ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1468 เมิ่งเสี่ยวเป่ยกังวล
ตอนที่ 1468 เมิ่งเสี่ยวเป่ยกังวล
“ไม่ใช่สิ ! ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยอดไม่ได้ที่จะกังวลเล็กน้อย และพูดด้วยความประหลาดใจ “บริษัทอาจจะต้องเผชิญกับความสูญเสีย แต่นี่คือปฏิกิริยาของคุณเหรอ ? ”
“แล้วจะให้ตอบอย่างไรล่ะ ? ” เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเธอแล้วถาม
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “อย่างน้อยคุณก็น่าจะเสนอไอเดียอะไรหน่อยสิ!”
เธอคิดว่า ตราบใดที่เจียงเสี่ยวไป๋เสนอไอเดียออกมา สถานการณ์จะต้องเปลี่ยนไปได้อย่างแน่นอน
แต่เธอไม่ได้คาดหวังว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะเฉยเมยขนาดนี้
ดังคำที่ว่า : ฮ่องเต้ไม่รีบ แต่ขันทีกลับรีบร้อน
เมิ่งเสี่ยวเป่ยมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความโกรธ
บางครั้งเธอก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเจียงเสี่ยวไป๋เป็นคนแบบไหนกันแน่
แต่จากที่เธอรู้จักเขามา มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เจียงเสี่ยวไป๋จะดูไม่ออกว่าเจียงเจียกรุ๊ปกำลังจะเผชิญกับความยากลำบาก ถ้าหากว่าลงทุนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แต่เขากลับไม่พูดอะไรเลย
เหมือนกันว่าเขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตัดสินใจในครั้งนี้
นี่เป็นการจ่ายเงินออกไปมากกว่าหลักพันล้านหยวนเลยนะ หรือว่าเขาไม่เสียดายเงินพวกนี้เลย ?
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มกับคำพูดของเมิ่งเสี่ยวเป่ย และกล่าวว่า “รองประธานเมิ่ง มันเป็นเรื่องปกติที่การลงทุนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของกลุ่มต้องเผชิญกับความล้มเหลว หลังจากที่คุณหารือเกี่ยวกับสถานการณ์นี้กับประธานแล้ว คุณก็สามารถทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขและวางแผนได้”
“จะให้ฉันเสนอแนวคิดอะไรออกไปล่ะ ? ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “ถ้าเราสามารถคุยหาทางออกด้วยกันทีหลังได้ ฉันก็คงจะไม่รีบมาหาคุณแบบนี้หรอก ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ถ้างั้นก็รอสักครู่แล้วกัน ฉันขอโทรหานายกเทศมนตรีถังก่อน แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องรายละเอียดกันอีกที”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณก็คุยโทรศัพท์ก่อนเถอะ ! ”
แต่แล้วก็ราวกับว่าเธอจำอะไรบางอย่างได้ เธอยังไม่วายที่จะพูดเน้นย้ำเขาว่า “แต่คุณอย่าไปนัดนายกเทศมนตรีถัง แล้วก็ออกไปไหนกันอีกนะ.…”
เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไขให้ไวที่สุด ไม่เช่นนั้นหากมันยิ่งล่าช้า ก็ยิ่งมีโอกาสสูญเสียเงินมากขึ้น
ไม่ง่ายเลยที่เธอจะเจอเจียงเสี่ยวไป๋ เธอกลัวจริง ๆ ว่าเขาจะหายตัวไปอีก
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันยังไม่ออกไปไหนตอนนี้”
หลังจากพูดอย่างนั้นจบ เขาก็เดินไปหยิบโทรศัพท์ที่โต๊ะขึ้นมาแล้วกดโทรออก
ไม่นาน สายก็ถูกเชื่อมต่อและเสียงของถังจิงเทียนก็ดังขึ้น “นั่นใคร ? ”
“ผมเอง ! เจียงเสี่ยวไป๋ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พูด
ถังจิงเทียนยิ้ม แล้วพูดว่า “นี่ก็ยังไม่ถึงเวลามื้อเย็นเลย ทำไมถึงโทรมาหาฉันไวขนาดนี้ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นายกเทศมนตรีถัง จริงอยู่ที่ผมโทรหาคุณเรื่องนัดทานอาหารเย็น แต่ต้องให้คุณเลี้ยงนะ”
ถังจิงเทียนพูดด้วยความโกรธว่า “ทำไมถึงขี้เหนียวขนาดนี้ ก็แค่มื้อเดียวเอง แถมพ่อตาของคุณเองก็จะไปด้วยเหมือนกัน แล้วคุณก็เป็นคนชวนฉันเองไม่ใช่เหรอ ? ”
อยู่ดี ๆ เขาก็ทำท่าเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดว่า “ไม่น่าใช่นะ คุณคงจะไม่ถึงกับโทรมาหาฉันเพียงเพราะเรื่องทานอาหารแค่นี้หรอก หยุดพูดเรื่องใครจะจ่ายค่าอาหารเถอะ แล้วบอกว่ามีเรื่องอะไร”
“นายกเทศมนตรีถัง คราวนี้คุณเดาผิด ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมโทรหาคุณเพื่อคุยเรื่องอาหารเย็นจริง ๆ ”
ถังจิงเทียนไม่เชื่อและแสร้งทำเป็นไม่พอใจและพูดว่า “ถ้าคุณไม่พูด ฉันจะวางสายแล้วนะ ! ”
“อย่าพึ่ง ๆ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างเร่งรีบ “ฟังสิ่งที่ผมจะพูดก่อน ! ”
“อ่ะ พูดมา ! ” ถังจิงเทียนกล่าว
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผู้ว่าราชการฮุ่ยโจว ว่านเหยียนฟู่และพรรคพวกของเขามาถึงแล้ว มีประมาณสิบกว่าคน”
“อ้อ ? ” ถังจิงเทียนพูดด้วยความประหลาดใจ เขาไม่รู้ว่าว่านเหยียนฟู่คือใคร แล้วพวกเขามาทำไมที่ชิงโจว เขาขมวดคิ้วและถามว่า “คุณมาบอกฉันเรื่องนี้ทำไม ? ”
ถ้าว่านเหยียนฟู่มาทำงานที่นี่ ก่อนที่เขาจะมา จะต้องมีจดหมายจากทางฮุ่ยโจวส่งมาก่อน
ซึ่งจะต้องมีการจัดเลี้ยงต้อนรับด้วย
เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและสถานะของพวกเขา ถ้าว่านเหยียนฟู่มาที่นี่เพื่อทำธุรกิจ เขาก็จะต้องออกไปต้อนรับ
แต่เนื่องจากเทศบาลชิงโจวไม่ได้รับจดหมายอย่างเป็นทางการจากฮุ่ยโจว จึงทำให้การมาเยือนชิงโจวของว่านเหยียนฟู่ในครั้งนี้เป็นเรื่องส่วนตัวล้วน ๆ
อีกทั้งเขาและว่านเหยียนฟู่ไม่รู้จักกัน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้เขาไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของว่านเหยียนฟู่
“มันก็เป็นแบบนี้แหละ ! ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ถังจิงเทียนต้องการจะสื่อ เจียงเสี่ยวไป๋ก็พูดว่า “ผู้ว่าว่านและคนอื่นมาที่ชิงโจวเพื่อมาร่วมมือกับบริษัทของเรา เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์”
ทันใดนั้น ดวงตาของถังจิงเทียนก็เป็นประกายขึ้นมา และเขาก็พูดว่า “ฉันจำได้ว่าลุงใหญ่ของคุณเคยไปที่ฮุ่ยโจวเมื่อไม่นานมานี้”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้ารับ “ใช่!”
ถังจิงเทียนเข้าใจทันทีว่าการมาเยือนชิงโจวของว่านเหยียนฟู่เพื่อร่วมมือกับเจียงเจียกรุ๊ปนั้น เห็นได้ชัดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลหรือคำแนะนำจากหลินต้าจ้าวอย่างแน่นอน
สิ่งนี้แตกต่างออกไป
ถังจิงเทียนกล่าวว่า “ตอนนี้ผู้ว่าว่านมาที่ชิงโจวแล้ว และฉันก็รู้ดีว่าในฐานะเจ้าบ้าน ก็ควรจะต้องเลี้ยงอาหารเขาสักมื้อ”
เขาตอบว่า“อื้ม”แล้วหยุดชั่วคราว ก่อนจะพูดต่อว่า “ถ้าอย่างนั้น คุณก็นัดเลย แล้วบอกว่าเป็นมื้อเย็นส่วนตัว”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “นายกเทศมนตรีถัง งั้นให้คุณเป็นเจ้าภาพ แล้วผมเป็นคนจ่ายเงินแบบนี้ดีไหม ! ”
ถังจิงเทียนหัวเราะเสียงดัง “แน่นอนว่าจะต้องได้อยู่แล้ว! ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว ! ”
“อืม ถ้างั้นเราก็ไปที่ร้านอาหารทะเลชิงเจียงกันเลยดีกว่า ให้แขกที่มาไกลได้รู้ว่าเราในชิงโจวก็สามารถทานอาหารทะเลได้เช่นกัน ฮ่าฮ่า…”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างเมินเฉย “เอาล่ะ งั้นห้าโมงเย็นไปที่ร้านอาหารทะเลชิงเจียงกันเถอะ ผมไปนัดผู้ว่าว่านก่อน”
ถังจิงเทียนกล่าวว่า “ฝั่งของฉันคือพ่อตาของคุณและนายอำเภอหลัว จะมีพวกเราเพียงสามคนเท่านั้น ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ได้ ผู้ว่าว่านน่าจะมีคนมากกว่านี้ ผมจะขอให้หลงหวู่เตรียมห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ไว้ให้”
“คุณจัดการเลย ! ” ถังจิงเทียนพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันจะรับผิดชอบแค่การกินเท่านั้น ! ”
“ได้เลย ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พูด “แค่นี้นะ ผมยังมีงานต้องทำ เจอกันตอนบ่าย”
“เจอกันตอนบ่าย ! ” ถังจิงเทียนยิ้มและวางสายโทรศัพท์
หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋วางสายโทรศัพท์ เขาก็โทรหาหลี่ชิงอีทันที
หลี่ชิงอีจดบันทึกคำพูดของเขาลงในกระดาษ ก่อนที่เธอจะออกจากออฟฟิศไป
เมิ่งเสี่ยวเป่ยเหลือบมองเจียงเสี่ยวไป๋อย่างขุ่นเคือง และพูดว่า “คุณนี้ช่างใจเย็นจริง ๆ ในตอนที่ฉันกำลังเครียดอย่างสุดขีด แต่คุณกลับกำลังไปจัดงานเลี้ยงเนี่ยนะ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “การกินข้าวเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนต้องกินข้าว แม้ว่าฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย แต่เราก็จะต้องกินข้าวก่อน ! ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยเม้มริมฝีปาก “คุณนี่พูดตลกจริง ๆ พูดเหมือนกับว่าคุณไม่ได้กินข้าวมาแล้วหลายวันเลย”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม และพูดว่า “ไม่ใช่หรอก ตอนเที่ยงก็เพิ่งกินมื้อใหญ่ไป หรือคุณจะไปกินมื้อเย็นกับพวกเรา ? ”
“ช่างเถอะ ! ” เมิ่งเสี่ยวเป่ยโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว แล้วพูดว่า “ถ้าฉันไปกินอาหารกับพวกคุณ คงจะกินอาหารได้ไม่กี่คำ น่าจะได้ดื่มแต่เหล้ามากกว่า ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้บังคับตัวเองและพูดว่า “งั้นก็แล้วแต่คุณเลยละกัน ! ”
เขาเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามกับเมิ่งเสี่ยวเป่ย
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “เรากลับมาคุยในเรื่องหลักของเราต่อเถอะ คุณช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องโรงงานผลิตเสื้อผ้าที”
เจียงเสี่ยวไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “พอฉันมาคิด ๆ ดูแล้ว พวกคุณน่าจะหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเองกันก่อนนะ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยพูดด้วยความประหลาดใจ “ทำไมต้องรอให้เราก้าวเข้าสู่กับดักด้วย ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าคุณสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้”
หลังจากพูดจบ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นกังวลเล็กน้อย “เรื่องครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ มันเกินขอบเขตความสามารถของผู้บริหารระดับสูงในกลุ่มบริษัทไปแล้ว หากไม่จัดการอย่างทันท่วงที ผลลัพธ์จะเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้”