ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1425 พูดทำลายตนเองเพื่อปกป้องตนเอง
ตอนที่ 1425 พูดทำลายตนเองเพื่อปกป้องตนเอง
หลินเจียตงมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋และพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “หลังจากที่กลับไปที่เทียนจิง ฉันจะหารือเรื่องนี้กับผู้นำคนอื่นก่อน แล้วจะให้คำตอบนายโดยเร็วที่สุด”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ภายในเวลาหนึ่งปีนี้ ผมสามารถพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่ทันสมัยที่สุดขึ้นมาได้ โดยการนำใยแก้วนำแสง 2.5 G มาใช้ นั่นจะเป็นวิธีการส่งสัญญาณที่ดีที่สุดด้านการสื่อสารโทรคมนาคม และจะมีความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดในอนาคต”
ในช่วงต้นปี 1979 ประเทศจีนได้พัฒนาใยแก้วนำแสงที่ใช้งานได้จริงตัวแรกขึ้นมา ด้วยความเร็วที่ไม่ต่ำกว่า 0.2dB/กม.
ภายในปี 1980 สายนำสัญญาณที่ผลิตจากสายใยแก้วนำแสงแบบหลายโหมด(140Mb/s) ได้ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และสายนำสัญญาณที่ผลิตจากสายใยแก้วนำแสงแบบโหมดเดียวก็ได้เริ่มต้นใช้ภายในปี 1990 จากนั้นก็ได้ถูกนำไปใช้กับเครือข่ายระดับภูมิภาค โดยมีการส่งสัญญาณระยะสั้น และในปี 1995 ใยแก้วนำแสงแบบบ SDH 2.5Gb/s ก็ได้ผลิตออกมาจำหน่าย จนในที่สุดในปี 2000 ใยแก้วนำแสงก็ถูกนำมาใช้ทั่วประเทศ
เทคโนโลยีที่เจียงเสี่ยวไป๋ได้คิดค้นขึ้นมา ถือเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและล้ำสมัยมาก
แต่ถ้าเขาทำสิ่งนี้จริง ๆ มันก็คงจะน่าตกใจเกินไป เขาจึงวางแผนที่จะดำเนินการทีละขั้นตอนและใช้เวลาหนึ่งปีในการนำเทคโนโลยีใยแก้วนำแสงมาสู่ประเทศในปี 1995
ถึงกระนั้น เทคโนโลยีนี้ก็ถือว่าก้าวหน้าไปมากกว่าสิบปีแล้ว
ในฐานะหนึ่งในผู้นำหลักของกระทรวงโทรคมนาคม หลินเจียตงก็พอจะรู้จักเทคโนโลยีนี้ดีอีกด้วย
หลังจากได้ยินเจียงเสี่ยวไป๋พูดมาแบบนี้ เขาก็อ้าปากค้าง แม้แต่นักวิชาการจ้าว ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม ‘บิดาแห่งใยแก้วนำแสง’ ก็ยังไม่กล้าอวดดีในเรื่องนี้ !
แต่เจียงเสี่ยวไป๋เพิ่งพูดออกไป
หลินเจียตงเองก็พอจะรู้จักนิสัยของเจียงเสี่ยวไป๋ และรู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะไม่พูดอะไรออกมาแบบนี้ หากว่าเขาไม่มั่นใจจริง ๆ
หากเป็นกรณีนี้ เขาก็มั่นใจมากขึ้นที่จะเกลี้ยกล่อมให้ผู้นำละทิ้งการพัฒนาเพจเจอร์ และหันมาวิจัยและพัฒนาโทรศัพท์มือถือโดยตรงแทน
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตกใจกับคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋ไม่น้อย เขาอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “นายแน่ใจจริง ๆ เหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ดูสิ่งที่ผมพูดไปในช่วงสองปีที่ผ่านมาสิครับ มีอะไรบ้างไหมที่ผมทำไม่สำเร็จ ? ”
หลินเจียหงยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “แน่นอนว่าฉันรู้เรื่องนี้ แต่ดูเหมือนนายเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าใจเทคโนโลยีสักเท่าไหร่ ทำไมนายถึงมั่นใจขนาดนี้ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและกล่าวว่า “ไม่สำคัญว่าผมจะเข้าใจเทคโนโลยีหรือไม่ สิ่งสำคัญคือผมเรียนรู้ได้ดี หลังจากที่ผมพูดคุยกับพี่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการสื่อสารภายในประเทศเมื่อสองปีก่อน ผมก็เริ่มศึกษาค้นคว้าข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูงของต่างประเทศ แล้วเริ่มศึกษามันอย่างจริงจัง …”
อย่างไรก็ตาม การคุยโม้ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย และเจียงเสี่ยวไป๋เองก็ไม่ได้พูดเรื่องไร้สาระ เพราะเขาจริง
จังกับเรื่องนี้มาก “นอกจากนี้ เมื่อช่วงตรุษจีนที่ผมได้ขอให้พี่เจียเซิงช่วยสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความสามารถระดับชาติให้ พี่จำได้ไหมครับ ? ”
“แม้ว่าเวทีนี้จะยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นและยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ก็มีความก้าวหน้าไปได้ด้วยดี”
“ผมยังขอให้โหยวโหย่วหยู ที่เป็นประธานฝ่ายบุคคลของบริษัทค้นหากลุ่มนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ เพื่อมาทำการวิจัยและพัฒนาในฐานทัพลับ จึงทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความก้าวหน้าของการวิจัยและพัฒนา ผมจึงมั่นใจกับเรื่องนี้มาก”
แน่นอนว่าเขาพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ย่อมมีข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน
แต่เนื่องจากเจียงเสี่ยวไป๋เป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่ เขาจึงมีความมั่นใจในเรื่องนี้
ก่อนที่เขาจะเกิดใหม่ อาณาจักรธุรกิจของเขาเกี่ยวข้องกับธุรกิจใยแก้วนำแสง และเขาจำข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
เขาไม่เข้าใจเทคโนโลยีจริง ๆ ถ้าเขาต้องทำด้วยตัวเอง เขาคงไม่สามารถทำได้ แม้จะเกิดใหม่แปดชาติสิบชาติก็ตาม
แต่ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย วิทยาศาสตร์เป็นเพียงชั้นของกระดาษหน้าต่างชั้นหนึ่งเท่านั้น
ก่อนจะเปิดเผยมัน ภายนอกอาจดูสับสนมาก แต่เมื่อเจาะกระดาษหน้าต่างชั้นนี้แล้ว จะรู้ว่าไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย
ดังคำกล่าวที่ว่า หากเข้าใจหนึ่งขั้นตอน ก็จะเข้าใจทั้งหมด
นักวิทยาศาสตร์หลายคนถึงกับตบต้นขาแล้วพูดว่า “ไอ้หยา มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ ? ”
ในความเป็นจริง อาจต้องใช้การทดลองหลายพันครั้งเพื่อให้ได้ขั้นตอนที่ง่ายที่สุด อาจกล่าวได้ว่าในหลายกรณี ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงการสะสมความรู้ทางวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาอาศัยโชคอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังทำการทดลองที่คล้ายกันอยู่ แต่ในท้ายที่สุดก็จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่โชคดีพอที่จะได้ข้อสรุปนี้มาก่อน และก็ถูกขนานนามว่าเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้ไป
ส่วนการทดลองของคนอื่นจะหมดประโยชน์ทันที พวกเขาแค่ต้องเปลี่ยนการทดลองไปเรื่อย ๆ และลองผิดลองถูกกับมันจนกว่าจะประสบความสำเร็จ
หลินเจียตงไม่คิดว่าคนอย่างเจียงเสี่ยวไป๋ที่สามารถทำสิ่งที่เขาพูดได้จะกล้าพูดออกมาแบบนี้ มันจึงทำให้เขามั่นใจและรู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นไปอีก
เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันรู้ว่านายมีแรงจูงใจบางอย่าง ถึงได้ให้เจียเซิ่งทำเวทีแลกเปลี่ยนความสามารถขึ้นมา หากว่าได้คนที่มีความสามารถมาแล้ว แน่นอนว่านายก็ต้องเอาใส่กระเป๋าของนายก่อน”
“ซึ่งหากว่านายสามารถสร้างเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ นายก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นผู้นำของโลก นี่ถือเป็นพรต่อประเทศและเป็นพรต่อประชาชนของเราอย่างมาก ฉันภูมิใจในตัวนาย…”
เจียงเสี่ยวไป๋รีบหยุดเขาทันที แล้วพูดว่า “พี่เจียตง อย่าเพิ่งยกย่องผมเลย ที่ผมทำไปทั้งหมดก็เพื่อหวังผลกำไรมาเข้ากระเป๋าของตัวเองทั้งนั้นครับ”
หลินเจียตงยิ้มออกมา เจียงเสี่ยวไป๋ ผู้ชายคนนี้เก่งทุกอย่าง เขาทำสิ่งดี ๆ เพื่อประเทศและประชาชนทุกครั้ง แต่เขากลับไม่อยากให้ใครมายกย่องในสิ่งที่เขาทำ
ซึ่งเขาก็พอจะเข้าใจในเรื่องนี้ดี
แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือ ทำไมเจียงเสี่ยวไป๋จะต้องพูดทำลายตนเองเพื่อปกป้องตนเอง อย่างที่เขาทำอยู่ตอนนี้ด้วย
และถ้าหากว่าเขาทำให้ผู้คนเข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ ก็เท่ากับว่าเขาเอาโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นมาล่ามตัวเองไว้
และจากนี้ไป ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคนอื่นได้