ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1137 โกรธ
ตอนที่ 1137 โกรธ
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “พ่อ ผมอยากจะคุยอะไรบางอย่างกับพ่อ”
เจียงไห่หยางเหลือบมองมาที่เขา นับตั้งแต่ที่ลูกชายของเขารวย เขาก็ไม่ถามความคิดเห็นของใครในครอบครัวและตัดสินใจด้วยตัวเองมาตลอด ไม่เคยคิดว่าวันนี่เขากลับมาบอกว่ามีอะไรจะพูดคุยด้วย ?
เขาอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็น และถามด้วยความประหลาดใจว่า “เกิดอะไรขึ้น ? ว่ามาสิ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เหตุผลหลักคือผมเคยบอกเรื่องนี้กับแม่ไปแล้ว แต่แม่ก็ดูจะไม่พอใจเล็กน้อย”
เจียงไห่หยางหัวเราะเบา ๆ “อะไรนะ แม่ของแกไม่เห็นด้วย ดังนั้นจึงอยากจะมาเจรจากับฉันต่องั้นเหรอ แกนี่เจ้าเล่ห์มาก ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มเจื่อน “ไม่ เพราะผมคิดว่าพ่อมีเหตุผลมากกว่าแม่ต่างหาก ! ”
“หยุดเลย ! ” เจียงไห่หยางยกมือขึ้นเพื่อหยุดคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “อย่ามายกยอฉันแบบนี้ ถ้าแกอยากให้ฉันมีเหตุผล ฉันเองก็ไม่ดีไปมากกว่าแม่ของแกหรอก”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง
คนที่มักจะดึงตัวเองขึ้นไปบนฟ้าตอนนี้ยังถ่อมตัวอยู่เหรอ ?
เจียงไห่หยางกล่าวต่อ “ในเมื่อแม่ของแกไม่เห็นด้วย นั่นก็หมายความว่าสิ่งที่แกขอมันมากเกินไป”
“อย่าคิดจะมาเจรจากับฉันดีกว่า”
“จะทำให้ฉันลำบากใจเสียเปล่า ! ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ลุกขึ้นและเตรียมที่จะเดินออกไป
เจียงเสี่ยวไป๋จึงรีบพูดขึ้นมาว่า “พ่อ อย่าเพิ่งรีบไป ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ฉันจะไปถามแม่ของแกก่อน”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ไม่รอให้เจียงเสี่ยวไป๋พูดอะไรอีก และรีบเดินออกไปทันที
ทำเอาเจียงเสี่ยวไป๋อึกอักเพราะมีคำพูดที่อยากพูดเต็มไปหมด
เมื่อมองย้อนกลับไป โชคดีที่หลินเจียอินไม่ได้อยู่ที่นี่ในขณะนี้ ไม่งั้นเธอคงจะคิดมากกับเรื่องนี้อีกครั้ง
เจียงเสี่ยวเหลยหัวเราะออกมา “พี่ ไม่คิดเลยว่าพี่เองก็จะเจอเรื่องที่ทำให้จนมุมกับเขาด้วย ! ”
เมื่อเห็นท่าทางที่มองด้วยความเยาะเย้ยของเขา เจียงเสี่ยวไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธ เขาจึงเดินไปตบหัวของน้องชายด้วยความหมั่นไส้ “แกหัวเราะใช่ไหม ? ฉันจะทำให้แกหัวเราะไปนาน ๆ เลย ! ”
“ก็คุยกันดี ๆ สิ ทำไมพี่ถึงทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนี้ ? ” เจียงเสี่ยวเหลยประท้วงออกมาอย่างไม่ยอม
“ตีแกแค่นี้จะเป็นอะไรไป ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ยกมือขึ้นราวกับจะตีเขาอีกครั้ง
เจียงเสี่ยวเหลยรีบวิ่งออกไปให้พ้นทาง และพูดขณะที่วิ่งไปด้วย “สุภาพบุรุษเขาไม่ทำร้ายคนอื่นหรอก ! ”
“เอาสิ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้ไล่ตามเขา แค่พูดว่า “ในเมื่อแกบอกว่าสุภาพบุรุษเขาไม่ทำร้ายคนอื่น ก็ไปอธิบายเรื่องนี้ให้พ่อแม่ของแกฟังด้วย”
เขาตะคอกอย่างหนัก “ถ้าไม่ช่วยพูด เงินอั่งเปาปีนี้ก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้จากฉัน”
เจียงเสี่ยวเหลยตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เขาได้แต่ร่ำร้องคร่ำครวญในใจ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ ?
เขาไม่ได้หัวเราะเยาะสักหน่อย ?
พูดแค่นี้ก็จะทำให้เงินอั่งเปาในปีนี้หายไปแล้วเหรอ
เขาอยากจะตบหน้าตัวเอง ทำไมเขาถึงไปยั่วยุพี่ชายของเขาแบบนั้น ?
“ไม่เอาแบบนั้นสิครับพี่ ! ”
“ตีผมได้ แต่จะไม่ให้เงินอั่งเปาไม่ได้ ! ”
“ฉันพูดไปแล้ว ไม่ต้องคิดจะมาต่อรอง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะ “ดูเหมือนเรียนมัธยมปลายมาปีครึ่งจะไม่ได้เรียนอย่างเสียเปล่า ตอนนี้รู้จักต่อรองแล้ว”
“ในเมื่อแกมีความรู้แต่ยังไม่มีมารยาท ฉันจะให้แกได้เรียนรู้มารยาทนั้นในวันนี้ ! ”
“พี่จะใจร้ายอะไรกับผมขนาดนั้น ? ” เจียงเสี่ยวเหลยถามออกมาโดยไม่รู้ตัว
เจียงเสี่ยวไป๋ยกกำปั้นขึ้นแล้วพูดว่า “ฉันแค่ถามว่าแกจะไปไหม ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยบ่นในใจและพูดอย่างไม่พอใจ “เห็นได้ชัดว่าพี่กำลังรังแกคนตัวเล็กและใช้กำลังข่มขู่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “แกพูดถูก ฉันรังแกคนที่อ่อนแอกว่า แล้วแกจะทำตามที่ฉันบอกไหม ? ”
“ต่อจากนี้แกจะได้ระวัง ไม่ทำให้ใครขุ่นเคืองอีก ก่อนที่แกจะยั่วยุใคร แกต้องดูว่าคนที่แกยั่วยุคือคนที่แกสามารถทำให้ขุ่นเคืองได้ไหม ! ”
อ่า ?
ในที่สุด เจียงเสี่ยวเหลยก็เข้าใจแล้วว่าสิ่งนี้ต้องใช้การคิดอย่างรอบคอบจริง ๆ
มาเสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว !
พี่รองคือคนที่เขาไม่สามารถทำให้ขุ่นเคืองได้ !
“แกเข้าใจไหม ? ” หมัดของเจียงเสี่ยวไป๋ลดระดับลง แต่พลังที่น่าเกรงขามยังคงอยู่ เขาถามด้วยสีหน้าหยอกล้อ
“เข้าใจแล้ว ! ” เจียงเสี่ยวเหลยพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าวสาร
ผู้เข้าใจสถานการณ์คือผู้เฉลียวฉลาด !
เขาเข้มแข็งปล่อยให้เข้มแข็งไป ฉันยอม !
เขาเก่งกาจปล่อยให้เขาเก่งกาจไป ฉันยอมเขา !
ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นย่อมมีความหวัง
……
ชั่วขณะหนึ่ง จิตใจของเจียงเสี่ยวเหลยก็เปิดกว้างขึ้น จากนั้นเขาก็พบเหตุผลมากมายที่ทำให้ตัวเองยอมจำนน
หากเจียงเสี่ยวไป๋รู้ว่าจู่ ๆ น้องของเขาก็เข้าใจเหตุผลที่เขาต้องการจะสื่อออกมา เขาคงจะประทับใจ
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “ถ้าอย่างนั้น แกยังไม่ไปอีกเหรอ ? ”
“ไป ไป ไป! ผมไปให้ก็ได้ ? ” เจียงเสี่ยวเหลยพูดอย่างช่วยไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เขาเคยชินกับการทะเลาะกับพ่อของเขาอยู่แล้ว
เมื่อเทียบกับพ่อของเขา เขากลัวเจียงเสี่ยวไป๋ที่เป็นพี่ชายของเขามากกว่า
เจียงเสี่ยวไป๋ออกจากห้องโถงด้านข้างด้วยความโกรธและไปหาเจียงไห่หยาง
ในเวลานี้ เจียงไห่หยางก็ได้มาพบหวังซิ่วจวี๋ที่กำลังให้อาหารเจียงซือในสวนหลังบ้าน
ทั้งสองกำลังคุยกัน แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเจียงเสี่ยวเหลยก็ได้เดินตามมา
หวังซิ่วจวี๋ “วันนี้คุณทำเค้กข้าวเหนียวเสร็จแล้วหรือยัง ? ”
เจียงไห่หยางตอบ “ผมทำเสร็จแล้ว จึงกลับมาพัก เพราะพรุ่งนี้ทำฟองเต้าหู้มันไม่ง่ายเลย”
หวังซิ่วจวี๋ “พวกเจ้ารองกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ฉันก็ไปช่วยได้เหมือนกัน”
เจียงไห่หยาง “ไม่ต้องหรอก พวกเขาสองคนกลับมาก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน คุณควรดูแลอันอันและห่าวห่าวอยู่ที่บ้านดีกว่า”
“แม้ว่าเสี่ยวเฉินและเสี่ยวหวังจะอยู่ที่นี่ แต่พวกเขาก็เป็นคนนอก ผมยังคงรู้สึกไม่สบายใจถ้าไม่มีคนที่บ้านอยู่ด้วย”
“เรื่องฟองเต้าหู้ ผมได้บอกให้ลูกสี่ไปช่วยแล้ว”
หวังซิ่วจวี๋พูดว่า “เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่เคยทำงานหนักแบบนี้มาก่อน เธอจะช่วยได้อย่างไร ? ”
“ให้เธออยู่บ้านเถอะ ฉันจะไปช่วยเอง”
เจียงไห่หยางพยักหน้า “งั้นก็ได้”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็เหลือบมองหวังซิ่วจวี๋แล้วพูดว่า “อย่างไรก็ตาม เจ้ารองพูดอะไรกับคุณบ้าง เขาบอกว่าคุณปฏิเสธคำขอของเขา”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หวังซิ่วจวี๋ก็โกรธและพูดว่า “เขาบอกว่าปีนี้จะไม่อยู่ฉลองปีใหม่ที่บ้าน แต่จะพาเจียอินและลูก ๆ ทั้งสามของเขาไปเฉลิมฉลองปีใหม่ที่เทียนจิง”
“อะไรนะ ? ”
เจียงไห่หยางโกรธมาก “ฉลองอยู่ที่บ้านมาหลายปีแล้ว แต่กลับอยากจะกบฏตอนโตสินะ ! ”
“โชคดีที่ฉันไม่ฟังเขามาก่อน ไม่งั้นฉันจะต้องหักขาของเขาไม่ให้เดินไปไหนได้เลยคอยดู ! ”
ภายนอก เจียงเสี่ยวเหลยที่ติดตามมาอย่างลับ ๆ ก็ตัวสั่นทันที โชคดีที่เขาไม่ได้เข้าไปพูดอะไรโดยตรง พ่อดูโกรธมาก และถึงกับขู่ว่าจะหักขาของพี่รองด้วยซ้ำ ขืนถ้าเขาอ้าปาก ปากคงจะฉีกแน่ !
เขากลัวเกินกว่าจะไปเป็นที่รองรับอารมณ์ของเจียงไห่หยาง
ขณะที่เขากำลังจะแอบหนีไป เขาก็ได้ยินคำพูดของหวังซิ่วจวี๋
“เฮ้อ… ที่จริงแล้วฉันก็ไม่สามารถตำหนิเจ้ารองได้หรอก”
เจียงไห่หยางเลิกคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น ? ทำไมคุณถึงช่วยพูดแทนเขาล่ะ ? ”
หวังชิ่วจวี๋กล่าวว่า “เป็นปู่ของเจียอิน ซึ่งอายุย่าง 98 ปีแล้ว เขาบอกว่าตระกูลหลินไม่ได้กลับมารวมตัวกันนานแล้ว และในปีนี้เขาต้องการเรียกทุกคนให้กลับมาฉลองพร้อมหน้าพร้อมตากัน”
เจียงไห่หยางเองก็รู้เรื่องชายชราของตระกูลหลินด้วย
หลังจากได้ยินคำพูดของหวังซิ่วจวี๋ เขาก็สงบลงมากและถอนหายใจ “ใช่ เขาอายุย่าง 98 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกกี่ปี ! ”
“เป็นเรื่องปกติที่จะมีความคิดนี้เกิดขึ้น”
หวังชิ่วจวี๋กล่าวว่า “ทุกคนในตระกูลหลินกำลังไปที่เทียนจิง และเจียอินก็จะไปด้วยเหมือนกัน ถ้าเจียอินไป เจ้ารองก็ต้องไปด้วย เฮ้อ ……”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เข้าใจ มันเป็นแค่… มันเป็นวันตรุษจีน ถ้าเจ้ารองและครอบครัวของเขาทั้งห้าคนไม่อยู่บ้าน และมีเพียงเราสองคนกับลูกอีกสามคนที่อยู่ที่นี่ เราจะฉลองปีใหม่ได้อย่างไร ! ”