ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1470 ฉันมีเรื่องจะถามคุณพอดี
ตอนที่ 1470 ฉันมีเรื่องจะถามคุณพอดี
หลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็ตัดสินใจว่าจะไม่พูดอะไรในตอนนี้
ต่อให้ต้องพูดก็ต้องรอให้กลับไปถึงบ้านก่อนแล้วค่อยพูดคุยกัน ถ้าพูดตอนนี้ หลินเจียอินคงไม่มีอารมณ์กินข้าวอย่างแน่นอน
เขาไม่แน่ใจว่าถ้าหลินเจียอินได้ยินว่าเธออาจจะเสี่ยงต้องสูญเงินหนึ่งพันล้าน เธอจะยังคงสงบสติอารมณ์ได้ไหม
เมื่อเห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋ตกอยู่ในภวังค์ หลินเจียอินก็ถามด้วยความประหลาดใจ “คุณกำลังคิดอะไรอยู่ ? ”
“อ๋อ ไม่มีอะไร ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างรวดเร็ว “ก็มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย เอาล่ะ ไว้กลับบ้านแล้วเราค่อยคุยกัน”
หลินเจียอินอดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “วันนี้คุณแปลกจริง ๆ ก่อนหน้านี้ที่ฉันถามคุณว่าคุณไปทำอะไรที่บริษัทเหลียงหังเซียนเค่อ และคุณบอกว่าเราจะพูดถึงเรื่องนี้หลังจากที่คุณกลับบ้าน ตอนนี้เมื่อฉันถามคุณอีกครั้งว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ คุณก็บอกว่าเราจะพูดถึงเรื่องนี้หลังจากที่คุณกลับบ้าน”
“สรุปแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ? ”
“บอกตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมยังไม่สามารถบอกคุณในตอนนี้ได้ ดังนั้นไว้เราค่อยคุยกันหลังจากที่กลับไปถึงบ้านกันเถอะ ! ”
“อย่างนั้นก็ได้ ! ” หลินเจียอินเหลือบมองเขาและพูดอย่างช่วยไม่ได้ “ใกล้ถึงเวลานัดของฉันกับผู้ว่าว่าน แล้ว เดี๋ยวฉันจะไปรับพวกเขาก่อน แล้วค่อยไปเจอกันที่ร้านอาหารทะเลชิงเจียง”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ผมว่าจะไปที่นั่นเลย นายกเทศมนตรีถัง พ่อของคุณและนายอำเภอหลัวก็กำลังไปที่นั่นด้วยเหมือนกัน
“พ่อของฉันก็ไปด้วยเหรอ ? ” หลินเจียอินถามด้วยความประหลาดใจ เธอไม่เคยได้ยินเจียงเสี่ยวไป๋พูดถึงเรื่องนี้มาก่อน
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “พ่อตาของผมอยู่ที่ชิงโจวทั้งที เวลาไปกินข้าวจะไม่ให้ผมไม่ชวนเขาได้อย่างไร ! ”
หลินเจียอินพูดด้วยความโกรธว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงจะต้องบอกผู้ว่าว่านและคนอื่นด้วย ไม่เช่นนั้นพอเจอหน้ากันแล้วเพิ่งรู้ว่ามีใครมาร่วมกินข้าวด้วย คงจะดูไม่ดีนัก”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ตอนนี้ดูเหมือนว่าคุณจะเริ่มพิถีพิถันมากขึ้นแล้วนะ เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันก็ไปบอกผู้ว่าว่านว่าคุณตั้งใจเชิญพ่อและนายอำเภอหลัวมาร่วมมื้ออาหารกับเขาเป็นพิเศษ”
หลินเจียอินตอบ “ฉันรู้น่า ! ”
หลังจากนั้น เธอก็เดินออกไปคนเดียว
หลังจากที่เธอออกไป เจียงเสี่ยวไป๋ก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ เขาหยิบเอาบุหรี่สองซองออกจากลิ้นชักโต๊ะมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วเดินออกจากออฟฟิศ
ที่ด้านนอกนั้น หลี่ชิงอีและจางเสี่ยวชุ่นต่างก็รู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋มีนัดไปกินข้าวที่ร้านอาหารทะเลชิงเจียง ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ได้ตามไป
จางเสี่ยวชุ่นกล่าวว่า “ผู้ช่วยเจียง หลังจากที่คุณทานอาหารเสร็จแล้ว ผมจะรอที่ประตูร้านอาหารทะเลชิงเจียงนะครับ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “ไม่เป็นไร วันนี้อาจจะต้องใช้เวลานาน”
จางเสี่ยวชุ่นกล่าวว่า “โอเค ผมเข้าใจแล้ว ! ”
จากนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็เดินลงไปจากตึก
หลังออกมาจากอาคารชิงโจว เขาก็เดินผ่านไปทางถนนนักชิม
ในช่วงบ่าย เป็นช่วงเวลาปกติที่ในถนนนักชิมจะมีผู้คนพลุกพล่าน ผู้คนมากมายต่างก็มาจับจ่ายซื้อของ ภายในมีกลิ่นหอมของอาหารหลากหลายชนิดลอยอบอวลไปตามลม
ทั้งที่เจียงเสี่ยวไป๋ยังไม่ทันได้เข้าไปด้านใน เขาก็ได้กลิ่นหอมของอาหารเต็มไปหมดแล้ว
“เจียงเสี่ยวไป๋ ! ”
ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลิน จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
เจียงเสี่ยวไป๋หันไปมองทางต้นเสียง และเห็นชายร่างสูงผอมสวมชุดสูท ผูกเน็คไท และรองเท้าหนังแวววาวชายคนนั้นกำลังเดินมาหาเขาด้วยรอยยิ้ม ขณะที่เขาเดิน เขาพูดว่า “เดี๋ยวนี้ไม่ง่ายเลยที่จะได้เจอคุณนะเนี่ย ไม่คิดเลยว่าจะเจอกันที่ถนนแบบนี้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
คนที่ทักเขาไม่ใช่ใครอื่น นอกจากหลี่กวงหรง
หลี่กวงหรงคนนี้เป็นคนปะยางรถจักรยานคันที่เขา “ยืม” ของจางชุ่ยฮวาในตอนที่เขาเกิดใหม่ครั้งแรก
ต่อมาก็เป็นรถสามล้อพ่วงข้างคันนั้นของเขา ซึ่งเขาไปหาอะไหล่ที่ร้านของหลี่กวงหรงและทั้งสองคนก็ช่วยกันดัดแปลงมันขึ้นมาใหม่
หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมาย เขากับหลี่กวงหรงก็กลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด
ยิ่งในปี 1983 และปี 1984 ทั้งสองได้ติดต่อกันบ่อยขึ้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกันนับตั้งแต่ปี 1985
ในความทรงจำของเจียงเสี่ยวไป๋ หลี่กวงหรงมักจะสวมชุดทหารสีเขียวมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว ในตอนนี้เขาสวมชุดสูทและรองเท้าหนัง ซึ่งดูแล้วมันน่าจะทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
หลังจากมองไปที่หลี่กวงหรง เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยิ้มและพูดว่า “ใช่คุณจริงด้วย ! ”
ในระหว่างการทักทาย หลี่กวงหรงก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับอ้าแขนออกแล้วพูดด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น “ดูสิ ฉันดูเป็นอย่างไรบ้าง ? ”
มุมปากของเจียงเสี่ยวไป๋กระตุกอย่างรุนแรง
เห็นได้ชัดว่าชุดสูท เสื้อเชิ้ต เนคไท และรองเท้าหนังของหลี่กวงหรงนั้นล้วนเป็นสินค้าระดับไฮเอนด์ แต่ดูเหมือนขนาดจะไม่ค่อยพอดีเท่าไหร่ อีกทั้งป้ายยี่ห้อที่ปลายแขนเสื้อก็ยังไม่ได้ถูกแกะออกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่กวงหรงตัวผอมอยู่แล้ว แต่กลับเลือกเนคไทแบบยาวและแคบที่มีลวดลายฉูดฉาด ดูแล้วเหมือนเชือกสีสันสดใสที่ห้อยอยู่รอบคอ
แถมเขาใส่รองเท้าหนังสีดำ แต่กลับจับคู่กับถุงเท้าสีขาว…
ผู้ชายคนนี้สวมสูทไม่เป็นเลย และเหมือนว่าเขาจะไม่มีรสนิยมด้วย !
“อืม ไม่แย่เลย ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวอย่างไม่เต็มใจ
แต่นั่นก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
มันก็เหมือนกับนักกวีที่จะเขียนบทกวีที่พวกเขาพอใจ และพอเขียนเสร็จแล้วก็เอาไปให้เพื่อนดูและถามว่าบทกวีของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง ?
เพื่อนก็มักจะตอบว่า ‘อ๋อ เขียนดีมาก’ เสมอ
หลี่กวงหรงไม่ทันสังเกตถึงนัยยะแอบแฝงในคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋ เขาพูดด้วยความภูมิใจว่า “แน่นอนอยู่แล้ว ! ชุดนี้ทั้งหมดฉันซื้อมาจากเมืองแฟชั่นเลยนะ ! ”
“จะว่าไปเสื้อผ้าในนั้นมีราคาแพงมาก ! ”
“เสื้อผ้าทั้งหมดนี้ของฉันราคาเกือบพันหยวน ! ”
ในปี 1985 รายได้ประจำปีของพนักงานธรรมดาที่อื่นได้น้อยกว่าหนึ่งพันหยวน แต่เสื้อผ้าของหลี่กวงหรงราคามากกว่าหนึ่งพันหยวน ซึ่งมันก็แพงมากจริง ๆ
เจียงเสี่ยวไป๋พูดด้วยรอยยิ้ม “บางคนเขาก็อาจจะไม่รู้ถึงคุณค่าของสิ่งของขนาดนั้น เลยไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงแพง แน่นอนว่าการที่เสื้อผ้ามีราคาแพงก็เพราะว่ามีเหตุผลของมัน”
หลี่กวงหรงพยักหน้าและพูดว่า “ใช่แล้ว ฉันซื้อเสื้อผ้าราคาขนาดนี้ก็เพราะว่ามันมีคุณภาพและดูทันสมัยสำหรับฉันดี”
“อืม เพราะงั้นฉันซื้อมาแล้วก็เลยใส่เลย ! ”
จากนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็สังเกตเห็นว่าหลี่กวงหรงยังคงถือถุงสองใบไว้ในมือของเขา เหมือนเขาจะใส่เสื้อผ้าตัวเก่าเอาไว้
หลี่กวงหรงกล่าวต่อ “อืม เอาจริงเสื้อผ้ามันมีราคาแพงมาก มันทำให้ฉันรู้สึกเศร้าตอนที่ซื้อมัน แต่ก็รู้สึกดีที่ได้สวมใส่มัน ! ”
“คุณรู้สึกดีก็ดีแล้ว ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าว
หลี่กวงหรงหัวเราะ เขาจับมือเจียงเสี่ยวไป๋และพูดอย่างกระตือรือร้น “จะเจอคุณไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าว ! ”
อีกฝ่ายชี้ไปที่ถนนนักชิม “อยากกินอะไรก็ได้นะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋รีบเอามือของตัวเองผละออกมาทันที เขาไม่คุ้นเคยกับการพูดคุยและดึงไม้ดึงมือกันกลางถนนแบบนี้ ยิ่งเป็นผู้ชายตัวโตแบบนี้ยิ่งไม่อยากทำเลย !
มันดูน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากได้ยินแบบนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็มองไปที่หลี่กวงหรงอย่างแปลก ๆ และพูดว่า “คุณรวยแล้วหรือ ? วันนี้ถึงได้ใจกว้างขนาดนี้ ! ”
เขารู้ดีว่าหลี่กวงหรงเขาทำเงินได้มากมายอยู่แล้ว แต่ปกติผู้ชายคนนี้เป็นคนที่ประหยัด
หลี่กวงหรงพูดว่า “ถึงฉันจะรวยขึ้นอีกก็ยังไม่เท่าคุณหรอก นี่ก็เพราะเห็นคุณแล้วรู้สึกดีใจ แค่ไปกินข้าวด้วยกัน ฉันเลี้ยงไหวแน่นอน”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ถ้าคุณจะเลี้ยงอาหาร ฉันก็รู้สึกเป็นเกียรติจริง ๆ ! ”
“เราคนกันเองทั้งนั้น จะมามัวเกรงใจอะไร ! ” หลี่กวงหรงพูดด้วยรอยยิ้ม “อยากกินอะไรล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋จึงต้องพูดว่า “ฉันต้องขอโทษจริง ๆ พอดีตอนบ่ายวันนี้ฉันมีนัดกินข้าวแล้ว ! ”
“แบบนี้นี่เอง ! ” หลังจากได้ยินสิ่งนี้ หลี่กวงหรงก็ไม่สนใจเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันคิดว่าเราจะได้ไปนั่งกินข้าวด้วยกันแล้ว แต่ไม่เป็นไร วันอื่นก็ได้ ! ”
ดูเหมือนว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะจำอะไรบางอย่างได้ เขาพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะเป็นคนเลี้ยงอาหารค่ำคุณเอง ฉันก็มีเรื่องที่จะคุยกับคุณด้วยเหมือนกัน ! ”