะพูดออกมา “ท่านผอ.จ้งมาที่นี่เพื่อพบท่านผู้คุมหอหวัง ข้าคงต้องรบกวนพี่ชายให้ช่วยส่งข้อความให้ท่านผอ.กงและผอ.หวังทราบหน่อย”
องครักษ์คนหนึ่งพยักหน้ารับและเดินเข้าไปข้างใน
ไม่นาน ชายอายุประมาณห้าสิบปีสองคนได้เดินออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่จ้ง นี่พี่ต้องมาทำเป็นพิธีรีตองอะไรกับหอหุ่นเชิดของข้าด้วยเล่า รีบเข้ามาเร็วเข้า พี่หวังและข้ากำลังพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับท่านพอดี”
ชายแก่อีกคนที่ทำตัวดูราวกับนักปราชญ์ได้เผยรอยยิ้ม ก่อนจะทำการป้องมือแล้วถามออกมา “พี่จ้ง ข้าได้ยินมาว่าท่านนั้นมีเรื่องจะพูดคุยกับไอ้แก่ผู้นี้ ไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยเหลืองั้นรึ”
ก่อนหน้านี้ที่ป่าใต้ดิน เฉินเฉียงได้ยินมาจากกงซุนหยูหมิงแล้วว่าภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วโลกปีศาจในตอนนี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากวิหารศักดิ์สิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่ป่าใต้ดิน หรือแม้แต่โรคร้ายที่ระบาดไปทั่วทุกเมืองใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวการ พวกมันต้องการจะให้เหล่าผู้คนที่คิดเป็นปฏิปักษ์ เอาเวลาไปสนใจในชีวิตของตน ไม่มาสร้างปัญหากับวิหารศักดิ์สิทธิ์ และนี่จะทำให้ฮั่นจุยมีเวลาในการเปลี่ยนร่างของสามราชาจักรพรรดิให้เป็นหุ่นเชิดซากศพได้อย่างเต็มที่
และนี่จึงทำให้เฉินเฉียงไม่ได้ถามคำถามโง่ๆอย่างเชื้อโรคร้ายนี้สร้างขึ้นมาได้ยังไง
เพราะไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ด้วยตัวตนของผอ.จ้งแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้เรื่องราวในวิหารศักดิ์สิทธิ์
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงที่กำลังเดินตามทั้งสองเข้าไปข้างในก็ได้คำถามพื้นๆออกมา “พี่หวัง พี่กง ข้าคงไม่ได้มาขัดจังหวะของพวกท่านใช่รึเปล่า”
ถึงแม้ว่าผู้คุมหอปรุงยาผู้นี้จะไม่ได้เป็นผู้บ่มเพาะเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโลหิต เขาก็ยังมีระดับบ่มเพาะเทียบเท่ากับผู้คุมหออีกคน
แต่เพียงแวบเดียวที่เฉินเฉียงได้มองผ่าน เขาก็บอกได้เลยชายคนนี้ ได้แสดงออกมาอย่างเคารพเขาและผู้คุมหอกง จะเห็นได้จากการที่เขานั้นพยายามเดินช้ากว่าเล็กน้อย ในระหว่างการเดินเข้าไปยังห้องรับรอง
หลังจากได้ยินคำถามของเฉินเฉียง ผู้คุมหอหวังและผู้คุมหอกงก็ได้มองหน้ากัน ก่อนจะเผยรอยยิ้ม และเป็นผู้คุมหอหวังได้เอ่ยปากพูดออกมา “พี่จ้งก็กล่าวเกรงใจเกินไปแล้ว ดูสินั่น ทำเอาพี่กงยังต้องประหม่าไม่กล้าพูดจาออกมาเลยนะน่ะ”
แม้ผู้คุมหอกงแม้จะถูกพูดจาเหน็บแนมแต่ก็ไม่ได้ถือสา เขาเดินต่อไปโดยมีมือที่ไพล่หลังแล้วพูดออกมาประหนึ่งดังไม่อยากจะพูด “พี่จ้ง ในเมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้วข้าเองก็ไม่คิดจะปิดบัง”
“เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ วิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ส่งคนจากหอโจรหมาป่าไปรุกรานยังต่างเขตแดน”
“นึกไม่ถึงว่า รายงานครั้งที่สองที่ข้าพึ่งได้รับมานั้น จะเป็นเรื่องที่ว่าผู้คุมหอหมาป่าและคนที่มันพาไปน่าจะตกตายจนหมดสิ้นแล้ว”
“นั่นก็เพราะไม่มีใครที่เข้าไปที่นั่นแล้วได้กลับมาอีก”
“เฮ้ออออ ไอ้พวกผู้บ่มเพาะต่างเขตแดนนี้ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ”
“ยังไงก็เถอะ เพื่อให้คำสั่งของท่านจ้าววิหารลุล่วง ข้าคงทำได้เพียงส่งคนไปที่นั่นอีก เพื่อที่จะทำให้พวกมันนั้นไม่อาจรุกรานเข้ามาขัดขวางแผนการของท่านจ้าววิหารลงได้”
“ด้วยการที่ข้าสมองไม่ดี ข้าเลยยังนึกไม่ออกว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง”
“พอดีว่าพี่หวังนั้นมาหาข้าที่นี่ เขาก็เลยเสนอความคิดหนึ่งกับข้า”
เมื่อเฉินเฉียงได้ยินก็จ้องมองไปที่ผู้คุมหอหวังที่อยู่ข้างๆแล้วถามออกมาพร้อมยกคิ้วสูง “โอ้ ผู้คุมหอหวัง ท่านมีวิธีการจัดการผู้บ่มเพาะต่างเขตแดนทั้งๆที่ท่านเป็นผู้คุมหอแผนกปรุงยางั้นรึ ข้าล่ะสงสัยนักว่าท่านนั้นมีความคิดดีๆอันใดกัน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ผู้คุมหอหวังก็ได้หัวเราะออกมาประหนึ่งคนบ้าแล้วพูดต่อ “พี่จ้ง ในเมื่อข้านั้นเป็นผู้คุมหอปรุงยาแล้วจะมีสิ่งใดที่ข้าถนัดถนี่ไปได้มากกว่านี้กัน”
“พี่จ้ง ช่วงนี้ท่านเองก็นำพาเหล่าศิษย์สำนักเต๋าต่างๆไปทำภารกิจทั่วโลกอย่างเปรมปรีดิ์ไม่ใช่รึ”
“และเพื่อให้พี่จ้งทำงานได้ง่ายขึ้น ข้าเองก็ได้ส่งน้องชายของข้าไปช่วยเหลือ ข้าว่าท่านกับเจ้านั่นคงได้พบเจอกันแล้วกระมัง”
เฉินเฉียงพยักหน้ารับ “แหงซิ หึหึหึ บอกตามตรงเลยนะว่าที่น้องชายของท่านไปในครั้งนี้ทำให้ข้ามีความสุขอย่างที่สุด ด้วยคนทั้งสามร้อยที่เขาพามานั้น ข้าบอกได้เลยว่าทุกคนล้วนแล้วแต่ระดับบ่มเพาะพุ่งพรวดกันทั่วทุกตัวคน”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ผู้คุมหอกงก็อดที่จะยิ้มกริ่มออกมาไม่ได้ “ดีแล้ว ถ้าไอ้เด็กนี่ทำงานดีอย่างนี้ได้ตลอด ข้าเองก็คงไม่ต้องวุ่นวายจนต้องปล่อยมันไปอิ่มหมีพีมันแบบนี้หรอก”
“พี่จ้ง นอกจากที่ป่าใต้ดิน ข้าเชื่อว่าท่านเองก็คงได้ส่งคนไปยังหัวเมืองต่างๆบ้างแล้วสินะ สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง”
-กว่าจะได้พูดเข้าประเด็น…ไอ้ฉิบหาย-
แม้เฉินเฉียงจะบ่นอุบในใจแต่ก็ยังเผยรอยยิ้มแล้วพูดออกมา “จะเป็นยังไงได้ล่ะ ศิษย์แผนกปรุงยาที่ผอ.ผู้นี้ส่งไปนั้นราวกับส่งไปให้กลายเป็นแหล่งเพาะโรคเพิ่มเติมก็เท่านั้น”
“ตอนนี้ผู้คนในเมืองตกตายไปอย่างนับไม่ถ้วน ถ้าคนไหนไม่ได้ป่วยก็ทำได้เพียงพาคนตายไปฝังนอกเมืองอย่างไม่ว่างเว้น นี่เรียกได้ว่าศิษย์แผนกปรุงยาพวกนั้นไม่มีปัญญาทำสิ่งใดได้เลย”
“เอ่อใช่ ว่าแต่พี่หวัง ท่านไปเอาเชื้อนี้มาจากไหนกัน ทำไมถึงได้ฆ่าคนได้อย่างกับผักปลาแบบนี้เนี่ย”
เมื่อผู้คุมหอหวังได้ยินก็ยิ้มออกมาอย่างภูมิใจชนิดปากจะฉีกถึงรูหู ก่อนจะม้วนเคราที่คางเล่นแล้วพูดออกมา “พูดแล้วก็น่าละอายนัก”
“เชื้อโรคพวกนั้นกว่าข้าจะพัฒนาได้ก็ใช้เวลาอยู่หลายเดือนนัก นี่ขนาดข้ารวมหัวกับคนในหอปรุงยาทุกคนแล้วนะนั่น”
“และเพื่อที่จะทำให้ความต้องการของท่านจ้าววิหารเป็นจริง ข้าก็ได้ให้คนในหอปรุงยาไปหาศพมากว่าพันศพ แล้วเอาไปวางเรี่ยราดอยู่ทั่วโลกปีศาจอยู่อีกหลายเดือนเลยทีเดียวกว่าจะเห็นผล”
“แต่เท่าที่ฟังๆมา ข้าก็คิดว่ามันก็ไม่เลวแหะ”
“ไม่เพียงจะรุนแรง แต่โอกาสติดต่อกันก็ง่ายดี”
“โดยเฉพาะกับไอ้เมืองพวกนั้นที่มีผู้คนอยู่มากมายที่คิดจะก่อการร้ายกับวิหารศักดิ์สิทธิ์ หึหึหึ พวกมันสมควรโดนแล้ว”
เฉินเฉียงที่ได้ยินคำพูดของผอ.หวังก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังในทันที
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เขาก็ทำความเข้าใจไม่ได้ว่าผู้คุมหอปรุงยาคนนี้ทำไมถึงได้เลือดเย็นนัก
กับผู้ปรุงยานั้น พวกเขาสมควรจะยึดมั่นในหัวใจแห่งการเป็นแพทย์นับตั้งแต่เลือกเดินบนเส้นทางนี้ใช่เหรอ
แต่สำหรับโลกปีศาจแห่งนี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีระดับบ่มเพาะที่สูงล้ำ ส่วนใหญ่แล้วจิตใจของพวกเขาไม่ได้ต่างไปจากงูพิษหรือแมงป่องเลยสักคนเดียว
แต่เมื่อนึกถึงท่าทางที่แสดงออกมาอย่างเคารพก่อนหน้า เฉินเฉียงก็พอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาได้บ้าง
ผู้คนบนโลกปีศาจ ต่างก็เคารพยำเกรงผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต
และการที่ผู้คุมหอหวังยามทำงานหนักอย่างที่สุด ไม่เพียงจะแสดงออกมาว่าเขานั้นยืนอยู่ฝั่งวิหารศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น นี่ยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขานั้นยินดีที่จะใช้พลังของตนตอบสนองต่อความต้องการของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต
ต่อให้มันนั้นจะทำให้เขาต้องเสียหัวใจแห่งแพทย์ไปก็ตาม แต่เขาก็ยินดีที่จะทำ