ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1334 เข้าไปในถ้ำ
ตอนที่ 1334 เข้าไปในถ้ำ
หลี่หมิงซาน, หลินเจียอิน, เหรินฉางเซี่ย และคนอื่นถอดกระเป๋าเป้ออกทันที พวกเขาหยิบหมวกกันน็อค ไฟฉาย ถุงมือ สนับเข่าและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ครบครันออกมาสวมใส่
เถิงจือจิง, หลี่เต๋อหวัง, จางเสี่ยวจุน และคนอื่นตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นแบบนี้
อะไรกัน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าอุปกรณ์เหรอ ไม่เพียงแต่มีอุปกรณ์ครบครันเท่านั้น แต่ยังล้ำหน้ามากอีกด้วย
ต่างจากพวกเขา พวกเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากไฟฉาย
จางเสี่ยวจุนยิ้มออกมาและพูดอย่างเขินอายว่า “รองนายกเทศมนตรีหลี่ คุณได้เตรียมทุกอย่างมาหมดแล้วนี่เอง ! ”
หลี่หมิงซานกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ใช่แล้ว นี่คืออุปกรณ์ระดับมืออาชีพและมีครบทุกอย่าง”
เถิงจือจิง, หลี่เต๋อหวัง และคนอื่นก็ได้แต่ยิ้มแห้งออกมา
จางเสี่ยวจุนยังพูดอีกว่า “เอาล่ะ งั้นก็ไปกันเถอะครับ ! ”
ขณะที่กลุ่มคนเดินไปข้างหน้าและเดินมาถึงปากทางเข้าถ้ำ ก็มีผืนดินขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอยู่ด้านหน้าพวกเขา เมื่อยืนอยู่ตรงนั้น พวกเขารู้สึกราวกับว่าพวกเขากลายเป็นคนตัวเล็กไปเลย
“ถ้ำนี้ใหญ่โตมาก ! ”
“มันใหญ่จนน่าตกใจ ! ”
“ใช่ ฉันไม่เคยเห็นถ้ำที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ! ”
“คุณคิดว่านี่เป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือเปล่า ? ”
“ไม่รู้สิ ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็คงจะมีข่าวให้ทำแล้ว ! ”
“ถึงจะไม่ใช่ถ้ำที่ใหญ่ที่สุด แต่มันก็ไม่น้อยหน้าถ้ำอื่นแน่นอน ! ”
“ถ้าเราพัฒนาที่นี่ให้เป็นสถานที่การท่องเที่ยวขึ้นมา ผมว่าคงจะเป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวแน่นอน”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น ! ”
“ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าในถ้ำมีหินงอกหินย้อยเยอะไหม ? ”
“……”
เมื่อมาถึงตรงหน้าทางเข้าถ้ำ หลี่หมิงซาน, เหอซาน, เฟ่ยถูจือ, หม่าว่านหลี่ และคนอื่นต่างก็พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องถ้ำ
แม้แต่คนในชนบทอย่างเจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ก็ยังรู้สึกประทับใจเมื่อเห็นถ้ำขนาดใหญ่เช่นนี้
ทริปนี้ไม่สูญเปล่าจริง ๆ !
ถือได้ว่าเป็นการออกมาเปิดหูเปิดตา และสัมผัสทิวทัศน์ที่แตกต่างออกไป
ทุกคนถอนหายใจสักพักหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มเดินเข้าไปในถ้ำ เมื่อเดินไปข้างหน้าไม่กี่สิบเมตร ทุกคนก็เริ่มเปิดไฟฉาย แสงไฟสลัวมาจากไฟฉายของเถิงจือจิง, หลี่เต๋อหวัง, จางเสี่ยวจุน แต่ในด้านของเจียงเสี่ยวไป๋ หลี่หมิงซาน, หลินเจียอิน และคนอื่นนั้น พวกเขาต่างก็เปิดไฟฉายที่หัว
เมื่อเทียบกันแล้ว ไม่มีใครเทียบได้กับในแง่ของความเข้มแสงและความสะดวกในการใช้งาน
เถิงจือจิงอุทานออกมาว่า “พระเจ้า เมื่อเทียบกันแล้ว หากว่านั่นคือไฟฉายปกติ ของเราก็ไม่ต่างจากแสงเทียนเลย ! ”
จางเสี่ยวจุนยิ้มออกมาและพูดว่า “เราไม่สามารถทำอะไรได้ อุปกรณ์ของเรามีเพียงแค่นี้เท่านั้น ไม่มีอะไรล้ำสมัยเหมือนพวกเขา แต่เจียงเจียกรุ๊ปมีเงินมหาศาลจนสามารถซื้ออุปกรณ์ครบชุดดังกล่าวได้โดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก”
หลี่เต๋อหวังยังกล่าวอีกว่า “ใช่ พวกเขาเตรียมพร้อมมาอย่างดี ส่วนเราได้เตรียมการมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น และเวลามันก็กระชั้นชิดมากด้วย”
ต้องบอกว่าเมื่อดูอุปกรณ์ของเจียงเสี่ยวไป๋และคนอื่นแล้ว เถิงจือจิง, หลี่เต๋อหวัง, จางเสี่ยวจุน และทีมงานของพวกเขาต่างก็อิจฉา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องปีนเข้าไปในถ้ำ การมีหมวกกันน็อคที่มีไฟหน้าจะยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาสามารถใช้มือทั้งสองข้างได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องถือไฟฉายให้มันยุ่งยาก
นอกจากนี้รองเท้าของพวกเขาก็ยังแตกต่างกันอีกด้วย แม้ว่าพวกเขาจะเข้าไปในถ้ำแห้ง แต่บางครั้งก็มีลำธารอยู่ข้างใน เถิงจือจิงและคนอื่นยังคงสวมรองเท้าปกติ มีทั้งรองเท้าหนังและรองเท้าเจี่ยฟาง
หลังจากเหยียบลงไปในโคลนได้สักพัก รองเท้าก็เต็มไปด้วยโคลน และบางคู่ถึงกับมีน้ำเข้าซึ่งทำให้อึดอัดและไม่สบายเท้ามาก
ในทางกลับกัน เจียงเสี่ยวไป๋และคนอื่นสวมรองเท้าเดินป่า ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เดินได้ง่ายเท่านั้น แต่รองเท้ายังสูง ป้องกันไม่ให้โคลนและน้ำเข้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันยังกันลื่นได้ดีอีกด้วย สะดวกในการเดินป่าปีนเขามาก
เมื่อได้มีการเปรียบเทียบกันแล้ว ก็จะเห็นถึงความแตกต่าง
หลังจากเดินสำรวจถ้ำเป็นเวลาหลายชั่วโมง พวกเขาก็ได้เห็นหินย้อยต่าง ๆ ในถ้ำชางหลง ซึ่งมีเอกลักษณ์และสวยงามมาก
สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือพวกเขามาถึงพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ และมีเนินเขาอยู่ในถ้ำสูงกว่า 100 เมตร
ทุกคนจึงได้พักกินอาหารกันที่นี่
อาหารที่นำมาวันนี้ ทีมงานของเถิงจือจิงเป็นคนเอามา แม้ว่าอาหารจะเย็นแล้ว แต่รสชาติก็ยังดีและสะดวกอีกด้วย
“ธรรมชาติช่างสรรค์สร้างจริง ๆ ! ”
“ใช่แล้ว ใครจะไปคิดว่าจะมีภูเขาอยู่ในถ้ำด้วย ! ”
“หินงอกหินย้อยเหล่านั้นก็สวยงามมาก ! ”
“แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะพัฒนาถ้ำนี้อย่างไร ? ”
“……”
หลี่หมิงซาน, เหอซาน และคนอื่นกำลังพูดคุยกันระหว่างทานอาหาร
เหอซานมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋แล้วถามว่า “ผู้ช่วยเจียง คุณมีความคิดอะไรบ้างไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ก็ต้องมีแผนที่จะพัฒนามันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูด ไม่งั้นคนอื่นจะคิดว่าเขามองการณ์ไกลเกินไป
เขาเหลือบมองทุกคนแล้วยิ้ม ก่อนจะพูดว่า “ความคิดของผมในตอนนี้คือ หลังจากที่เราได้เข้ามาสำรวจมันในครั้งนี้แล้ว จากนั้นเราจะหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาทำการสำรวจถ้ำโดยรวม แล้วค่อยจัดทำแผนตามรายงานการสำรวจ”
เหอซานพยักหน้าและพูดว่า “ผู้ช่วยเจียงเป็นคนที่รอบคอบจริง ๆ ! ”
หลี่หมิงชานยังกล่าวอีกว่า “ใช่ พวกเราคนธรรมดาเห็นแค่เพียงว่าถ้ำแห่งนี้มีศักยภาพในการพัฒนาหรือไม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญนั้นจะทำการสำรวจเชิงลึกถึงโครงสร้างทางธรณีวิทยาว่ามีความเสถียรไหม มีอันตรายหรือไม่ ปลอดภัยที่จะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไหม เป็นต้น”
เถิงจือจิงกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาของเจียงเสี่ยวไป๋ เธอไม่เคยถามมาก่อน เมื่อเห็นการสนทนาที่ดุเดือด เธอจึงถามหยั่งเชิงไปว่า “ผู้ช่วยเจียง คุณวางแผนจะพัฒนาถ้ำชางหลงอย่างไรเหรอคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋เป็นคนมาสองชั่วชีวิตแล้ว เขาจะมองเจตนาของเถิงจือจิงไม่ออกได้อย่างไร ?
อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีทางเปิดเผยความตั้งใจของเขาออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจแน่นอน เขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “นี่เป็นครั้งแรกของผมที่มาที่นี่ ตอนนี้ผมแค่มาสำรวจดูก่อนว่าจะพัฒนามันอย่างไร และยังต้องรอรายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาออกมาก่อน”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋พูด เถิงจือจิงก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย การพัฒนาถ้ำชางหลงเป็นโอกาสสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของอำเภอเหลียงเจิ้น
ในฐานะนายอำเภอเหลียงเจิ้น เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจียงเจียกรุ๊ปจะลงทุนพัฒนาที่นี่ และยังอยากรู้ความตั้งใจที่แท้จริงของเจียงเสี่ยวไป๋อีกด้วย เธอจึงถามต่อโดยไม่คิดที่จะยอมแพ้ “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอพูดอย่างอื่นก่อน ถ้ารายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาบอกว่าถ้ำชางหลงสามารถพัฒนาได้ แล้วผู้ช่วยเจียงมีแผนจะทำอะไรต่อคะ ? ”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรา ในฐานะนายอำเภออำเภอเหลียงเจิ้น จะต้องทำอะไรบ้าง ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเถิงจือจิง ต้องบอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่ดื้อรั้นมาก ทั้งที่อยากรู้เป้าหมายของเขา แต่กลับใช้คำพูดที่ว่าในฐานะที่ตัวเองเป็นนายอำเภอ ต้องให้ความร่วมมืออย่างไรบ้าง
เหมือนกับเป็นการบังคับเขาว่า คุณควรบอกฉันมาว่าคุณต้องการจะให้ฉันทำอะไร !
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยตรง ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “หากถ้ำชางหลงได้รับการพัฒนาจริง ๆ อำเภอเหลียงเจิ้นจะต้องพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้อำเภอเหลียงเจิ้นสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้”
เถิงจือจิงดีใจมากเมื่อได้ยินแบบนี้ นี่ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เธอพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เราไม่มีวิสัยทัศน์ที่ดีเท่าผู้ช่วยเจียง เมื่อถึงเวลา ผู้ช่วยเจียงก็ควรจะบอกเราว่าต้องทำอย่างไร แล้วที่ว่าการอำเภอของเราจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการดำเนินการนี้”
เนื่องจากที่ผ่านมา เธอรู้ดีกว่าการวางแผนพัฒนาเมืองชิงโจวนั้นล้วนเป็นความคิดของเจียงเสี่ยวไป๋ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ ?
เถิงจือจิงพูดไปตามความคิด เธอไม่อยากอ้อมค้อมและต้องมารอฟังแผนพัฒนาอย่างใจจดใจจ่อแบบนี้
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “อย่ากังวลไปเลยครับนายอำเภอเถิง ผมจะจัดทำแผนพัฒนาอย่างแน่นอน คุณไม่ต้องกังวลอะไร เมื่อถึงเวลาคุณจะรู้เอง ! “