ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1416 คุณมีอะไรจะพูดไหม ?
ตอนที่ 1416 คุณมีอะไรจะพูดไหม ?
สภาพอากาศในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม แม้แต่ในเจียงวานก็ยังร้อนเล็กน้อย
โชคดีที่มีลมแม่น้ำพัดเข้ามาเป็นระยะ ทำให้อากาศค่อนข้างเย็นสบาย
ชายชราและเจียงเสี่ยวไป๋เดินไปเยี่ยมบ้านทุกหลังในเจียงวาน เขาทำตัวไม่ต่างจากเพื่อนบ้านเก่าที่รู้จักกันมานานหลายสิบปี โดยพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกัน
ตอนนี้พวกเขากำลังไปที่บ้านของหูฉางจวิน
“ผู้เฒ่า วันนี้มาเดินเล่นอีกแล้วเหรอ เชิญนั่งก่อน เชิญนั่งก่อน ! ”
เมื่อหูฉางจวินเห็นชายชราและเจียงเสี่ยวไป๋เดินมาด้วยกัน เขาก็เชิญชายชราเข้าไปในห้องโถงอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางสุภาพ ก่อนจะเดินไปเอาเก้าอี้ออกมาให้ชายชรานั่งลง
จากนั้น เขาก็ไปเอาเก้าอี้อีกตัวออกมาให้เจียงเสี่ยวไป๋
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือปฏิเสธ “เดี๋ยวผมไปเอาเองดีกว่าครับ”
เขาเดินไปเอาเก้าอี้มา แล้วนั่งลงข้างชายชรา
หูฉางจวินหยิบบุหรี่ออกมา ยื่นให้กับชายชรามวนหนึ่งและเจียงเสี่ยวไป๋มวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้เฒ่า เสี่ยวไป๋ เชิญนั่งพักแล้วสูบบุหรี่ก่อน เดี๋ยวฉันจะไปเอาแตงโมมาให้ทาน ! ”
ชายชราพูดว่า “ฉางจวิน คุณบอกให้นั่งตรงไหน ฉันก็จะนั่งลงตรงนั้นแหละ งั้นฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
หูฉางจวินพูดด้วยรอยยิ้ม “ดี ๆ ท่านผู้เฒ่าไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก พวกเราล้วนเป็นเพื่อนบ้านกันทั้งนั้น แตงโมที่จะเอามาให้ ฉันก็ปลูกเอง ฉันเก็บมันมาแช่ในตู้เย็นไว้ทานดับกระหายเวลาอากาศร้อน ๆ น่ะ ! ”
ชายชราพูดด้วยรอยยิ้ม “ชีวิตความเป็นอยู่ในชนบทแบบพวกคุณนี่ที่ดีจริง ๆ มิหนำซ้ำยังมีตู้เย็นใช้แล้วด้วยซ้ำ ! ”
เขาเล่นกับบุหรี่ในมือ แล้วพูดว่า “ดูนี่สิ แม้แต่ในเมืองหลวงอย่างเทียนจิง หลายคนก็ยังไม่ได้สูบบุหรี่มียี่ห้อแบบนี้เลย ! ”
หูฉางจวินหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า “ผู้เฒ่า ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเสี่ยวไป๋ เขาทำให้ชาวบ้านทุกคนมีรายได้และร่ำรวยขึ้นมา ตอนนี้ทุกครัวเรือนในเจียงวานของเราต่างก็มีเงินเก็บกันอย่างน้อยหนึ่งหมื่นหยวน เรามีทีวีสี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รถจักรยานยนต์ ฯลฯ ด้วยรายได้ที่มี ฉันสามารถสูบบุหรี่วันละกี่มวนก็ได้ ? ”
“และในเมื่อมีเงินแล้ว เราก็อยากจะสูบบุหรี่ดี ๆ มียี่ห้อบ้าง ! ”
“เมื่อคนข้างนอกมาที่บ้านของเรา ไม่ว่าใครที่เห็นว่าบุหรี่ที่เราสูบก็ว่าของพวกเราดีกว่าพวกเขาทั้งนั้น เราแค่อยากจะแสดงให้เห็นว่าพวกเราคนเจียงวานก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ! ”
ชายชราพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ดีแล้วที่ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกคุณดีขึ้น แต่ฉันกินแตงโมแช่เย็นไม่ได้จริง ๆ ฉันแก่มากแล้ว ฟันของฉันไม่ค่อยจะสู้อะไรที่แข็งหรือเย็นจัด มันจะเสียวฟันได้ ! ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายชราพูด หูฉางจวินก็พูดอย่างรวดเร็วว่า “โอ้ ผู้เฒ่า ฉันคิดไม่รอบคอบเองที่จะเอาแตงโมแช่เย็นมาให้คุณ งั้นให้เสี่ยวไป๋กินแตงโมไป แล้วฉันจะต้มชามาให้คุณก็แล้วกัน ! ”
“ชาที่บ้านของฉันเป็นชาดำ ฉันซื้อมาตอนที่เดินทางไปภูเขาหวู่อี้ครั้งที่แล้ว มันชื่อว่าชาต้าหงเป่า ! ”
ชายชราหัวเราะ และพูดว่า “เป็นเรื่องจริงที่ต้าหงเป่าปลูกที่ภูเขาหวู่อี้ แต่ต้าหงเป่าไม่ใช่ชาดำ แต่เป็นชาอูหลง”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ หูฉางจวินก็ยิ้มเจื่อนและพูดว่า “ฉันต้องขอโทษจริง ๆ ท่านผู้เฒ่า ฉันมันคนไม่มีการศึกษา และคิดว่าต้าหงเป่าเป็นเพียงชาดำธรรมดา ! ”
ชายชรายิ้มและพูดว่า “แต่ชีวิตของพวกคุณตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว ตอนนี้คุณมีเงิน ไม่เพียงแต่มีเงินสร้างบ้านเป็นของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ ที่อยากไปได้อีกด้วย”
“มีความเป็นอยู่ที่ดีมาก ! ”
“แต่ถ้าหากว่าคุณมีเวลาว่าง คุณต้องเอาเวลาไปเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้าง เราไม่เพียงแต่ต้องปรับปรุงชีวิตทางวัตถุของเราเท่านั้น แต่เรายังต้องปรับปรุงความรู้ความสามารถของเราด้วย เข้าใจไหม ? ”
หูฉางจวินเอามือลูบหัวของเขาแล้วพูดด้วยความเขินอาย “ผู้เฒ่า ฉันขอโทษจริง ๆ ที่ฉันไม่มีการศึกษา เเละมีความรู้น้อย”
ชายชรากล่าวว่า “ที่คุณไม่มีการศึกษา ก็เนื่องมาจากคุณไม่มีปัจจัยที่จะเรียน แต่ตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ของคุณดีขึ้นมาแล้ว ฉันเชื่อว่าคุณจะมีโอกาสได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นอย่างแน่นอน ! ”
“ไม่มีการศึกษาไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะมันอยู่ที่การใฝ่เรียนรู้”
เขาชี้ไปที่เจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “ดูเขาสิ เขาไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้ เหตุผลที่เขาสามารถนำชาวบ้านทุกคนมีกินมีใช้ได้ขนาดนี้ได้ ก็เพราะเขารักที่จะเรียนรู้ ! ”
หูฉางจวินคิดกับตัวเอง เขาจะไปสู้กับเจียงเสี่ยวไป๋ได้อย่างไร แต่เขายังคงฟังคำพูดของชายชราและตอบออกมาว่า “ท่านผู้เฒ่า ฉันจะจำคำสอนของคุณ และจะพยายามเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเราอย่างแน่นอน”
ชายชราพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและพูดว่า “เรื่องชาน่ะไม่ต้องหรอก ฉันไปเยี่ยมบ้านมาแต่ละหลัง ทุกคนต่างก็ต้มชาให้ฉันกันหมด ถ้าฉันดื่มมันทุกหลัง ตอนนี้ก็คงจะฉี่ไม่หยุดแน่ ๆ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยังกล่าวอีกว่า “พี่ฉางจวินไม่จำเป็นต้องต้มชาหรือเอาแตงโมมาให้เราหรอกครับ พวกเราสองคนกินและดื่มมาเยอะมากระหว่างทาง จนตอนนี้ท้องของผมแน่นไปหมดแล้ว”
หูฉางจวินมองทั้งสองและรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดเป็นความจริง ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะคะยั้นคะยออีก ก่อนจะดึงเก้าอี้มานั่งลง และเริ่มพูดคุยกับชายชราและเจียงเสี่ยวไป๋แทน
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาของหูฉางจวินก็นำชาหนึ่งถ้วยและมีแตงโมเย็นหั่นชิ้นหนึ่งจานออกมาให้พวกเขา
ชาถูกเสิร์ฟให้กับชายชรา ส่วนแตงโมก็ถูกเสิร์ฟให้กับเจียงเสี่ยวไป๋
ทั้งสองรับมันมาอย่างจนใจ
ทว่าคนในชนบทก็มีน้ำใจต่อกันเช่นนี้
เมื่อแขกมาที่บ้าน ไม่ว่าพวกเขาจะดื่มหรือกินอะไรมาแล้วก็ตาม แต่เจ้าบ้านจะต้องเอาของกินออกมาต้อนรับเสมอ โดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะกินหรือไม่
หลังจากมานั่งเล่นที่บ้านของหูฉางจวินนานกว่า 20 นาที ชายชราก็ยืนขึ้นและพูดกับหูฉางจวินว่า “โอเค ขอบคุณสำหรับชามาก คราวหน้าไว้ฉันจะมาใหม่ก็แล้วกัน ! ”
หูฉางจวินกล่าวว่า “ยังเช้าอยู่ท่านผู้เฒ่า นั่งเล่นที่นี่อีกสักพักเถอะ ! ”
ชายชราโบกมือ “ฉันนั่งนานก็ไม่ได้หรอก ถ้านั่งนาน ฉันก็จะเริ่มปวดหลัง”
หูฉางจวินกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นหากคุณมีเวลาก็กลับมานั่นเล่นที่บ้านฉันอีกนะ ครั้งหน้ามาทานอาหารเย็นที่บ้านของฉัน ! คุณอยู่ที่เจียงวานมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้มากินข้าวที่บ้านของฉันเลย ! ”
ชายชรายิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่อยากรบกวนคุณไปมากกว่านี้”
หูฉางจวินไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากส่งเขากลับไป
หลังออกจากลานบ้านของหูฉางจวินแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็ถามว่า “คุณปู่ แล้วคุณปู่จะไปบ้านหลังไหนต่อครับ ? ”
ชายชราพูดว่า “ไม่แล้วล่ะ เราเดินกลับบ้านกันเถอะ ! ”
“ได้ครับ งั้นก็กลับบ้านกันนะครับ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ตอบ
ไม่ว่าชายชราจะพูดอะไร เขาก็ตอบตกลงอย่างว่าง่าย
ตอนนี้เป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ชายชราและชายหนุ่มคนหนึ่งเดินช้า ๆ ไปตามถนนในหมู่บ้าน ท่ามกลางแสงตะวันที่กำลังจะตกดิน
เดิมทีเจียงเสี่ยวไป๋คิดว่าชายชราจะพูดเรื่องที่เขาวางแผนจะกลับเทียนจิงในเร็ว ๆ นี้ตอนที่พวกเขาเดินกลับ
แต่ไม่คาดคิดว่า ทั้งที่กลับมาถึงบ้านแล้ว แต่ชายชราก็ยังไม่พูดอะไรสักคำ
เจียงเสี่ยวไป๋ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ต่อไปอีก
หลังจากกลับมาถึงบ้าน ชายชราก็พูดว่า “ไปทำงานของนายเถอะ ฉันจะไปเล่นที่สวนหลังบ้านสักพัก”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ตอนนี้ผมไม่มีอะไรทำแล้วครับ ผมมีเวลาอยู่กับคุณปู่ได้”
ชายชราพูดว่า “ฉันเห็นพ่อของนายและคนอื่นยังคงเล่นไพ่กันอยู่ ฉันคิดว่าจะเล่นต่ออีกสักเกมสองสามเกม นายจะไปเล่นกับฉันงั้นเหรอ ? ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายชราพูด เจียงเสี่ยวไป๋ก็ไม่มีทางเลือก นอกจากพูดว่า “เอ่อ งั้นคุณปู่ไปเล่นไพ่เถอะครับ ผมจะไปเตรียมอาหารก็แล้วกัน”
ชายชราพยักหน้าและหันไปสนใจเรื่องของตัวเอง
เจียงเสี่ยวไป๋รอให้ชายชราเดินออกไปก่อน แล้วจึงเดินไปที่ห้องครัว
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็เห็นหลินเจียอินกลับมาจากสวนหลังบ้าน เขาจึงยิ้มให้เธอ แล้วพูดว่า “เมียจ๋า คุณกลับมาแล้วเหรอ ? ”
หลินเจียอินกล่าวว่า “ตอนที่ฉันกลับมา ฉันได้ยินชานชานบอกว่าคุณพาคุณปู่ออกไปเดินเล่นแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “ไปที่ห้องครัวแล้วทำอาหารด้วยกันไหม”
หลินเจียอินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เจียงเสี่ยวไป๋จะรับหน้าที่ทำอาหารทั้งหมดเพียงลำพังและไม่เคยขอความช่วยเหลือจากเธอเลย
แม้ว่าเธอจะอยากช่วยเป็นบางครั้ง แต่เขาก็จะปฏิเสธทุกครั้งไป โดยบอกว่าทำกับข้าวควันเยอะ และไม่ยอมให้เธอเข้ามาในห้องครัว
แต่ทำไมวันนี้จู่ ๆ เขาถึงได้ชวนเธอให้มาทำอาหารกับเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลินเจียอินรู้สึกแปลก ๆ เธอเหลือบมองเจียงเสี่ยวไป๋แล้วถามว่า “คุณมีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า ? ”
หากไม่เป็นเช่นนั้น เจียงเสี่ยวไป๋คงจะไม่เรียกให้เธอเข้าไปเข้าครัวด้วยกันแบบนี้แน่นอน
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม ภรรยาของเขาก็เริ่มมีนิสัยเหมือนเขามากขึ้นเรื่อย ๆ เขาแค่บอกให้เธอไปที่ห้องครัว แต่เธอก็สงสัยแล้วว่าเขาต้องมีเรื่องอะไรจะคุยกับเธอแน่ ๆ