ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1467 ฉันเข้าใจแล้ว
ตอนที่ 1467 ฉันเข้าใจแล้ว
หลินเจียอินกล่าวว่า “เฝิงเยี่ยนหงตั้งท้องอยู่ไม่ใช่เหรอ…”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก่อนที่หลินต้ากั๋วจะมา เฝิงเยี่ยนหงก็ได้พบว่าตัวเอง
กำลังท้องลูกคนที่สาม ในตอนนี้ก็เดือนพฤศจิกายนแล้ว เวลาได้ผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว อีกเดือนเดียวก็จะครบกำหนดคลอด
หลินเจียอินกล่าวต่อ “ก่อนหน้านี้เธอมาหาฉัน และบอกฉันว่าเธอจะไม่มาทำงานที่บริษัทสักพักหนึ่ง เพื่อที่จะได้อยู่บ้านเลี้ยงลูก”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก คุณไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้กับผมก็ได้นะ ! ”
หลินเจียอินกลอกตามาที่เขา แล้วพูดว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะพูดหรอก ฉันไม่ได้จะบอกคุณเรื่องนี้”
เจียงเสี่ยวไป๋ถามว่า “แล้วมันคือเรื่องอะไร ? ”
หลังจากพูดอย่างนั้น ก็ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างออก จึงได้พูดว่า “อ๋อ ก่อนหน้านี้หวังผิงก็มาหาผมด้วย เขายังบอกให้ผมโทรหาเขาหลังจากกลับมาด้วย น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวเขาหรือเปล่า ? ”
“ครอบครัวเขาจะไปมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้ ? ” หลินเจียอินกล่าว “ป้ารองเพิ่งมาชวนเราทานอาหารเย็นที่บ้าน และขอให้คุณตั้งชื่อลูกคนที่สามที่อยู่ในครรภ์ของเยี่ยนหงให้หน่อย”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “แล้วหวังผิงเขาไม่ได้เป็นคนเลือกชื่อให้กับเสี่ยวกังและเสี่ยวโหรวเองเหรอ ? ทำไมถึงมาชวนผมไปทานอาหารเย็นแล้วให้ไปตั้งชื่อให้ล่ะ ? ”
หลินเจียอินกล่าวว่า “เยี่ยนหงบอกว่าเป็นความต้องการของลุงรอง เขาบอกว่าหวังผิงและเยี่ยนหงสามารถมีอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณ ดังนั้นเขาจึงอยากให้คุณตั้งชื่อลูกคนที่สามของหวังผิงกับเยี่ยนหง”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ก่อนที่ทารกจะคลอดเกือบเดือนเนี่ยนะ ? ทำไมถึงตั้งชื่อไวจัง ? ”
หลินเจียอินกล่าวว่า “แต่ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาสองคนกำลังคิดถึงเลยก็คือลูกคนที่สามของเขา ได้ยินมาว่าหวังผิงทำพจนานุกรมขาดอีกแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋จำได้ว่าตอนที่หลินเจียอินตั้งท้องลูกคนที่สองของเธอ เขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับหวังผิงตอนนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “เขาคงจะตื่นเต้นที่ได้เป็นพ่อคนอีกครั้งละมั้ง”
“เฮ้อ…” เจียงเสี่ยวไป๋พูดแล้วก็ถอนหายใจ “ถ้าเขาเปิดพจนานุกรมดูเองแล้ว จะมาให้ผมตั้งให้อีกทำไม ? ”
นอกจากนี้ เฝิงเยี่ยนหงเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอท้องลูกชายหรือลูกสาว แล้วเขาจะตั้งชื่อได้อย่างไรกัน ?
หลินเจียอินกล่าวว่า “นี่เป็นความต้องการของลุงรอง หวังผิงและเยี่ยนหงทำได้แค่เชื่อฟังไม่ใช่หรือ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “เอาล่ะ ผมเข้าใจแล้ว ว่าแต่ป้ารองบอกให้เราไปกินข้าวเย็นตอนไหน ? ”
หลินเจียอินกล่าวว่า “สุดสัปดาห์นี้เป็นช่วงที่ชานชานกับหวังกังมีวันหยุดพอดี”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “คุณลืมไปแล้วเหรอ ตอนนี้ชานชานเรียนอยู่ที่เจี้ยนหยางนะ ไม่ใช่ชิงโจว”
หลินเจียอินสะดุ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตบไปที่หน้าผากของเธอแล้วพูดด้วยความเขินอาย “โอ้ย ดูความจำของฉันสิ ลืมไปหมดแล้วจริง ๆ ”
เมื่อก่อนเจียงชานก็แค่นานกลับมาที แต่ตอนนี้เธอไปเรียนหนังสือที่เจี้ยนหยางแล้ว เธอยังคงคิดว่าลูกสาวของเธอในตอนนี้ไปอยู่ที่หอพักของโรงเรียน และจำได้ว่าเธอมีวันหยุดประจำเดือนที่จะได้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ช่วงนี้คุณยุ่งมาเยอะแล้ว เพราะงั้นไปบ้านหวังผิงในช่วงสุดสัปดาห์เถอะ จะได้พักผ่อนสักหน่อย”
หลินเจียอินกล่าวว่า “มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ถึงแม้ว่าจะไปที่นั่น มันก็ไม่ได้พักหรอก?”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “งั้นรอแปปหนึ่ง เดี๋ยวผมหาโครงการผ่อนคลายให้คุณ”
หลินเจียอินหัวเราะและพูดว่า “คุณคิดจะทำโครงการอะไรอีก ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างลึกลับและพูดว่า “คุณอย่าเพิ่งถาม เดี๋ยวก็รู้”
หลินเจียอินสนใจมาก เธอพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้คุณทำหลายโครงการมากแล้วนะ และแต่ละโครงการก็ทำเงินได้เยอะแล้ว ยังจะมีโครงการอะไรอีก ? ”
“พูดมาเร็วเข้า ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “หยุดถามผมได้แล้ว ผมจะไม่บอกคุณตอนนี้หรอก ผมจะเซอร์ไพรส์คุณเมื่อถึงเวลา”
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถถามได้ หลินเจียอินก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้และพูดว่า “เอาล่ะ ไปคุยกับนายกเทศมนตรีถัง แล้วบอกฉันด้วยนะ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “งั้นผมกลับก่อนนะ พอดีมีนัดกับเมิ่งเสี่ยวเป่ยต่อ เธอบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่จะคุยกับผม”
หลินเจียอินกล่าวว่า “ฉันไม่รู้ว่าเธอมีธุระอะไรกับคุณ แต่ถ้าเกิดว่ามันสำคัญ คุณก็รีบไปจัดการก่อน ! ”
เมื่อดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสามโมง เขาจึงพูดว่า “ยังมีเวลากว่าจะถึงตอนเย็น เรานัดผู้ว่าว่านช้าหน่อยก็ยังทัน”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดต่ออีกว่า “เดี๋ยวถ้าผมกลับไปแล้ว ผมจะไปคุยกับนายกเทศมนตรีถังให้ แล้วเดี๋ยวให้หลี่ชิงอีมาบอกคุณนะ”
ถึงอย่างไรคนเขาก็นัดมาก่อนล่วงหน้าแล้ว หากจะให้บอกยกเลิกกระทันหันคงเสียมารยาทเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่นัดหมายก็คือว่านเหยียนฟู่ ซึ่งเป็นแขกจากแดนไกลและเป็นผู้ว่าการจากเขตการปกครองที่สำคัญด้วย
หลินเจียอินกล่าวว่า “อืม ได้”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและออกจากห้องทำงานของหลินเจียอินโดยไม่พูดอะไร
เมื่อเขากลับมาที่ห้องทำงาน เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็ได้รออยู่ข้างในอยู่ก่อนแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋จึงยิ้มและพูดว่า “รองประธานเมิ่ง ว่าไง มีเรื่องด่วนอะไรหรือ ? ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “ต่อให้มันจะเป็นเรื่องด่วนขนาดไหน แต่พอมันมาถึงคุณ มันก็ดูไม่เหมือนเรื่องเร่งด่วนไปแล้ว ! ”
ทันทีที่มาถึง เธอก็ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เจียงเสี่ยวไป๋ได้ไปหาหลินเจียอินมา
ทั้งที่เธอฝากฝังกับหลี่ชิงอีอย่างชัดเจนว่าเธอมีธุระสำคัญจะคุยกับเขา แต่ผู้ชายคนนี้กลับไม่ได้ดูสนใจมันมากขนาดนั้น ดูเหมือนโลกทั้งใบของเขาไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องของหลินเจียอินอีกแล้ว
ในฐานะผู้หญิง การมีผู้ชายแบบนี้อยู่เคียงข้างถือเป็นเรื่องที่ดีจริง ๆ
เธอยังหวังว่าชายในอนาคตของเธอจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน ที่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องของผู้หญิงของตัวเองอีกแล้ว
แต่ในฐานะลูกน้อง เธอกลับรู้สึกว่ามันไม่ดีเอาเสียเลย
ไม่ว่าอย่างไร งานก็ต้องมาก่อนเสมอ
แต่ต้องบอกเลยว่าไม่ว่าใครต่างก็มีความเป็นสองมาตรฐานในตัวเองทั้งนั้น และสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต่างอยากได้ทั้งนั้น
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้สนใจคำประชดประชันของเมิ่งเสี่ยวเป่ยเลย แต่เขาพูดด้วยรอยยิ้มแทน “ในเมื่อเป็นเรื่องเร่งด่วน งั้นคุณก็พูดมาสิว่ามันคือเรื่องอะไร ? ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “บริษัทได้ลงทุนอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเมื่อปลายปีไม่ใช่เหรอคะ ? แต่หลังจากที่เราตั้งโรงงานเสื้อผ้าขึ้นมาจริง ๆ เราก็พบว่าเสื้อผ้าของเราล้าหลังเกินไปทั้งในด้านขนาดโรงงาน การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมการตลาด”
จากนั้น เธอก็พูดอย่างเป็นกังวลว่า “ตอนนี้ต้นทุนในการผลิตเสื้อผ้าของพวกเราสูงกว่าโซนเซี่ยงไฮ้แล้ว ฉันคิดว่าการลงทุนกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามากกว่าหลายพันล้านอาจจะขาดทุนได้ค่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋สะดุ้งอยู่ครู่หนึ่ง และอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นในใจ เพราะเอาเข้าจริงธุรกิจนี้ก็เป็นเหมือนธุรกิจที่เขาส่งเสริมขึ้นมาให้มาแย่งสัดส่วนทางการตลาดกับธุรกิจที่เขาแอบทำร่วมกับหลินเจียจวินอย่างลับ ๆ
บอกตามตรงว่าเขามองเห็นถึงสถานการณ์นี้ล่วงหน้าตั้งแต่ที่หลินเจียอินตัดสินใจที่จะลงทุนในโรงงานเสื้อผ้าแล้ว
เพราะถึงอย่างไรโมเดลทางธุรกิจของที่เซี่ยงไฮ้ก็เป็นโมเดลทางธุรกิจที่เขาเขียนขึ้นเองเป็นการส่วนตัว ซึ่งมันคือโมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในโลกอนาคต ในขณะที่โมเดลธุรกิจเสื้อผ้าของเจียงเจียกรุ๊ปยังคงถูกจำกัดอยู่ในยุคสมัยปี 1985
เมื่อนำโมเดลธุรกิจทั้งสองโมเดลนี้มาเทียบกัน จะพบว่าเจียงเจียกรุ๊ปไม่สามารถโจมตีอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของสถาบันจัดการกองทุนเซิ่งซื่อได้เลย
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเมิ่งเสี่ยวเป่ย แล้วถามว่า “ประธานเธอรู้เรื่องนี้หรือยัง ? ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “ประธานอาจจะรู้แค่บางอย่าง แต่เธอไม่น่าจะตระหนักถึงปัญหาร้ายแรงนี้ได้นะคะ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “ฉันเข้าใจแล้ว”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ นี่เขาจะตอบแค่นี้จริงหรือ ?
นี่เป็นถึงการลงทุนเดียวที่เจียงเจียกรุ๊ปอาจจะเผชิญหน้ากับความล้มเหลว อีกทั้งยังไม่ใช่การขาดทุนเพียงแค่หลักล้านหรือหลักสิบล้านเท่านั้น แต่มันคือการลงทุนครั้งใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนนับพันล้านอีกด้วย
แต่เขากลับพูดมาแค่ประโยคเดียวว่า ‘ฉันรู้แล้ว’ อย่างนั้นน่ะหรือ ?