ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 555 ศัตรูที่แข็งแกร่ง
บทที่ 555 ศัตรูที่แข็งแกร่ง
“ทุกคน ออกมาจากมหาสมุทร เตรียมรับมือเหล่าศัตรูที่ทรงพลังของพวกเรา”
นี่คือเนื้อหาข้อความของฮูเตี๋ยน
และมันเป็นข้อความที่ส่งไปให้กับเหล่าผู้บ่มเพาะที่อยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งนี้
ในเมื่อนี่เป็นข้อความจากฮูเตี๋ยน ผู้ซึ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของฮุยตู๋ นี่ย่อมหมายความว่าศัตรูที่ปรากฏจะต้องแข็งแกร่งจริงๆ
แถมยังมีมากกว่าหนึ่ง
หลังจากนั้น ที่เหนือน่านฟ้าของมหาสมุทร ก็เต็มไปด้วยเหล่าผู้บ่มเพาะจากทั้งสามเผ่าพันธุ์ที่มีระดับบ่มเพาะราชาจอมพลขั้นสูง
-มีบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่-
โดยไม่ลังเล เว่ยฉิงเชินได้ทะยานขึ้นไปเหนือมหาสมุทร เมื่อออกมาจากผิวมหาสมุทร เว่ยฉิงเชินก็ได้บินไปบนฟ้า พร้อมกับปลดปล่อยกระแสจิตของตน
ที่ห่างออกไปนับร้อยกิโลเมตร พลังจิตของเว่ยฉิงเชินก็รับรู้ได้ว่ามีผู้บ่มเพาะระดับราชาจอมพลขั้นสูงกว่าสองร้อยคน ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงรายประจันหน้ากับผู้บ่มเพาะนับพันของทั้งสามเผ่าพันธุ์
“ฝุ่บ ฝุ่บ ฝุ่บ”
หลังจากทะยานไปอีกสองสามครั้ง เว่ยฉิงเชินก็ได้ไปปรากฏอยู่เคียงข้างหลิวฉิง
-ท่านอาจารย์ เกิดอะไรขึ้นคะ-
เว่ยฉิงเชินได้ถามหลิวฉิงผ่านจิตวิญญาณ พร้อมกับใบหน้าคิ้วขมวด จ้องมองผู้บ่มเพาะสองร้อยคนตรงหน้า
“พวกมันคือผู้บ่มเพาะจากโลกปีศาจ และพวกมันทรงพลังอย่างมาก”
หลิวฉิงตอบออกด้วยใบหน้าขึงขัง
หัวใจของเว่ยฉิงเชินถึงกับเต้นไม่เป็นจังหวะในทันทีที่ได้ยิน
-ไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่เฉินเฉียงไปที่โลกปีศาจไม่ใช่เหรอ-
-แล้วทำไมผู้บ่มเพาะเหล่านี้ถึงได้มาที่นี่ได้กัน-
-จะมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่ใหญ่เฉินเฉียงกับคนอื่นๆรึเปล่านะ-
ก็ไม่น่าแปลกที่เว่ยฉินเชิงจะคิดแบบนั้น
แม้ในตอนที่เฉินเฉียงและคนในกองกำลังเทียนเว่ยไปโลกปีศาจในครั้งแรกจะมีกองกำลังของโลกปีศาจจำนวนมากบุกเข้ามาที่นี่ก็ตาม แต่คนที่มาในตอนนั้นมีผู้ทรงพลังเพียงแค่ไม่กี่คน
แต่ในตอนนี้ ศัตรู กลับส่งผู้บ่มเพาะที่ทรงพลังมามากมาย ต่อให้บอกว่าเฉินเฉียงและคนอื่นๆจบสิ้นไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
เมื่อคิดได้แบบนี้ เว่ยฉิงเชินอยากจะพุ่งไปที่โลกปีศาจเสียตอนนี้เลยทีเดียว
ผู้อาวุโสซี่ได้มองไปที่ฮูเตี๋ยนและคนอื่นๆด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดี
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
“ท่านจ้าววิหารกล่าวไว้ได้ถูกต้องนัก”
“ที่ฟากฝั่งนี้มีอาหารโลหิตที่ทรงพลังอยู่มากมายจริงๆ”
“ไม่เพียงจะทรงพลัง ร่างกายของพวกมันยังเหมาะที่จะเป็นหุ่นเชิดซากศพยิ่งนัก”
“หลังจากจบเรื่องนี้แล้ว ข้าจะมอบสิทธิพิเศษให้กับพวกแกเป็นผู้นำพาพวกข้าไปยังไอ้เขตแดนลึกลับที่ชื่อว่าเขตแดนจักรพรรดินั่นดีกว่า ว่ะฮ่าฮ่าฮ่า”
ในฐานะที่เป็นตัวแทนของเทพพิทักษ์ของมวลหมู่มนุษย์ ฮูเตี๋ยนได้ตะโกนตอบไป “ไอ้ตัวรุกรานหน้าด้านไร้ยางอาย”
“แม้พวกแกจะมีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจของพวกแกไม่ได้ดีเกินไปกว่าพวกสัตว์ประหลาดเลยสักนิด”
“แค่ก แค่ก...”
ผู้อาวุโสเผ่าพันธุ์สัตว์ประหลาดได้กระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา “พี่ฮู ข้าว่าอย่ามาเทียบไอ้พวกเดนคนกับสัตว์ประหลาดเช่นพวกข้าจะดีกว่า เอาเป็นแค่พวกมันไม่ใช่มนุษย์ก็พอแล้ว”
ผู้อาวุโสซี่ได้ยกมือขึ้นพร้อมแสดงพลังออกมาเพื่อตัดบทแล้วพูดออกมา “ไม่ต้องพูดมาก ข้าแค่อยากจะรู้ว่าไอ้ทางเข้าเขตแดนจักรพรรดิอะไรนั่นมันอยู่ที่ไหนเท่านั้น”
“หากพวกแกบอกความจริง ข้าจะยอมปล่อยให้พวกแกอยู่อย่างสงบไปชั่วคราว”
เมื่อได้ยินเรื่องเขตแดนจักรพรรดิจากปากของผู้อาวุโสซี่ ฮูเตี๋ยนและคนอื่นๆก็ได้มองหน้ากันในทันที
นับจากเฉินเฉียงเข้าไปในเขตแดนจักรพรรดิ ที่นั่นก็ราวกับถูกปิดตายไม่มีผู้ใดได้เข้าไปอีก
แถมก่อนหน้านี้ฮูเตี๋ยนยังเคยประกาศกร้าวไปแล้วว่านับจากนี้ เขตแดนจักรพรรดิจะถูกเปิดออกในทุกๆสามสิบปี
แล้วมันผู้นี้เป็นใคร ทำไมคนจากต่างเขตแดนถึงได้รู้จักที่นั่นกัน
“พวกแก….รู้จัดเขตแดนจักรพรรดิได้ยังไง…หรือว่า”
เมื่อพูดถึงจุดนี้ ฮูเตี๋ยนก็ราวกับจำอะไรขึ้นมาได้แล้วตะโกนออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว “ไอ้เวรตะไลฮั่นจุยมันบอกเจ้างั้นรึ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ผู้อาวุโสซี่ก็อดที่จะเป็นเดือนเป็นร้อนโกรธเคียงเสียไม่ได้ “นี่แกกล้าดียังมาเรียกท่านจ้าววิหารของพวกเราอย่างไร้ความเคารพยำเกรงเช่นนี้ พี่น้อง ฆ่าไอ้พวกบัดซบพวกนี้ซะ”
“ข้าเชื่อว่าไอ้พวกราชาเหนือราชาพวกนี้มันต้องรู้ที่อยู่ของเขตแดนจักรพรรดิทั้งหมดเป็นแน่”
“ตราบใดที่พวกเราจับพวกมันมาได้สักคน แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นหุ่นเชิดโลหิต พวกเราจะสามารถหาทางเข้าเขตแดนเวรตะไลนั่นได้อย่างแน่นอน”
เมื่อพูดจบ ผู้อาวุโสซี่ได้ส่งสัญญาณให้เหล่าราชาเหนือราชาขั้นสูงทั้งสองร้อยคนให้โจมตี เหล่าราชาจอมพลตรงหน้า
ฮูเตี๋ยนเองก็ได้ออกคำสั่งออกไป “คนที่อยู่ในระดับต่ำกว่าราชาจอมพลขั้นสูงให้รีบถอนตัวไปซะ”
“ส่วนคนที่อยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นสูงก็อย่าปล่อยให้มันทำได้สำเร็จอย่างที่พวกมันพูด”
เพียงสิ้นเสียง เหล่าราชาจอมพลขั้นสูงของฮุยตู๋และอีกสามเผ่าพันธุ์ที่รวมแล้วกว่าพันคน ได้จัดตั้งกำแพงมนุษย์กีดขวางผู้อาวุโสซี่และผู้บ่มเพาะคนอื่นจากโลกปีศาจให้ออกไปจากสนามรบ
ส่วนคนที่อยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นกลางก็ได้ช่วยเหลือคนที่ไม่พร้อมจะสู้ไว้ในโลกใบเล็กและรีบบินออกไป
อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่มีจำนวนคนอยู่มากมายที่คิดถึงเรื่องนี้ มีหลายครั้งหลายหนที่พลังจากโลกใบเล็กของแต่ละคนได้ปะทะกัน และนั่นทำให้ยังคงมีเหล่าราชาจอมพลขั้นต้นอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าไปในโลกใบเล็ก
แล้วสงครามก็ได้เริ่มขึ้น
ถึงแม้มองดูทีแรกแล้ว ผู้บ่มเพาะบนโลกมนุษย์จะดูได้เปรียบเรื่องจำนวน
แต่เพียงชั่วพริบตา ผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงของโลกปีศาจ ก็ได้ปลดปล่อยทั้งหุ่นเชิดโลหิตและหุ่นเชิดซากศพออกมาหลังจากพร้อมใจกันทุบไปที่หน้าอกของตนอย่างเกือบพร้อมเพรียง
ด้วยการที่คนเหล่านี้คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ไม่เพียงทุกคนจะมีระดับบ่มเพาะที่สูงล้ำ แม้แต่เหล่าหุ่นเชิดโลหิตและหุ่นเชิดปีศาจเอง ส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ในระดับเทียบเท่าราชาเหนือราชาแทบจะทั้งนั้น บางตัวแข็งแกร่งกว่าเจ้าของของมันเองด้วยซ้ำ
นี่ทำให้เพียงแค่ชั่วพริบตา ผู้บ่มเพาะของโลกไม่ได้เปรียบเรื่องจำนวนแต่อย่างใด
“ฆ่าไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตก่อน”
ด้วยการที่เห็นเฉินเฉียงรับมือผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตมาแล้วกับตา ฮูเตี๋ยนย่อมรับรู้ในเรื่องนี้และรีบเร่งทำตามในทันที
อย่างที่คิด หลังจากทุกคนได้ยินคำพูดของฮูเตี๋ยน เหล่าผู้บ่มเพาะของทั้งสามเผ่าพันธุ์ก็พุ่งเข้าใส่ร่างอันดำทะมึนหลากหลายขนาดในทันที
เมื่อเห็นการตอบโต้ของผู้บ่มเพาะบนโลกมนุษย์ ผู้อาวุโสซี่ถึงกับหน้าถอดสีไล่เลี่ยไปกับผู้บ่มเพาะของโลกปีศาจคนอื่น แล้วรีบทำการเรียกหุ่นเชิดโลหิตของตนกลับไป
ถึงแม้ว่าหุ่นเชิดโลหิตที่พวกมันชุบเลี้ยงจะอยู่ในระดับราชันย์สัตว์ปีศาจ แต่พลังการต่อสู้ของพวกมันไม่ได้ดีไปกว่าผู้บ่มเพาะระดับราชาขั้นต้นแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นราชาจอมพลขั้นกลางก็ยังสามารถฆ่าพวกมันทิ้งได้อย่างไม่ยากเย็น
และหลังจากที่หุ่นเชิดโลหิตของพวกมันตกตายไป นี่ไม่ได้ต่างจากการทำให้ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตหมดอนาคตเลยทีเดียว
ต่อจากนั้น หากพวกมันไม่ตกเป็นเหยื่อของหุ่นเชิดโลหิตของคนอื่นก็จะต้องตกตายด้วยน้ำมือของผู้บ่มเพาะของโลกมนุษย์
มันไม่เหลือทางรอดเลยสักทางเดียว
นี่จึงกล่าวได้ว่า ผ้าอาวุโสซี่และผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตคนอื่นที่ใช้หุ่นเชิดโลหิตเป็นเครื่องมือในการดูดกลืนอาหารเลือดเพื่อเพิ่มระดับบ่มเพาะและสร้างหุ่นเชิดซากศพ ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดอ่อนของพวกมันเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ถึงแม้ผู้อาวุโสซี่และผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตคนอื่นจะรู้ตัวและคิดเรียกหุ่นเชิดโลหิตให้กลับไปในร่าง แต่นั่นก็เป็นหลังจากตอนที่หุ่นเชิดโลหิตสิบกว่าตัวตกตายไปแล้ว
“อ๊ากกกกกกก”
ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตสิบกว่าคนที่เป็นนายของหุ่นเชิดโลหิตเหล่านี้ได้กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน พร้อมกับรีบสั่งหุ่นเชิดซากศพของตนให้พุ่งเข้าใส่ผู้บ่มเพาะของโลกมนุษย์พร้อมกับตนเอง
เพราะไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พวกมันเหลือเพียงความตายที่รออยู่ หากต้องตกตายกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพไร้ความรู้สึกนึกคิดใดๆ พวกมันยอมสู้จนตัวตายจะดีกว่า
สำหรับผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตที่ทำเรื่องชั่วร้ายมาทั้งชีวิต และพรากชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วน การตกตายของหุ่นเชิดโลหิตของตนก็ไม่ได้ต่างจากการที่พ่อแม่ของตนต้องตกตายไป
และด้วยความหวาดหวั่นในใจนี้จนทำให้พวกมันสู้ชนิดที่เรียกว่าหมาจนตรอกนี้ ทำให้ผู้บ่มเพาะของทั้งสามเผ่าพันธุ์เกิดความโกลาหลขึ้นในทันที
และนี่ทำให้ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตบางส่วนหลุดรอดออกจากกำแพงมนุษย์ไปได้ นี่ทำให้ฮูเตี๋ยนถึงกับหน้าถอดสีแล้วรีบเร่งตะโกนออกมา “ฆ่าพวกมัน อย่าให้พวกหลุดออกไปได้”