ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 532 โรคร้ายที่ติดต่อกันได้
บทที่ 532 โรคร้ายที่ติดต่อกันได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเฉินเฉียงตั้งสติได้แล้วมองเข้าในเมืองตั้วหลัวหยิง เขาก็ต้องรู้สึกเดือดดาลในทันที
ที่นี่ไม่มีหุ่นเชิดซากศพ ไม่มีหุ่นเชิดโลหิต แต่ด้วยกระแสจิตที่ทรงพลังของเขานั้นบอกได้ในทันทีว่าทั่วทั้งเมืองในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยซากศพ
เพียงแค่ความกระหายในพลังของคนคนเดียว
ทำให้ทั่วทั้งเมืองต้องตกอยู่ในสภาพราวกับโรคห่าลง
ไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหนก็ตาม หากไม่พบคนที่เริ่มมีอาการก็เป็นคนที่มีอาการหนักจนไม่อาจรุกเดิน ไหนจะเหล่าศิษย์แผนกปรุงยาที่แต่งชุดผ้าคลุมขาวใช้ผ้าปิดปากและจมูกของตัวเองแน่นที่กำลังทยอยขนศพออกไปด้วยท่าทางเงียบงันออกจากเมือง หลังจากที่พวกเขาขุดหลุมเสร็จก็ปกคลุมร่างร่างนั้นด้วยขี้เถ้าเพื่อป้องกันให้เชื้อโรคต้องแพร่กระจาย
หยุนอ่าวได้นำศิษย์เหล่านี้มาเพื่อตรวจสอบอาการของผู้ป่วยอย่างไม่ขาดมือ พร้อมคิ้วที่ขมวดเข้มจนราวกับเป็นเส้นเดียวกันอย่างไม่อาจผ่อนคลายออก
ดูเหมือนว่าเหตุผลที่หยุนอ่าวร้องขอความช่วยเหลือจะไม่ใช่การถูกขัดขวางหรือโจมตี แต่เป็นว่าเขานั้นไม่อาจจะต่อสู้กับโรคภัยนี้ได้
ก็ถือว่ายังไม่เลวร้ายล่ะนะ
เพียงแต่ว่า กับคนที่เป็นถึงผู้อาวุโสสูงของแผนกปรุงยาแห่งสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าก็ยังไม่อาจจะหยุดยั้งโรคนี้ได้เลยงั้นรึ
หลังจากปรับท่าทางของตนอยู่พักหนึ่ง เฉินเฉียงก็ได้บินไปหาหยุนอ่าว
“ท่านผู้อาวุโส ท่านผอ.มาถึงแล้ว”
ศิษย์ผู้หนึ่งที่อยู่ข้างหยุนอ่าวได้อุทานออกมาอย่างดังลั่น ดูเหมือนว่าการมาถึงของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งนี้จะเป็นความหวังของพวกเขาจริงๆ
เมื่อได้ยินแบบนี้ หยุนอ่าวรีบถอดผ้าปิดปากของตนออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่ทุกข์ตรมแล้วพูดออกมา
“เฮ้ออออ ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้มายังภูมิภาคใต้มาร่วมเดือน ไปมาในหลายๆเมืองที่ผู้คนได้ล้มป่วย โชคไม่ดีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้ไม่เคยพบเจอโรคที่คนเหล่านี้ได้รับมาก่อน ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้เองก็ได้ลองหลายวิธีการเท่าที่จะหาเจอในการรักษาแล้วแต่ก็ยังไม่อาจจะรักษาได้ นี่ทำให้ข้าไม่มีทางเลือกจึงทำได้เพียงเชิญท่านผอ.มาเท่านั้น”
“ข้าเชื่อว่า คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นสมควรจะจัดการโรคร้ายนี้ได้ดีกว่าพวกเราเหล่าแผนกปรุงยาแห่งสำนักเต๋า”
เฉินเฉียงถึงกับพูดไม่ออกในทันทีเมื่อได้ยิน
นั่นก็เพราะไอ้โรคร้ายที่กำลังพูดถึงอยู่นี้เป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ปล่อยออกมาเองกับมือ
หากไปถามหาความช่วยเหลือจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ มันก็ไม่ต่างจากการไปหาเรื่องแต่อย่างใด
หากเขาเข้าใจไม่ผิด คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นคนปล่อยเชื้อโรคนี้ออกมาโดยเริ่มจากเมืองที่มีการฉายภาพฉากเหตุการณ์ในเขาโรคาที่เคยหลุดรอดออกมาก่อนหน้านี้เป็นตัวตัดสิน พวกมันหวังให้คนทั่วไปที่ได้รับรู้ตกตายไปกับเรื่องนี้
“เจ้าได้ลองใช้ยาขจัดโรคแล้วหรือยัง”
เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งเอ่ยถามออกมาพลางตรวจสอบอาการคนไข้ตรงหน้า
หยุนอ่าวไม่รู้ว่าระดับการปรุงยาของเฉินเฉียงนั้นไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่าใคร
แต่เดิม เขาไม่คิดว่าหยุนอ่าวจะต้องพบเจอปัญหาในการรักษา ไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะอยู่ช่วยหยุนอ่าวในการหาวิธีรักษาไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เฉินเฉียงไม่คิดว่ากับโรคที่ไม่รู้จักนี้จะเกินมือหยุนอ่าวและศิษย์แผนกปรุงยาจากสำนักต่างๆ
อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่คิดอย่างนั้นจนกระทั่งเขาได้เริ่มตรวจสอบอาการของคนไข้คนนี้
“ท่านผอ. อย่าได้ไปสัมผัสน้ำเหลืองและเลือดของคนป่วยเป็นอันขาด”
หยุนอ่าวได้ยื่นมือมาจับเพื่อห้ามปราม
“ไม่เป็นไร ข้ามีภูมิต้านทานโรคได้ทุกชนิด”
เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งไม่ได้ใส่ใจการห้ามปรามของหยุนอ่าว ก่อนที่จะยื่นมือไปแตะแผลของคนป่วย
จุดแดงที่ปรากฏทั่วทั้งร่างของตนป่วยนี้ บางจุดใหญ่เท่าปลายเล็บ เมื่อใดก็ตามที่มันขยายตัวออกไปถึงระดับหนึ่ง จุดเหล่านี้จะปริแตกออกจนทำให้เลือดไหลออกมา
เฉินเฉียงได้ใช้ปลายเล็บไปฉีกเอาน้ำเหลืองที่พึ่งก่อตัวขึ้นบนจุดแดงขึ้นมา ก่อนที่จะนำขึ้นมาดม ราวกับต้องการพิสูจน์กลิ่นของโรคที่ปนเปื้อนอยู่ภายใน
เมื่อเห็นท่าทางของเฉินเฉียงที่ดูเป็นธรรมชาติมากเกินไป หยุนอ่าวถึงกับต้องเดาะลิ้นอยู่ในปากโดยที่ไม่ออกมาเพราะตกตะลึง
“ท่านผอ. ก่อนหน้านี้มีศิษย์แผนกปรุงยาบางคนก็ทำเฉกเช่นท่าน เพียงแต่ว่าในทันทีที่พวกเขาทำเช่นนี้ ร่างกายของพวกเขาก็ผุดเต็มไปด้วยรอยจุดแดงและตกตายไป”
เฉินเฉียงที่ได้ยิน ขมวดคิ้วแน่นก่อนจะนึกคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะส่ายหัวออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ดูเหมือนว่าโรคพวกนี้จะมีบางอย่างแอบแฝงอยู่นะ”
“ผู้อาวุโสหยุน สถานการณ์แต่ละเมืองเหมือนกันหรือไม่”
หยุนอ่าวหยักหน้ารับอย่างเศร้าสลด “ใช่ครับ ข้าได้ไปเมืองอื่นมาบ้างแล้ว สถานการณ์ไม่แตกต่างกันแม้แต่น้อย”
“ยิ่งไปกว่านั้นคือโรคนี้ติดได้ง่ายมาก หากมีใครสักคนโยนร่างของคนป่วยลงบ่อน้ำไป นั่นจะทำให้เกิดโรคระบาดในทันที”
เมื่อเฉินเฉียงได้ยินก็ต้องหันขวับไปหาหยุนอ่าวในทันทีราวกับต้องการบอกอะไรบางอย่าง
แต่ต่อให้เขาบอกหยุนป่าวไปว่าโรคร้ายเหล่านี้เป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ปล่อยออกมา ไม่เพียงมันจะไร้ประโยชน์ ต่อให้หยุนอ่าวจะไม่มีความรู้สึกอันดีต่อวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาก็ยังไม่ถึงขนาดเชื่อว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์จะทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ขึ้นมา
และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ในตอนนี้เขาต้องหาวิธีช่วยเหลือคนเหล่านี้ก่อน
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ผู้คนของโลกปีศาจส่วนใหญ่จะตกตายเพราะโรคนี้อย่างแน่นอน
“ผู้อาวุโสหยุน ท่านนำคนทำความสะอาดพื้นที่และเก็บกวาดซากศพ พยายามจำกัดวงระบาดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
“ส่วนข้าจะไปเยือนวิหารศักดิ์สิทธิ์สักหน่อย ข้าอยากรู้ว่าที่นั่นพอจะมีสิ่งใดช่วยเหลือพวกเราได้บ้าง”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาจะอยู่รอฟังข่าวดีครับ” หยุนอ่าวก้มหัวลงต่ำพร้อมท่าทางหนักแน่น
ถึงแม้หยุนอ่าวจะผิดหวังต่อวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่ในตอนนี้เขาไม่เหลือทางเลือกอีกต่อไป
หยุนอ่าวนั้นคิดมาเสมอว่า หากไม่ใช่ว่าเขาต้องการเก็บซ่อนความสามารถในการปรุงยาของตนจากผู้คน เขาก็คงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปไปแล้ว
แต่หยุนอ่าวนั้นนึกไม่ถึงว่าความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม กลับไร้ค่าไร้ราคาเมื่อต้องพบเจอกับโรคร้ายนี้
มันเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า ความจริงผิดกับสิ่งที่หวังอย่างสิ้นเชิง
ยังดีที่เฉินเฉียงนั้นเข้าใจลักษณะนิสัยของชายแก่คนนี้เป็นอย่างดี จึงเลือกที่ให้เขานำพาศิษย์แผนกปรุงยาจากสำนักต่างๆมารักษาผู้คน ไม่ให้มีส่วนร่วมกับภารกิจในป่าใต้ดิน
หลังจากเฉินเฉียงใช้ทักษะผ่ามิติไปไม่กี่ครั้ง เขาก็มาถึงยังเขาโรคา
เพียงเขาเดินเข้าผ่านกำแพงเขตแดนเข้ามา คนกลุ่มหนึ่งที่รับหน้าที่ลาดตระเวนก็ได้รีบพุ่งตรงเข้ามาหาในทันที
“โอ้ เป็นท่านผอ.จ้งนี่เอง ข้าเคยพบเจอท่านตอนที่ท่านมาหาท่านจ้าววิหารครั้งก่อน ท่านจำข้าได้รึเปล่า”
“แล้วสถานการณ์ที่ป่าใต้ดินเป็นอย่างไรบ้างล่ะครับเนี่ย”
เฉินเฉียงพยักหน้ารับ แสดงออกมาว่าเป็นไปได้ด้วยดี
นี่ทำให้ชายที่รับหน้าที่ลาดตระเวนอดที่จะถอดถอนลมหายใจออกมาไม่ได้ในทันทีเมื่อเห็น
“เฮ้อ ช่างน่าเสียดายนักที่ท่านจ้าววิหารอนุญาตให้ท่านรองพาคนไปได้เพียงสามร้อยคนเพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่าพี่น้องทั้งสามร้อยคนนั่นคงจะทำภารกิจได้อย่างอิ่มหนำเป็นแน่”
“ท่านผอ.จ้ง ในครั้งนี้ท่านได้รวบรวมเหล่าผู้บ่มเพาะจากทั่วทั้งโลกปีศาจไป ท่านรองจ้าววิหารกับคนอื่นๆคงจะปากไม่ว่างเว้นวันเลยกระมัง”
เมื่อเฉินเฉียงได้เห็นท่าทางที่แสดงออกมาราวกับไม่ใช่มนุษย์ของชายคนนี้ นี่ทำให้เฉินเฉียงอยากจะกุดหัวชายคนนี้ให้ตกตายไปเสียพ้นๆในทันที
แต่เพื่อไม่ให้ฝูงงูต้องแตกตื่น เขาจึงได้เพียงแค่อดทนและฝืนยิ้มออกมา
“เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้วน่า รองจ้าววิหารและข้าเองก็ได้ทำข้อตกลงกันไว้แล้วว่าเมื่อทุกคนได้เข้าไป จะกินดื่มยังไงก็ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่ไม่ให้ผู้บ่มเพาะเหล่านั้นแตกตื่นเป็นพอ”
ยิ่งได้ยินคำพูดของเฉินเฉียง ชายผู้รับหน้าที่ลาดตระเวนคนนี้ก็ยิ่งแสดงออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้น
“ฮี่ฮี่ฮี่ ท่านผอ.จ้ง ท่านพอจะคุยกับท่านจ้าววิหารได้รึเปล่าว่าให้พวกข้าได้มองเห็นแสงกันบ้าง ต่อให้เป็นน้ำซุปเหลือๆจากรองท่านจ้าววิหาร มันก็ยังดีกว่าที่พวกข้าจะไม่ได้อะไร”
เฉินเฉียงพยักหน้ารับแล้วพูดออกมา “มันก็ได้อยู่ เพราะยังไงซะตอนนี้ยังมีผู้บ่มเพาะเหลือเป็นอีกเป็นล้านคนที่นั่น การแบ่งให้เจ้าไปบ้าง ข้าคิดว่ารองเจ้าวิหารคงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด”
“เอาเป็นว่าหากเรื่องใกล้เสร็จเมื่อไหร่ ข้าจะรวบรวมคนเอาไว้ส่วนหนึ่ง แล้วพามาใกล้ๆที่นี่แล้วกัน เจ้าจะได้ไม่ต้องลำบากเสียการเสียงาน”
“แต่ตอนนี้ข้าต้องไปหอปรุงยาก่อนพอดีข้ามีธุระที่นั่น เจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็ได้ปล่อยกระแสจิตของตนสำรวจพื้นที่โดยรอบในทันที