ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1139 เริ่มออกอวยพรปีใหม่อีกครั้ง
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1139 เริ่มออกอวยพรปีใหม่อีกครั้ง
ตอนที่ 1139 เริ่มออกอวยพรปีใหม่อีกครั้ง
ที่เจียงไห่หยางกังวลว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะกลับมาจากเทียนจิงเมื่อไหร่ ก็เป็นเพราะเดือนแรกของปฏิทินจันทรคติมีวันสำคัญสำหรับตระกูลเจียงอยู่สองวัน
วันแรกคือวันที่ 6 ของเดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งเป็นวันเกิดของเจียงชาน
อีกวันหนึ่งคือวันที่ 8 ของเดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งเป็นวันเกิดของหวังซิ่วจวี๋
ในฐานะสามี เจียงไห่หยางหวังว่าเจียงเสี่ยวไป๋ลูกชายของเขาจะอยู่บ้านตอนที่หวังซิ่วจวี๋ฉลองวันคล้ายวันเกิดในวันที่ 8 ของเดือนแรก
พ่อแม่นั้นย่อมภูมิใจในความสำเร็จของลูก ๆ
เจียงเสี่ยวไป๋เป็นลูกชายที่ประสบความสำเร็จมากในบรรดาลูกทั้งหกคนของเจียงไห่หยาง
“พ่อครับ ผมจะกลับบ้านในวันที่ 7”
ราวกับเดาไว้อยู่แล้วว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะตอบทันทีหลังจากที่เจียงไห่หยางถาม
“ดีแล้ว ! ” เจียงไห่หยางดูโล่งใจและพูดอย่างมีความสุข
เรื่องของการไปเทียนจิงเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ก็ได้รับการตัดสินใจแล้ว
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋บอกข่าวนี้กับหลินเจียอิน เธอก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
“เป็นเรื่องดีจริง ๆ ที่พ่อกับแม่ยอม ! ”
“ถ้าพวกเขาไม่ยอม ฉันคงฉลองปีใหม่อย่างไม่สบายใจ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “อยู่กันมาหลายปี คุณยังไม่รู้อีกเหรอ ? แม้ว่าพ่อแม่ของผมจะไม่ได้เรียนหนังสือสูง แต่พวกเขาก็เป็นคนมีเหตุผลทั้งคู่”
“อืม ! ” หลินเจียอินพยักหน้า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เธอรู้จักกับเจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ เธอก็พอใจอย่างมากกับนิสัยของพ่อสามีและแม่สามีของเธอ
ในชนบท พ่อแม่สามีมักปฏิบัติต่อลูกสะใภ้อย่างหยาบคาย พวกเขาไม่ทำอาหารให้ ใช้ให้ทำงานหนัก โขกสับทุกเรื่อง บางครอบครัวมีแม้กระทั่งทุบตีและดุด่าพวกลูกสะใภ้…
ซึ่งมันมากเกินไป
เธอได้เห็นและได้ยินมันมาหมด
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเลย
แต่เดิมเธอคิดว่าเธอโชคดีที่ได้พ่อแม่สามีที่ดี แต่ตอนนี้พอมาคิดดูแล้ว เธอกลับรู้สึกโชคดีมากยิ่งขึ้น
เมื่อมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ หลินเจียอินก็พูดว่า “สามี ที่จริงแล้วฉันก็คิดเรื่องนี้อยู่ ถ้าพ่อแม่ยืนกรานที่จะไม่ให้เราไปฉลองปีใหม่ที่เทียนจิง ฉันก็จะไม่ไป”
เจียงเสี่ยวไป๋สะดุ้งอยู่ครู่หนึ่ง และพูดว่า “ลูกหลานของคุณปู่ทั้งหมดไปแล้ว ถ้าเราไม่ไป มันจะไม่เรียกว่าพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างแท้จริง”
“ฉันรู้” หลินเจียอินพูด “ถ้าครอบครัวเราไม่ไป ครอบครัวหลินคงไม่สามารถพบปะอย่างมีความสุขได้ คุณปู่จะต้องเสียใจ ฉันก็คงเสียใจด้วย”
“แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเป็นครอบครัวของฉัน แต่ฉันได้แต่งงานกับครอบครัวเจียงของคุณแล้ว ที่นี่ต่างหากที่กลายเป็นบ้านของฉันไปแล้ว”
“ครอบครัวรักใคร่ปรองดอง ทุกสิ่งเจริญรุ่งเรือง ! ”
“ฉันไม่สามารถปล่อยให้สิ่งนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวของเราได้”
หลังจากผ่านประสบการณ์สามปีนั้นมา เธอก็เข้าใจดีกว่าใครว่า ‘ครอบครัวรักใคร่ปรองดอง’ มีความสำคัญแค่ไหน
“ครอบครัวรักใคร่ปรองดอง ทุกสิ่งเจริญรุ่งเรือง”
เจียงเสี่ยวไป๋พึมพำเบา ๆ หลังจากประสบกับชีวิตก่อนหน้านี้ เขาสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของประโยคนี้ได้อย่างถ่องแท้
“ขอบคุณมากเมียจ๋า ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวอย่างจริงใจ
หลินเจียอินยิ้มและพูดว่า “มาขอบคุณฉันทำไม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ขอบคุณที่คุณห่วงใยครอบครัวนี้มาตลอด ! ”
หากเจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ไม่ยอมให้ครอบครัวของเจียงเสี่ยวไป๋ไปฉลองปีใหม่ที่เทียนจิง
หลินเจียอินก็จะต้องเลือกระหว่างไปเทียนจิงเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่กับครอบครัวหลิน กับอยู่ที่ชิงโจวเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่กับครอบครัวเจียง
และทางเลือกนี้แสดงถึงทัศนคติที่เธอมี
เมื่อเห็นว่าคนอื่นเลือกอย่างไร พวกเขามักจะสนใจแต่ผลที่ตามมาของการตัดสินใจ และสนใจเฉพาะผลลัพธ์เท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์มักไม่สำคัญ
สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือทัศนคติที่อยู่ในการเลือกต่างหาก
ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น มันไม่เกี่ยวอะไรกับชีวิตหรือความตาย
ทัศนคติประกอบด้วยการวางแนวคุณค่า ซึ่งสามารถเห็นได้ในอนาคต
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 12 ตามปฏิทินจันทรคติ กลิ่นอายของปีใหม่จีนก็ได้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมืองและพื้นที่ชนบทของชิงโจว สินค้าปีใหม่ต่าง ๆ ได้ออกวางขายอยู่เต็มตลาด ผู้คนเริ่มจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าเหล่านี้กันเป็นจำนวนมาก
ทางด้านเจียงเสี่ยวไป๋ก็กำลังยุ่งอยู่กับการไปอวยพรปีใหม่จีนอีกครั้ง
เช่นเดียวกับปีที่แล้ว เขาจะส่งเซ็ตของขวัญปีใหม่ให้กับบุคคลสำคัญเป็นการส่วนตัว รวมถึงผู้นำคนอื่น เช่นฉีเย่ผิงและถังจิงเทียน ตลอดจนหัวหน้าหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ เช่น ซ่งเจียนจวิน, ฉู่หยุนฮุ่ย, หลิวเฟิ่นโต้ว และมู่ชิงหยาง รวมไปถึงสหายเก่าแก่อย่างฟู่เต๋อเจิง, เหรินฉางเซี่ย, โจวฉางซง และหลี่กวงหรง
นอกจากนี้ก็ยังส่งไปให้ครูเกษียนอีกแปดคนอย่างพวกเหวินฮัวเหรินและถานเฉียนป๋อ
แน่นอนว่าจะลืมหลินฉางเกิงไปไม่ได้เช่นกัน
“ฮ่าฮ่า ตอนนี้นายเจริญรุ่งเรืองและงานเยอะมาก หายากที่จะไม่ลืมผู้เฒ่าอย่างฉัน ทั้งยังแวะเวียนมาเยี่ยมฉันบ่อย ๆ อีกด้วย”
เมื่อมานั่งลงตรงข้ามกับเจียงเสี่ยวไป๋ที่โต๊ะหลุมไฟ หลินฉางเกิงก็พูดทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “เหล่าหลิน คุณอย่าพูดอย่างนั้นเลย คุณเป็นสมบัติของชาติ ผมจะกล้าลืมคุณได้อย่างไร ! ”
หลินฉางเกิงมีความสุขมากเมื่อเขาได้ยินแบบนี้ จากนั้นเขาก็โบกมือปัด “ในชิงโจว นายเป็นคนเดียวที่ปฏิบัติต่อชายชราอย่างฉันไม่เหมือนคนอื่น ในสายตาของคนอื่น ฉันคงเป็นเพียงคนแก่ใกล้ตาย”
หลังจากพูดจบ เขาก็หยุดชั่วคราวและพูดว่า “ไม่สิ จางอี้เต๋อก็มาหาฉันก่อนหน้านี้ ตอนนี้เขาถูกย้ายไปยังเจียงเฉิงแล้ว คงจะไม่สะดวกนัก”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “คุณเห็นไหม ยังมีคนที่ให้ความสนใจคุณอยู่”
หลินฉางเกิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ใช่ นายเป็นคนเดียวที่สนใจ ! เพราะนายจะให้ฉันเป็นแรงงานให้นายสิท่า ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ปกป้องทันที “เหล่าหลิน คุณอย่าปรักปรำผมสิ ผมไม่กล้าหรอก”
หลินฉางเกิงหัวเราะเบา ๆ “นายไม่กล้าเหรอ ? ฉันคิดว่าไม่มีอะไรที่นายไม่กล้าทำนะ ! ”
“ถ้าไม่กล้าจริง ๆ นายจะโยนฉันไปที่ไซต์ก่อสร้างของนายแบบนั้นไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะเบา ๆ “ผมแค่กลัวว่าคุณจะนั่งเหงาเพียงลำพังอยู่ที่บ้าน ผมจึงอยากหาอะไรให้คุณทำและยืดกล้ามเนื้อบ้าง จะได้ไม่เหงา”
หลินฉางเกิงกลอกตามองมาที่เขาและคิดกับตัวเองว่า: ฉันเป็นคนหลอกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ ?
แต่สิ่งหนึ่งก็คือเนื่องจากเขามีส่วนร่วมในการวางแผน ออกแบบ และให้คำแนะนำในโครงการ ‘ถนนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเจียงวาน’ และ ‘พิพิธภัณฑ์เจียงวาน’ ชีวิตของเขาก็เริ่มมีเรื่องให้สนุกและไม่เหงาอีกต่อไป
บางครั้งเขาก็แอบคิดในใจว่า หากเจียงเสี่ยวไป๋ไม่เป็นอัจฉริยะ ก็คงเป็นคนบ้าที่สร้างโครงการใหญ่ในบ้านเกิดของเขาและดำเนินโครงการใหญ่สองโครงการดังกล่าวไปพร้อมกัน
เพราะแม้แต่เขายังรู้สึกว่ามันเป็นธุรกิจที่ขาดทุน
เจียงเสี่ยวไป๋มีความทะเยอทะยานเกินไปและสร้างพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่ใหญ่กว่าพระราชวังต้องห้าม ทั้งที่เขาไม่เห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะมีของสะสมอะไรเลย
อืม, ยกเว้นแค่เหล้า
เขาได้ยินมาว่าเจียงเสี่ยวไป๋เก็บสะสมเหล้าเก่าไว้มากมาย
สำหรับของสะสมคอลเลกชั่นอื่น เขาไม่เห็นเลยจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เขาเคยได้ยินเรื่องแปลก ๆ ที่ว่าเจียงเสี่ยวไป๋กำลังรวบรวมหินแปลก ๆ จากทั่วประเทศ และรู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋ได้ทำสัญญากับเหมืองหินสามแห่ง และหินที่ขุดในนั้นล้วนเป็นหินดอกเบญจมาศ
เขาสนใจแนวคิดของเจียงเสี่ยวไป๋ในการใช้หินดอกเบญจมาศมาเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ‘สวนดอกเบญจมาศ’ มาก
เขาสามารถจินตนาการได้ทันทีว่าเมื่อ ‘สวนดอกเบญจมาศ’ สร้างเสร็จ มันจะเป็นหอนิทรรศการหินดอกเบญจมาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างแน่นอน
นอกเหนือจากนั้น หินที่เจียงเสี่ยวไป๋รวบรวมไว้ อย่างเช่น หินไทหู, หินหลิงปี้, หินแม่น้ำแยงซี, หินหวูหลิง, หินหยุนจิน เป็นต้น
หินแปลกประหลาดเช่นนี้จะต้องเป็นที่ตกตะลึงที่สุดในอนาคตอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ เขายังรู้ด้วยว่าเจียงเสี่ยวไป๋ได้สะสมหินหยกไว้เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงหินที่ใช้ทำแท่นฝนหมึก เช่น หินเต๋า หินต้วน และหินเช่อ
นอกจากนี้ จะมีการสร้างห้องนิทรรศการพิเศษขึ้นโดยมีแนวคิดการออกแบบสอดคล้องกับ ‘สวนดอกเบญจมาศ’ โดยทั้งหมดมีพื้นฐานมาจากรูปแบบของอาคารโบราณ และใช้หินที่แตกต่างกันเพื่อสร้างห้องนิทรรศการพิเศษ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกว่ามันน่าทึ่งมาก