ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 556 ค้นหา
บทที่ 556 ค้นหา
เมื่อเห็นว่ายังมีผู้บ่มเพาะระดับราชาจอมพลขั้นต้นเหลืออยู่ ฮูเตี๋ยนก็เดือดดาลพลางพูดออกมาอย่างโกรธเคือง
“หยางตู รีบไปเก็บไอ้พวกนั้นให้พ้นๆเร็วเข้า อย่าให้ไอ้พวกรุกรานทำร้ายได้”
เมื่อผู้อาวุโสลำดับที่สองของฮุยตู๋ หยางตูได้ยิน เขาก็รีบเปิดโลกใบเล็กของตนในทันที
ถึงแม้ว่าความเร็วของเขาจะไม่ได้ช้าเชื่อง แต่ก็ดูเหมือนจะช้าเกินไป เพราะมีหนึ่งในผู้บ่มเพาะระดับราชาจอมพลที่กำลังหมดแรงจากการถูกยื้อแย่งดึงเข้าโลกใบเล็กของราชาจอมพลขั้นสูงจนเผลอปล่อยการระวังตัวไป
เพียงชั่วขณะหนึ่ง ผู้บ่มเพาะคนนี้ถูกรายรอบโดยคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สูญเสียหุ่นเชิดโลหิตของตนไป แล้วถูกฆ่าจนตกตายไปในทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า ผู้อาวุโสซี่ ข้าฆ่าพวกมันได้คนนึงแล้ว ข้าฆ่ามันได้แล้ว เพียงแค่พวกเราเปลี่ยนมันเป็นหุ่นเชิดซากศพ ภารกิจของพวกเราก็จะสำเร็จไปครึ่งทางแล้ว”
หนึ่งในคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ตะโกนลั่นอย่างตื่นเต้นยินดี
ตราบใดที่มันนำร่างของผู้บ่มเพาะบนโลกไปให้ผู้อาวุโสซี่ ด้วยสิ่งนี้ มันอาจจะรอดพ้นจากการกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพก็เป็นได้
แต่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนนี้คิดง่ายเกินไป
แม้กระทั่งผู้ที่บ่มเพาะเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโลหิตตั้งแต่ยังหนุ่ม ก็ยังหลงลืมสิ่งหนึ่งไปจนหมดสิ้น
สิ่งนั้นก็คือผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตแม้ร่างจะเป็นมนุษย์แต่จิตใจหาใช่มนุษย์ไม่
ทั้งๆที่คนคนนี้เติบโตมาได้ด้วยการพรากชีวิตผู้อื่นไปอย่างนับไม่ถ้วน ใช้ชีวิตของผู้คนกลายเป็นก้อนหินเหยียบขึ้นมาจนถึงระดับนี้ได้ เห็นชีวิตผู้คนไม่มีค่า ไม่มีเลือด ไม่มีเนื้อ แต่อย่างใด
และผู้ฝึกเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโลหิตคนอื่นเองก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนคนนี้
ในตอนนี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนอื่นที่สูญเสียหุ่นเชิดโลหิตไปแล้วได้จับจ้องไปที่ร่างของราชาจอมพลขั้นต้นในมือชายคนนี้ด้วยดวงตาที่แดงชาน ก่อนจะค่อยๆเขยิบตัวเข้าไปใกล้ๆในระยะห้าเมตร แล้วคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์อีกเจ็ดคนก็ได้พุ่งเข้าไปโจมตีชายที่ประกาศตนเป็นผู้ฆ่าราชาจอมพลขั้นต้นคนนี้พร้อมกัน เพียงการโจมตีคนละครั้งนี้ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนผู้ที่ฆ่าราชาจอมพลคนนี้กลายเป็นเศษเนื้อไป
แม้แต่ร่างของราชาจอมพลขั้นสูงเองก็ไม่เหลือเศษซาก
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าไม่ได้ พวกเอ็งก็อย่าหวัง”
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์อีกเจ็ดคนได้หัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางฝนเลือดที่พวกตนได้สร้างขึ้นมา
ฉากที่ยากจะเอ่ยนี้ทำให้หยางตูถึงกับต้องเบือนหน้าหนี ก่อนที่จะถอดถอนลมหายใจอย่างหนักก่อนจะโล่งใจ และจับจ้องไปที่เหล่าคนไม่ใช่คนเหล่านี้ พร้อมความคิดเกลียดชังผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตประทับฝังไปถึงแก่นหัวใจ
ฮูเตี๋ยนพูดได้ถูกต้องแล้ว พวกมันคือสัตว์ประหลาดในคราบของมนุษย์
เมื่อไม่มีเหตุให้ต้องกังวล หยางตูก็ได้อ้าปากกว้าง สูดหายใจเข้าลึก หุบปากลง พร้อมใช้กำลังทั้งหมดที่มีต่อสู้กับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ซึ่งหุ่นเชิดโลหิตทั้งเจ็ดคนนี้ในทันใด
ในขณะที่ฮูเตี๋ยนกำลังต่อสู้อยู่นี้ เขาได้ปลดปล่อยกระแสจิตของตนออกไปสังเกตการณ์สถานการณ์โดยรอบและเริ่มคำนวณอย่างหนัก
กำลังรบของพวกเขาในตอนนี้ค่อนข้างเหนือกว่าคู่ต่อสู้
เพียงแต่ว่าหุ่นเชิดซากศพของไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังเกินไป
ถึงแม้ว่าผู้รุกรานเหล่านี้จะไม่มีโลกใบเล็ก แต่พลังฟ้าดินที่สถิตอยู่ในร่างกายกลับมากมายกว่าพวกเขา
อย่างคำกล่าวที่ว่า ผู้สร้าง มักรักษาสมดุล
ถึงแม้ว่าผู้บ่มเพาะทั้งสองโลกจะอยู่ในระดับเทียบเท่าราชาจอมพลขั้นสูง สำหรับพวกเขาผู้บ่มเพาะของมนุษย์โลกต่างก็มีพลังฟ้าดินที่เหนือล้ำเพราะการส่งเสริมจากโลกใบเล็กภายในร่าง ส่วนเหล่าราชาเหนือราชาขั้นสูงของโลกปีศาจ ด้วยการที่พวกนี้ขาดแคลนพลังฟ้าดินบนโลกเล็ก จึงได้ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งทดแทนส่วนที่ขาดหายไป
เท่าที่ดู ต่อให้ทางฝั่งโลกมนุษย์จะไม่ได้เสียหายอะไรมากมายในตอนนี้ แต่ก็ยังยากที่จะขัดขวางผู้รุกรานเหล่านี้ไม่ให้ทำดั่งใจหมายได้
-ตอนนี้โลกปีศาจมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่-
-คงไม่ใช่ว่าท่านนายเหนือหัวเก็บตัวบ่มเพาะอีกหรอกนะ-
-หรือจะมีอะไรเกิดขึ้นกับนายเหนือหัวกัน-
เมื่อคิดได้แบบนี้ จิตใจของฮูเตี๋ยนถึงกับปั่นป่วนในทันที
หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงแล้วหยางตูได้กลับมา ฮูเตี๋ยนก็รีบส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปหาหยางตูในทันที “น้องสอง กลับไปที่ฮุยตู๋ นำพี่น้องสองคนที่นั่นติดตามเจ้าไปโลกปีศาจผ่านช่องทางก้นสมุทรมังกรซ่อน ไปดูว่าติดต่อท่านนายเหนือหัวได้รึเปล่า”
“หากเจ้าพบนายเหนือหัวแล้วแจ้งสถานการณ์ของโลกมนุษย์ให้ท่านทราบ แล้วให้ท่านตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อ”
“รับคำสั่ง”
หยางตูตอบรับแล้วเตรียมที่จะจากไป แต่เป็นตอนนี้ที่เขาหันกลับมาพร้อมใบหน้ายับย่น “พี่ใหญ่ ข้าไม่มีวิธีติดต่อท่านนายเหนือหัว กำไลสื่อสารของข้าไม่มีข้อมูลของเขา”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ฮูเตี๋ยนถึงกับขมวดคิ้วยับในทันที พลางต่อสู้กับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปพลาง
แม้เขาจะมีวิธีการติดต่อกับเฉินเฉียง แต่กำไลสื่อสารของเขาก็ยังต้องใช้ในการติดต่อกับผู้บ่มเพาะของทั้งสามเผ่าพันธุ์อยู่ ไหนจะกำลังติดพันการต่อสู้อยู่อีก
“พี่ใหญ่ ท่านจะให้ข้าพานางไปด้วยไหมล่ะ”
เมื่อพูดจบ หยางตูได้ชี้ไปที่เว่ยฉิงเชินที่ตอนนี้กำลังตวัดกระบี่ในมืออย่างไม่หยุดยั้ง
คนที่เว่ยฉิงเชินกำลังต่อสู้อยู่นี้ก็เป็นผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชา
แต่หลังจากที่ฮูเตี๋ยนจ้องมองไปด้วยใจที่ไม่อยาก เขาก็พบว่ามีชั้นบางๆบางอย่างปรากฏขึ้นบนตัวของนาง
-มันคือขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ไม่ใช่เหรอนั่น-
-ดูเหมือนว่าท่านนายเหนือหัวเองก็ส่งต่อเคล็ดการฝึกฝนนี้ให้กับนางด้วยสินะ-
ถึงแม้ว่าฮูเตี๋ยนจะไม่ค่อยชอบเว่ยฉิงเชินสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ที่จะคิดค้านในสิ่งที่เฉินเฉียงตัดสินใจ
ในเมื่อเฉินเฉียงยินดีที่จะถ่ายทอดเคล็ดการฝึกฝนขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ให้กับเว่ยฉิงเชิน มันก็เพียงพอที่จะทำให้ฮูเตี๋ยนเชื่อได้ว่าเธอสามารถติดต่อเฉินเฉียงผ่านกำไลสื่อสารได้
ฮูเตี๋ยนพยักหน้ารับแล้วพูดออกมา “ตกลง พานางไปด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางตูได้พุ่งเข้าไปหาเว่ยฉิงเชินที่อยู่ในระหว่างการต่อสู้ในทันที
-คุณหนูเว่ย มากับข้า-
เมื่อหยางตูไปใกล้เว่ยฉิงเชินก็รีบส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณในทันที
หยางตูเป็นถึงผู้อาวุโสลำดับสองของฮุยตู๋ แน่นอนว่าเว่ยฉิงเชินย่อมรู้จักเขามานานแล้ว
ภายในศูนย์กลางขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ เว่ยฉิงเชินได้ตอบกลับไปในทันทีที่ได้ยินเสียงก้องในหัว -ท่านผู้อาวุโสลำดับสอง ท่านมีอะไรงั้นรึ-
หยางตูได้พูดต่อด้วยท่าทางจริงจัง –คุณหนูเว่ย สถานการณ์ในตอนนี้ ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้บ่มเพาะคนอื่นนั้นสามารถรับมือเอาไว้ได้-
-เพียงแต่ว่าท่านผู้อาวุโสสูงสุดกังวลว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นกับท่านนายเหนือหัว ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ไอ้พวกโลกปีศาจคงไม่เร่งส่งยอดฝีมือระดับสูงของพวกมันมาที่นี่เป็นแน่ ท่านจึงอยากให้พวกเราไปที่โลกปีศาจเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ใน…-
ก่อนที่หยางตูจะได้พูดเสร็จดี เว่ยฉิงเชินก็รีบร้อนตอบออกไป –ข้าเองก็เป็นกังวลในเรื่องนี้เช่นกันท่านผู้อาวุโสลำดับสอง-
-ไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่เฉินเฉียงไปที่โลกปีศาจเพื่อไม่ให้ไอ้พวกนี้บุกมาไม่ใช่รึ-
-แต่การที่พวกมันส่งผู้แข็งแกร่งมาเช่นนี้ ข้าเองก็อยากรู้ว่าพี่ใหญ่เฉินเฉียงเป็นยังไงบ้าง-
เมื่อเห็นหยางตูมองเธอด้วยท่าทางแปลกๆ เธอจึงได้พูดเพิ่มเติมไปอีก –ไหนจะพี่สาวหยางเสวี่ยอีก ข้าอยากรู้จริงๆว่านางเป็นเช่นไรบ้าง-
หยางตูที่ได้ยินก็พยักหน้ารับ –ก็จริง และนี่เองจึงทำให้ผู้อาวุโสสูงสุดต้องการให้พวกเราไปหาท่านนายเหนือหัว-
-เพียงแต่ว่าข้าไม่มีวิธีการติดต่อท่านนายเหนือหัวผ่านกำไลสื่อสาร-
-ข้าเลยอยากรู้ว่าคุณหนูเว่ยพอจะไปกับข้าได้รึเปล่า-
เว่ยฉิงเชินเร่งพยักหน้ารับด้วยความยินดีเมื่อได้ยิน –ไม่มีปัญหาค่ะ ไปกันได้เลย-
แน่นอนว่าถึงแม้เว่ยฉิงเชินอยากไปใจจะขาดตั้งแต่ต้น แต่ด้วยการที่เธอนั้นไม่รู้วิธีการไปพบเฉินเฉียงและหยานเสวี่ยได้ ไหนจะติดพันสงครามอีก นี่จึงทำให้เธอทำได้เพียงอดทนไว้ก่อน
และนี่ทำให้เมื่อหยางตูเอ่ยถามเธอในเรื่องนี้ เธอจึงยินดีอย่างเก็บอาการไม่อยู่
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่อาจอยู่เคียงข้างเฉินเฉียงได้แล้วก็ตาม
แต่หยานเสวี่ย ได้แสดงท่าทางประดุจดั่งการยินดีให้เธอกลับไปยืนอยู่เคียงข้างเฉินเฉียงอย่างยินดียิ่ง
นี่จึงทำให้เธอเองก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกไปเหมือนกัน
แต่อย่างน้อยๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนไม่ใช่เพียงแค่คนที่ติดข้างบุญคุณกันและกันอย่างแน่นอน
และนี่จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้คนจะตีความหมายในความสัมพันธ์ของทั้งสามคนได้
หากว่าถามเธอว่ารู้สึกยังไงกับเฉินเฉียงในตอนนี้ เว่ยฉิงเชินเองก็ยังตอบไม่ถูกเหมือนกัน
…..ก็อาจเป็นแค่…..อยากพบเจอละมั้ง