ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 545 ฮั่นจุยจุดประกาย
บทที่ 545 ฮั่นจุยจุดประกาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเฉินเฉียงโจมตีใส่ฮั่นจุยอีกครั้ง เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าฮั่นจุยได้ไปอยู่ไกลกว่าเดิมนับร้อยเมตรจนสุดมุมเขตแดนบอลแสง
เกิดอะไรขึ้น
เป็นตอนนี้ที่เฉินเฉียงพึ่งจะรู้ตัวว่าขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาได้หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว
ด้านฮั่นจุย หลังจากถอยออกไปจนชิดกำแพงเขตแดนบอลแสง เขาก็ได้ตะโกนออกมาในทันทีอย่างเดือดดาล “ฆ่ามัน รีบฆ่ามันเร็วเข้า”
เหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์เมื่อได้ยินก็เร่งโจมตีในทันที
ด้วยการที่พวกเขาไม่ต้องกังวลว่าจะโจมตีโดนฮั่นจุยอีกต่อไป นี่ทำให้พวกเขาต่างก็โจมตีอย่างบ้าคลั่ง และนี่ทำให้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเฉินเฉียงหดเล็กลงเหลือเพียงไม่กี่เมตรในชั่วพริบตา
ก่อนหน้านี้ เฉินเฉียงปล่อยให้ความแค้นบังตาจนลืมนึกถึงพลังงานที่ใช้ในการคงสภาพขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ไป
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่เขาใช้ในตอนนี้เป็นขอบเขตระดับสอง ถึงแม้ว่าจะสามารถทำให้เขาหลุดรอดการโจมตีที่รุนแรงไปได้ แต่พลังที่ใช้ก็สูงล้ำตามผลลัพธ์ที่ได้
-ข้า ทนไม่ไหวแล้ว-
ในตอนนี้เฉินเฉียงทำได้เพียงแค่ยืนเฉยๆเท่านั้น
เฉินเฉียงได้จ้องมองไปที่ฮั่นจุยที่อยู่ไม่ไกล เขาค่อยๆหันไปมองเหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์หกร้อยกว่าคนที่อยู่รอบๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วคำรามลั่น ก็จะรวบรวมพลังที่เหลือแล้วใช้ทักษะเคลื่อนย้ายพริบตา
ในครั้งนี้ เฉินเฉียงไม่ได้พุ่งเข้าใส่ฮั่นจุยแต่เป็นพุ่งทะลุผ่านเหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไป
เหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่คาดคิดว่าผู้คุมหอหวังจะพุ่งไปอีกทาง และนี่ทำให้เหล่าผู้อาวุโสที่ขวางทางตกตายโดยมีรูโหว่อยู่ที่กลางอก
เฉินเฉียงใช้โอกาสสุดท้ายในการดูดซับพลังก่อนที่จะพุ่งทะลุออกเขตแดนบอลแสงไป
“ฆ่ามัน ผู้คุมหอหวังถึงขีดจำกัดแล้ว พวกเรารีบตามไปฆ่ามันเร็วเข้า”
“ใช่แล้ว พวกเราต้องแก้แค้นให้พี่น้องของพวกเรา”
“ไอ้เวรตะไลผู้คุมหอหวังมันกล้าที่จะโจมตีท่านจ้าววิหาร หากฆ่ามันไม่ได้ ข้าก็ขอไม่เป็นผู้เป็นคนอีก”
“เปิดกำแพงเขตแดนเดี๋ยวนี้แล้วไปจับตัวมันกัน”
เหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นต่างก็คำรามลั่นราวกับต้องการเร่งติดตามไป แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่จะพุ่งตัวออกไป
ทุกคนกลัวความทรงพลังของผู้คุมหอหวัง
กับคนที่สามารถฆ่าราชาเหนือราชาขั้นสูงได้ด้วยการยกมือเพียงครั้งเดียว พวกเขาบอกได้เลยว่ามีกี่ชีวิตก็ไม่พอ
หากว่าจ้าววิหารของพวกเขาไม่ได้มีเกราะกระดองเต่าประหลาดนั้นปกป้องเอาไว้ จ้าววิหารของพวกเขาก็คงตกตายไปแล้วในตอนนี้
ส่วนที่ทุกคนตะโกนอยู่นี้ก็เพียงเพื่อให้จ้าววิหารของพวกเขาต้องขุ่นเคืองใจเพียงเท่านั้น
ฮั่นจุยย่อมเข้าใจความคิดนี้เป็นอย่างดี
แต่ว่าเขาในตอนนี้ไม่มีอารมณ์มาขุ่นเคืองในเรื่องพันธุ์นี้
เมื่อทุกคนเห็นหั่นจุยก้มหน้านิ่ง ผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่างก็คิดว่าจ้าววิหารของตนกำลังเสียขวัญ นี่ทำให้ทุกคนเร่งรีบกล่าวคำปลอบออกมา “ท่านจ้าววิหารอย่าได้เป็นกังวลไป ผู้คุมหอหวังได้หนีไปแล้ว ดูเหมือนว่าตัวมันเองก็จะถึงขีดสุดแล้วเหมือนกัน มันไม่น่าจะย้อนกลับมาได้โดยเร็ว”
“ถูกต้อง ท่านจ้าววิหาร บริวารผู้นี้จะขอกำลังหนุนมาที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วไปได้ ข้ารับรองว่าไอ้ผู้คุมหอหวังนั่นจะไม่อาจบุกเข้ามาได้อีกต่อไป”
“หากมันยังกล้ามาอีก พวกเราจะทำให้แน่ใจว่ามันไม่มีทางกลับไปออกไปได้”
ฮั่นจุยที่กำลังเดินไปมาก้มหน้าก้มตาในตอนนี้ยังไม่พูดอะไรออกมาสักคำ อย่างมากก็เงยหน้าขึ้นมามองไปยังร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามเพียงเท่านั้น
หลังจากผ่านไปสักพัก ฮั่นจุยก็ได้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าเข้าใจแล้ว”
“ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว”
“การลอบโจมตีของผู้คุมหอหวังในครั้งนี้ทำให้ข้าคลายความสงสัยในใจได้สักที ต้องขอบคุณมันมากจริงๆ”
เหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ต่างก็มองหน้ากันในทันที เพราะดูเหมือนในตอนนี้จ้าววิหารของพวกเขาจะกลายเป็นบ้าไปยังไงอย่างงั้น
ด้วยการที่ตอนนี้ฮั่นจุยสูญเสียพลังจิตไปอย่างมาก จะเห็นได้จากการเดินอย่างซัดเซของเขา
แต่กระนั้น ฮั่นจุยก็ยังกระโดดโลดเต้นประดุจดั่งได้พบเจอสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลก
จ้าววิหารของพวกเขาบ้าไปแล้วอย่างนั้นรึ
ไม่น่านะ
และนี่ทำให้ผู้อาวุโสคนหนึ่งได้เดินเข้าไปและพูดออกมาเบาๆ “ท่านจ้าววิหาร ท่านเข้าใจอะไรเพิ่มงั้นรึ”
ถึงแม้ฮั่นจุยจะอยู่ในตำแหน่งจ้าววิหารศักดิ์สิทธิ์ที่บอกได้ว่าเป็นหมายเลขหนึ่งของโลกปีศาจก็ตาม
แต่กับคนที่รอบคอบเช่นเขาย่อมไม่เปิดเผยสิ่งใดให้ใครได้รับรู้โดยง่าย
ต่อให้เขาได้สมบัติที่สูงล้ำมา เขาก็จะไม่แบ่งให้ใคร
ฮั่นจุยที่ได้ยินคำถามนี้ก็สงบจิตใจลง ก่อนที่จะมองไปยังขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ตรงหน้าแล้วค่อยๆวางมือลงไปราวกับกำลังแตะสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
“ผู้อาวุโส ไอ้พวกผู้บ่มเพาะทั้งสามคนนี้ได้ใช้พลังของพวกมันกางเกราะกระดองเต่าของพวกมันทำให้พวกเราก้าวข้ามไปยังอีกอีกโลกหนึ่งไม่ได้มานานนับหลายร้อยปี”
“นับจากที่ข้าเข้ามารับตำแหน่งจ้าววิหาร ข้าพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะทำลายเกราะกระดองเต่าของพวกมันและเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นข้าทาสของข้า”
“หากว่าข้าทำสำเร็จ โลกปีศาจของพวกเราจะสามารถไปยังอีกโลกหนึ่งได้ และข้าผู้นี้จะกลายเป็นสุดยอดไม่ว่าจะเป็นจ้าวของอีกโลกหนึ่งเช่นกัน”
“และในตอนนี้ ความสำเร็จที่ว่าก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว”
“ผู้อาวุโส รับคำสั่งของข้า”
เหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทำตัวราวกับได้รับฟังคำบัญชาจากสวรรค์เมื่อได้ยิน ทุกคนตอบรับออกมาอย่างพร้อมเพรียง “ครับ ท่านจ้าววิหาร”
“นับจากนี้ ในเขตแดนแสงแห่งนี้เหลือคนไว้เพียงร้อยคนก็พอ”
“ส่วนคนที่เหลือนำพาคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์กระจายออกไปเป็นสองฝั่ง เราจะโจมตีทั้งสองด้าน”
“กลุ่มหนึ่งไปยังกำแพงแสงที่อยู่ที่เป่ยเชินและโจมตีอย่างไม่ต้องหยุดยั้ง”
“ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ตรงไปยังเขาฟานหยุน เข้าไปยังโลกมนุษย์”
“จำเอาไว้ใครก็ตามไปยังโลกมนุษย์ พวกเจ้าต้องไม่ทำให้ไอ้พวกผู้บ่มเพาะสังเกตเห็น สิ่งที่กลุ่มนี้ต้องทำคือการหาพื้นที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง และพวกเจ้าต้องเปิดเขตแดนที่มีชื่อว่าเขตแดนจักรพรรดิซึ่งต้องเปิดจากทั้งสามด้านของยอดเขานั่น”
“ส่วนตำแหน่งของมันข้าได้บันทึกไว้ในกำไลสื่อสารนี่แล้ว”
“หลังจากเข้าไปข้างใน พวกเจ้าต้องหาสิ่งที่เรียกว่าบันไดสู่สรวงสวรรค์ แล้วทำการโจมตีกำแพงเขตแดนจากฟากฝั่งนั้นอย่างสุดกำลัง”
“ตราบใดที่พวกเจ้าโจมตีโลกใบเล็กที่อยู่ปลายบันไดได้ การทำลายกระดองเต่านี้ก็จะสำเร็จ”
เมื่อพูดจบ ฮั่นจุยได้โยนกำไรสื่อสารหนึ่งให้ผู้อาวุโสที่เข้ามาถามเขา
“ท่านจ้าววิหาร แล้วเราจะหาทางเข้ากำแพงเขตแดนที่ว่าได้ยังไงกัน
ฮั่นจุยหัวเราะออกมาเมื่อได้ยิน “ผู้อาวุโสซี่ เจ้าก็เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดไม่ใช่รึไง พูดแค่นี้ข้าคงไม่ต้องพูดต่อแล้วมั้ง”
“ก็แค่เจ้าไปหาผู้ที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาสักคน เปลี่ยนมันผู้นั้นให้เป็นหุ่นเชิดโลหิต เพียงแค่นี้ก็น่าจะไม่ต้องพูดแล้วนะ”
เมื่อได้ยิน ผู้อาวุโสซี่ก็หัวเราะออกมาหึหนึ่ง ก่อนที่จะสวมกำไลสื่อสารไว้ที่ข้อแขนและยกมือขึ้นมาสั่งการ “ผู้อาวุโสปัง เหลือนคนไว้ที่นี่ร้อยคน ที่เหลือตามข้ามา พวกเราจะต้องนำพาคนของวิหารไปทำภารกิจให้สำเร็จ”
เมื่อผู้อาวุโสซี่ได้เปิดเขตแดนบอลแสงและเตรียมที่จะออกไป เขาก็ได้ยินเสียงของฮั่นจุย “ผู้อาวุโสซี่ จดจำไว้ว่าหากออกจากเขาโรคาไปแล้ว หากพบเจอกับใครก็ตาม อย่าได้เผยข้อมูลโดยง่าย ไม่งั้นมันจะทำลายแผนการของข้า”
ผู้อาวุโสซี่พยักหน้ารับอย่างแข็งขันเมื่อได้ยิน ก่อนที่จะพาผู้อาวุโสออกจากเขตแดนบอลแสงไป
ไม่นาน ในเขตแดนบอลแสงนี้ก็ว่างเปล่า เหลือไว้เพียงฮั่นจุย
ฮั่นจุยได้นั่งลงไปกองกับพื้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
“หึหึหึ เฉินเฉียง ต่อให้แกกลายเป็นขี้เถ้าก็อย่าได้คิดว่าข้าจำแกไม่ได้”
“ในเมื่อครั้งนี้แกฆ่าข้าไม่ได้ คราวหน้า ข้าจะเป็นคนฆ่าทุกคนที่แกห่วงใยเอง”