ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 557 นอกหุบเขาฟานหยิน
บทที่ 557 นอกหุบเขาฟานหยิน
“โปรดรอก่อนคุณหนูเว่ย ตามข้ากลับไปฐานบัญชาการฮุยตู๋กับข้าก่อน ผู้อาวุโสสูงสุดสั่งให้ข้าพาคนไปด้วยสักสองคน”
ก่อนที่เฉินเฉียงจะจากไปรอบหลัง เขาเคยได้พูดคุยกับฮูเตี๋ยนไว้ว่าเฉินเฉียงก็เคยอยากจะพาคนของฮุยตู๋ไปที่นั่น หากไม่ติดว่าโลกใบเล็กของเขาไม่อาจนำพาผู้บ่มเพาะที่มีระดับสูงกว่าเข้าไปอยู่ในโลกใบเล็กแล้วทะลุผ่านเขตแดนไปได้
นี่จึงทำให้หยางตู ผู้อาวุโสลำดับสองฮุยตู๋พาผู้ทรงพลังไปสักสองคน
หลังจากกลับไปฐานบัญชาการ หยางตูได้ให้ราชาจอมพลขั้นสูงสองคนติดตามเขาไป แล้วทั้งสี่ก็ได้พุ่งตรงลงไปยังก้นสมุทรของคาบสมุทรมังกรซ่อน
ด้วยการที่เฉินเฉียงนำสมุนไพรหมุนเวียนโลหิตมาให้ผู้บ่มเพาะบนโลกมนุษย์ นี่ทำให้ผู้บ่มเพาะบนโลกมนุษย์ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับทักษะของสัตว์ปีศาจที่มีชื่อว่าเลือดปีศาจกลืนกินอีกต่อไป
เพียงแต่ว่าตอนที่เว่ยฉิงเชิน หยางตู และผู้บ่มเพาะระดับราชาจอมพลขั้นสูงอีกสองคนมาถึงก้นสมุทรคาบสมุทรมังกรซ่อน ทางข้ามเขตแดนก็ปิดไปแล้ว
ในขณะที่หยางตูกำลังลนลานทำอะไรไม่ถูกและคิดจะรายงานเรื่องนี้ให้ฮูเตี๋ยนรับทราบ พวกเขาก็ถูกสั่งให้รอจนกว่าประตูข้ามเขตแดนจะเปิดตัวขึ้นมาอีกครั้งกับอีกทั้งสามคนที่จะข้ามเขตแดนไป
โลกปีศาจ ภูมิภาคกลาง แม่น้ำตงเตียน
พลังจิตของเฉินเฉียงในตอนนี้ได้ครอบคลุมระยะสองหมื่นกิโลเมตรเลยทีเดียว พร้อมกับการที่เขาได้ยิงธนูของตนออกไปอย่างนับไม่ถ้วน พร้อมกับการให้เหล่าสัตว์วิญญาณแม่น้ำตงเตียนเข้าไปอยู่ในโลกใบเล็กของตน และในตอนนี้เขาเก็บกวาดแม่น้ำสายนี้ไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว
การจัดการสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ในแม่น้ำตงเตียนถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
แต่ด้วยพลังจิตที่ทรงพลังของเฉินเฉียง นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด
ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ข่าวดีจากทางฝั่งป่าใต้ดิน
มันเป็นข้าวจากตงติ๋น คนในกองกำลังเทียนเว่ย และคนในกลุ่มเหมันต์จันทราที่เป็นผู้นำของศิษย์และผู้อาวุโสแผนกวิชายุทธจากสำนักเต๋าต่างๆกว่าสามล้านคน
ในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนเหล่านี้ได้สามารถเก็บแก่นหุ่นเชิดได้อย่างมากมายและทะลวงขั้นได้ตามที่เขาคิด
ในตอนนี้ จำนวนคนที่ยังอยู่ในระดับราชาเหนือราชามีเพียงหลักพันเท่านั้น
แต่นี่ก็ทำให้พลังฟ้าดินในโลกปีศาจเบาบางลงมากด้วยเช่นกัน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พลังฟ้าดินในโลกปีศาจได้ลดลงอย่างมาก จนทำให้เหล่าผู้บ่มเพาะบนโลกใบนี้หลายคนถึงกับเริ่มร้อนรน
เรื่องนี้หาใช่ธรรมดาไม่
การเบาบางลงของพลังฟ้าดิน จะหมายถึงแก่นวิญญาณที่พวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวได้น้อยลงด้วยเช่นกัน
“ฝุ่บ...”
เฉินเฉียงที่อยู่ใต้น้ำมานานนับเดือนเศษได้พุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำและนั่งลงกลางอากาศ ก่อนที่จะนำเหล้านารีแดงออกมาจากแหวนเก็บของ
“อึ๊ก อึ๊ก อึ๊ก….”
เฉินเฉียงได้กระดกเหล้านารีแดงอย่างไม่หยุด แต่เขาก็ไม่ได้ผ่อนคลายความระมัดระวังของตนลง
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เฉินเฉียงได้ฆ่าฟันหุ่นเชิดซากศพสัตว์วิญญาณแม่น้ำไปด้วยจำนวนที่นับไม่ถ้วน รวมถึงหุ่นเชิดโลหิตที่ถูกส่งมาก่อกวน และนี่ทำให้โลกใบเล็กของเขามีแก่นหุ่นเชิดด้วยจำนวนที่น่าสะพรึงอย่างที่สุด
มากมายขนาดที่ว่าต้องมีการสร้างโกดังในโลกใบเล็กของเขาอีกสิบหลังเลยทีเดียว และด้วยจำนวนขนาดนี้ เขาสามารถสร้างผู้บ่มเพาะระดับราชาจอมพลได้อย่างรวดเร็วจำนวนพอสมควร
แต่เมื่อเขาสัมผัสได้ว่าพลังฟ้าดินของโลกใบนี้ลดน้อยถอยลงไป นี่ทำให้เฉินเฉียงอดที่จะปวดใจไม่ได้
เหตุผลที่โลกปีศาจใบนี้มีพลังฟ้าดินที่เบาบางลงอย่างรวดเร็ว ก็เป็นเพราะพลังฟ้าดินทั้งหมด ถูกดูดซับไปอย่างด้วยเร็วโดยผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตและสัตว์ปีศาจ
ไม่อย่างนั้นแล้ว ไอ้แก่นหุ่นเชิดในหัวสมองของหุ่นเชิดซากศพจะมาจากไหนกัน
เฉินเฉียงได้มองไปทางทิศที่ตั้งของหุบเขาเสียงกระซิบที่อยู่ห่างไปไกล ด้วยสายตาที่แสดงออกมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นกังวล
การโจมตีลึกลับนั่นได้กลายเป็นเงาภายในใจเขามาโดยตลอดนับแต่โดนโจมตีมา
ตอนที่เขาอยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นต้น เขานั้นฆ่าผู้บ่มเพาะของโลกปีศาจไปได้อย่างมากมาย แม้กระทั่งผู้บ่มเพาะในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูง
แต่กับการโจมตีลึกลับนั่นกลับทำให้เขารู้สึกว่าตนเองยังไร้พลัง
ย้อนกลับไป การโจมตีนั้นได้ทำให้เขาถึงกับต้องกระอักเลือด ทั้งๆที่เปิดใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้เอาไว้ เรียกได้ว่ามันทรงพลังอย่างน่าสะพรึง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ที่นั่น ยังเป็นรังของสัตว์ปีศาจ ต่อให้ไม่ต้องคิดดีๆก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นศัตรู ไม่ใช่มิตร
เป็นไปได้ว่าในอนาคต เจ้าสิ่งนี้อาจจะกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญหนึ่งของโลกมนุษย์
นี่แสดงให้เห็นว่าระดับบ่มเพาะของเขายังต่ำเกินไป
หลังจากจัดการภัยคุกคามต่างๆในแม่น้ำตงเตียนไปจนหมดสิ้น ดูเหมือนว่าเขาคงต้องเร่งเพิ่มระดับบ่มเพาะของตนอีกครั้ง
และในครั้งนี้ หากเขาไม่เพิ่มระดับบ่มเพาะเป็นราชาจอมพลขั้นสูงในทีเดียว มันก็คงไม่มีความหมายที่เขาจะหยุดกระทำทุกอย่างเพื่อเก็บตัวบ่มเพาะ
ด้วยจำนวนของแก่นหุ่นเชิดในโลกใบเล็กของเขา เขามั่นใจว่าการก้าวเข้าสู่ระดับราชาจอมพลขั้นสูงย่อมไม่ยากเย็น
แต่ที่ยากเย็นกว่าก็คือการยกระดับขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ไปเป็นขั้นสูงต่างหาก
สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือการขยายโลกใบเล็กของตน อย่างที่สองคือการยกระดับขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ให้ใช้ขอบเขตระดับสามได้ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ในมุมมองของเฉินเฉียง เพียงขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อระดับสองก็เพียงพอที่จะจัดการราชาจอมพลขั้นสูงได้
แต่หากเขาคิดจะจัดการราชาจักรพรรดิ ระดับสองคงไม่เพียงพอ
แถมไอ้การโจมตีลึกลับก่อนหน้านี้ เขาบอกได้เลยว่า เจ้าสิ่งที่โจมตีมาต้องมีระดับบ่มเพาะเทียบเท่าระดับกึ่งราชา
ดีไม่ดี….จะเทียบเท่าระดับราชาจักรพรรดิด้วยซ้ำ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดคะเนของเขา
แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฉินเฉียงก็ยังมีคำถามหนึ่งที่ยังคงค้างคาใจอยู่ นั่นก็คือ ในเมื่อเจ้าสิ่งลึกลับนั่นมันทรงพลังซะขนาดนั้น แล้วทำไมมันถึงได้ทำตัวราวกับไร้ตัวตนอยู่แต่ในหุบเขาเสียงกระซิบเพียงเท่านั้น
เป็นไปได้ไหมว่าเรื่องนี้ยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่อีก
แต่เฉินเฉียงเองก็ยังไม่กล้าพอที่จะกลับไปหาคำตอบในเรื่องนี้
หลังจากผ่านไปสักพัก เฉินเฉียงก็ได้กลับลงแม่น้ำตงเตียนต่อ
พร้อมๆกับที่ในตอนนี้ พื้นที่ป่าใต้ดินเกือบจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว
ด้วยการที่เหลืออีกเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร กองกำลังทั้งสิบสี่กองก็ได้เริ่มรวมกลุ่มกัน ก่อนที่จางหยวนจะจัดสรรกำลังคนใหม่ และนี่ทำให้จากกองกำลังในป่าใต้ดินสิบสี่กองเหลือเพียงแค่สิบกอง
เม่ยหลัวหลัน เหรินหมิง และหวังต้าลู่ ได้นำกำลังคนที่ถูกจัดสรรใหม่เป็นสามกองกำลัง เข้าช่วยเหลือศิษย์แผนกปรุงยาในการช่วยเหลือผู้คนในแต่ละหัวเมือง
ส่วนหยานเสวี่ยได้นำกองกำลังกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมายังแม่น้ำตงเตียน
ไม่กี่วันต่อมา หยานเสวี่ยก็นำกำลังพลมาถึงแม่น้ำตงเตียน
“พี่ชายทั้งหลาย จู่โจมได้”
ด้วยการออกคำสั่งของหยานเสวี่ย ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆนับแสนคน พุ่งลงน้ำไป
ถึงแม้ศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆเหล่านี้ไม่ได้มีสายเลือดวารี พวกเขาก็ยังอยู่ใต้น้ำได้นับครึ่งวันอย่างไม่มีปัญหา
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พวกเขามีจำนวนมาก
และนี่ทำให้พวกเขาสามารถจัดการสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่เฉินเฉียงยังจัดการไม่หมดในแม่น้ำตงเตียนได้ในเวลาอันสั้น
“ปี๊บ ปี๊บ ปี๊บ…”
เฉินเฉียงที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือน่านฟ้าแม่น้ำตงเตียนเคียงคู่กับหยานเสวี่ยก็ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนจากกำไลสื่อสารที่ข้อมือ
เมื่อมองดู ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“มีอะไรเหรอ” หยานเสวี่ยถามในทันที
เฉินเฉียงได้ส่งกำไลสื่อสารให้หยานเสวี่ยดู
“เป็นน้องฉิงเชินรึ”
หยานเสวี่ยแสดงออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจ ก่อนที่จะมองเฉินเฉียงด้วยสายตาที่อ่อนโยน
จากท่าทางของเฉินเฉียงนี้ หยานเสวี่ยก็รับรู้ได้ว่าเขายังมีเว่ยฉิงเชินอยู่ในใจ
อย่างไรก็ตาม หยานเสวี่ยก็ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อน เธอแค่พูดออกมาจากใจจริงเท่านั้น
“เฉินเฉียง ไปพาน้องฉิงเชินมาที่นี่เถอะ หากนางไม่มีอะไรสำคัญ นางก็คงไม่มาถึงที่โลกปีศาจนี้เป็นแน่”
เฉินเฉียงที่ได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน
หยานเสวี่ยกล่าวได้ถูกต้องแล้ว
หลังจากได้พบกันครั้งก่อนที่เขตแดนหมอกโลหิต ทั้งสองก็ไม่เคยได้ติดต่อกันเลย
และเท่าที่เขารับรู้ เว่ยฉิงเชินสมควรจะปล่อยวางความรู้สึกเก่าๆไปหมดแล้ว
การที่เธอมาที่นี่น่าจะไม่ได้มาเพียงเพราะมาหาเขาเท่านั้น
ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่โลกเป็นแน่
“หยานเสวี่ย รออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวข้ากลับมา”
เฉินเฉียงได้โอบเอวของหยานเสวี่ยเบาๆแล้วจากไป
พร้อมๆกับเร่งส่งข้อความไปหาเว่ยฉิงเชิน
“อย่าขยับไปไหน รอข้าอยู่ในทะเลสาบนั่นแหละ”
ด้วยระดับพลังจิตของเฉินเฉียงในตอนนี้ เพียงแค่ใช้ทักษะผ่ามิติแค่สองก้าว เขาก็ไปถึงด้านนอกของหุบเขาฟานหยินแล้ว