ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 544 ไม่ยอมแพ้
บทที่ 544 ไม่ยอมแพ้
ฮั่นจุยในตอนนี้กำลังกล้ำกลืนฝืนความกลัวอยู่ในใจ เฉินเฉียงนั้นรับรู้ถึงเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
แต่เฉินเฉียงเองในตอนนี้ก็รู้สึกไม่ได้ดีไปกว่ากัน
ถึงแม้ว่าการโจมตีของผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะทะลุผ่านเขาไปและไม่ได้ทำอันตรายเขาเลยก็ตาม
แต่การรักษาสภาพของขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาเอาไว้แบบนี้มันใช้พลังจิตของเขาไปอย่างมากมายนัก
หลังจากปล่อยผ่านการโจมตีไปได้ร้อยกว่าที โลกใบเล็กของเฉินเฉียงหายไปเกือบพันไมล์เลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าโลกใบเล็กของเฉินเฉียงในตอนนี้จะมีพื้นที่กว่าสิบล้านไมล์ แต่ด้วยการโจมตีที่ไม่มีทีท่าจะหยุดยั้งนี้ โลกใบเล็กของเขาก็ได้หดเล็กลงไปอย่างรวดเร็วจนสังเกตเห็นได้
นั่นก็เพราะพลังฟ้าดินที่เขาได้ใช้คงสภาพขอบเขตเจตจำนงของเขาเอาไว้นั้นถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว
และหากเป็นแบบนี้ต่อไป เขาจะไม่อาจทนได้อีก
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียง ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผู้คุมหอหวังก็ได้ลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ เป็นตอนนี้ที่ที่ราชาเหนือราชาขั้นสูงคนหนึ่งได้เหวี่ยงค้อนที่ส่องแสงสีทองอยู่ในมือทุบเข้าไปที่หน้าของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผู้คุมหอหวัง พร้อมกับลมกระโชกและแสงสีทองที่รวดเร็วประดุจสายฟ้า
เป็นตอนนี้ที่ฮั่นจุยเห็นอย่างชัดเจนว่าค้อนของคนคนนี้ได้ทะลุผ่านร่างของผู้คุมหอหวัง พร้อมกับร่างกายของเขาจนทำให้ค้อนตีตวัดขึ้นไปบนอากาศอีกครั้ง
“ผี มันเป็นผี”
ผู้อาวุโสที่โจมตีไม่โดนได้แสดงท่าทางหวาดกลัวลนลานจนมือสั่นปล่อยค้อนให้ร่วงหล่นสู่พื้น พลางกระวีกระวาดกรีดร้องออกมาแล้ววิ่งหนีไป
แต่ด้วยการที่เฉินเฉียงใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้อยู่ เขาได้เดินเข้าไปหาผู้อาวุโสคนนี้อย่างช้าๆ ผู้อาวุโสที่พยายามวิ่งหนีรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังวิ่งอยู่ในโคลนตมที่รายล้อมไว้รอบตัว กว่าเขาจะรู้ตัวก็เป็นตอนที่เขาถูกผู้อาวุโสหวังจับหัว หักคอและตกตายไป
มันเป็นการฆ่าผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงที่เรียบง่ายที่สุด จนชนิดที่ว่าแม้แต่ฮั่นจุยและผู้อาวุโสคนอื่นเห็นก็ถึงกับใจเต้นโครมครามในทันที
-ผู้คุมหอหวังมันทรงพลังถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่-
-แถมดูเหมือนว่าการโจมตีทั้งหลายไม่อาจจะทำอะไรได้เลย-
-หากเป็นแบบนี้ต่อไป ผู้อาวุโสทั้งหลายในบอลเขตแดนนี่คงตกตายจนหมดไม่ใช่รึไงกัน-
ด้วยการที่เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผู้คุมหอหวังได้ฆ่าผู้ที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงได้อย่างง่ายดายนี้ทำให้ผู้คนที่เห็นราวกับจะสิ้นหวังในชีวิต และนี่ทำให้การโจมตีที่พุ่งตรงไปยังเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผู้คุมหอหวังเบาบางอย่างถนัดตา
ไม่มีใครที่กล้าจะรีบเร่งหาความตายอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างน้อยๆก็ต้องไม่ใช่เขาที่เป็นคนแรกที่ลงมือ
เฉินเฉียงในตอนนี้เองก็เริ่มรู้สึกร้อนรน นั่นก็เพราะเขารู้สึกได้ว่าโลกใบเล็กในร่างกายนั้นหดเล็กลงมากขึ้นเรื่อยๆ
ถึงแม้ฮั่นจุยและผู้อาวุโสคนอื่นๆของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะยังมองไม่เห็น แต่หากเขาปล่อยเอาไว้แบบนี้ อีกไม่นานย่อมถูกสังเกตได้
เขาต้องรีบจัดการกับฮั่นจุยให้เร็วที่สุดเท่าที่เร็วไปได้
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงก็หันไปมองฮั่นจุยแล้วเดินรี่ตรงไป
เมื่อเห็นฉากนี้ ฮั่นจุยสะดุ้งเฮือกและบินขึ้นฟ้าไปในทันที
แม้ว่าฮั่นจุยจะอยู่ในระยะขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเฉินเฉียง แน่นอนว่าเฉินเฉียงย่อมบังคับให้บรรยากาศรอบฮั่นจุยหนักหน่วงขึ้น
แต่ฮั่นจุยเองก็มีขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้เป็นของตนเอง ตราบใดที่ฮั่นจุยไม่คิดที่จะโจมตี มันย่อมไม่ส่งผลต่อความเร็วในการเคลื่อนที่แต่อย่างใด
และนี่ทำให้เฉินเฉียงรู้สึกร้อนรนอยู่ในใจ
เขาไม่อาจปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้
เมื่อเห็นว่านับวัน ฮั่นจุยลอยตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เฉินเฉียงก็ถึงกับกัดฟันแน่น
เขาไม่อาจทำลายขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของราชาจักรพรรดิทั้งสามได้
แล้วเขาจะสามารถทำลายขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยได้รึเปล่า
“ปังง….”
เฉินเฉียงผู้ซึ่งโดนดีดกระเด็นก็ได้มองฮั่นจุยที่กำลังจ้องมองมาที่เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผู้คุมหอหวังด้วยท่าทางนิ่งอึ้ง
เขายังคงพลาดไปอีกครั้ง
แม้เฉินเฉียงจะไม่อาจทำลายขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยได้ แต่เฉินเฉียงก็รับรู้มาได้ในเรื่องหนึ่ง
นั่นก็คือการโจมตีของเขานั้นทำให้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
มันบางลง
ถึงแม้จะเล็กน้อยไม่ถึงเซนติเมตรดี แต่มันก็ยังบางลง
แล้วถ้าหากเขาโจมตีต่อไป ผลลัพธ์น่าจะเห็นได้ชัดกว่านี้
ต่อให้ฮั่นจุยเป็นราชาจอมพลขั้นสูง และสามารถใช้การดูดซับพลังฟ้าดินในโลกใบเล็กมาคงสภาพขอบเขตเจตจำนงเอาไว้ได้ แต่มันก็ยังไม่อาจทดแทนได้ทัน
และต่อให้เขาเองก็ยังตกอยู่ในสภาพเดียวกัน แต่พลังฟ้าดินของเขามากมายยิ่งกว่า
ตราบใดที่เขาใช้พลังจิตทั้งหมดที่มี ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยจะหายไป
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงก็ได้ยืนขึ้นและเริ่มเตรียมที่จะลงมือพร้อมกับพุ่งตรงไปหาฮั่นจุยในทันที
ผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงไม่อาจเข้าใจถึงสถานการณ์ในตอนนี้ และพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คุมหอหวังถึงได้หมายตาไว้แค่จ้าววิหารของพวกเขา
ด้วยความเร็วของเฉินเฉียงที่รวดเร็วประดุจแสง นี่ทำให้ไม่มีใครที่คิดจะหยุดยั้งแม้ว่าการโจมตีของผู้คุมหอหวังจะมุ่งตรงไปหาจ้าววิหารของตนก็ตาม
นั่นก็เพราะจากการโจมตีไปสิบกว่าครั้ง มีเพียงสามถึงสี่ครั้งที่พวกเขาพอจะเห็นเป็นเงาร่างได้
และด้วยการที่ผู้คุมหอหวังได้พุ่งเป้าไปที่จ้าววิหารของพวกตนเพียงเท่านั้น พวกเขาจึงไม่กล้าจะขัดขวาง เพราะไม่อย่างนั้น ไม่เพียงจะรับมือไม่ได้แล้ว อาจจะต้องกลายเป็นเป้าหมายแทน
ภายในบอลแสงเขตแดน เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผู้คุมหอหวังยังคงกระหน่ำโจมตีฮั่นจุยด้วยความรวดเร็วประดุจประกายแสงในทุกทิศทุกทาง จนทำให้ในตอนนี้ ฮั่นจุยเปรียบได้ดั่งบอลโลหะที่มีฟ้าผ่าเข้าใส่ตลอดเวลาไม่อาจขยับไปไหนได้
หลังจากผ่านการโจมตีไปสี่ร้อยกว่ารอบ เฉินเฉียงก็ต้องรู้สึกยินดีเมื่อพบว่าความหนาของขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยได้หายไปกว่าครึ่ง
หากยังคงเป็นแบบนี้ ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยจะต้องพังลงหลังจากที่เขาโจมตีไปอีกสักพันครั้ง
เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะได้แก้แค้นให้พ่อของตน
หลังจากสูดหายใจเข้าลึก เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผู้คุมหอหวังก็ได้โจมตีใส่ฮั่นจุยอีกครั้ง
ด้วยการที่เฉินเฉียงกำลังเปิดใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้อยู่ ต่อให้ฮั่นจุยต้องการหนีก็ไม่อาจหนีไปได้ แต่พอจะโจมตีกลับ เขาก็รับรู้ได้ว่าการเคลื่อนไหวของตนเป็นไปได้อย่างยากลำบาก
นี่จึงทำให้ฮั่นจุยทำได้เพียงรอคอยผู้คุมหอหวังโจมตีอยู่อย่างนี้
แต่เป็นตอนนี้เองที่ฮั่นจุยเปลี่ยนท่าที เขาไม่อาจยอมรับสภาพของตนในตอนนี้ได้จึงได้คำรามลั่นออกมาอย่างเดือดดาล “พวกแกตายไปหมดแล้วรึไงวะ รีบฆ่ามันสิโว้ย”
เมื่อได้ยินเสียงคำรามลั่นของฮั่นจุย เหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ แม้จะไม่อยากจะลงมือ แต่ก็ทำได้เพียงโจมตีใส่ผู้คุมหอหวังโดยใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพัน
หลังจากโจมตีไปอีกร้อยกว่าครั้ง เฉินเฉียงก็รับรู้ได้ว่าท่าทางของฮั่นจุยนั้นเริ่มกระวนกระวายขึ้นมา
เรื่องนี้สามารถเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น
ที่พวกเขาทั้งสองประลองกันอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ความแข็งแกร่งในการต่อสู้ แต่เป็นพลังจากโลกใบเล็ก หรือก็คือการประชันปริมาณของพลังฟ้าดินภายในร่าง
ใครที่มีพลังฟ้าดินมากกว่าย่อมสามารถเหลือรอดต่อไปได้
หากเป็นในเรื่องพลังฟ้าดิน ฮั่นจุยที่ใช้เวลาส่วนมากและมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโลหิตย่อมเสียเปรียบ
เมื่อเทียบกับเฉินเฉียงที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาภาพวาดแห่งห้วงมหาสมุทรแล้ว เขานั้นย่อมเหนือกว่ามากมายนัก
และนี่ทำให้พลังจิตของฮั่นจุยแทบจะเหือดแห้งหลังจากถูกโจมตีไปอีกเกือบสองพันครั้ง
หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป เฉินเฉียงเชื่อว่าหลังจากโจมตีไปอีกไม่กี่ร้อยครั้ง ฮั่นจุยจะต้องตกตายอย่างไร้ที่ฝังเป็นแน่