ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1490 ยังมีเรื่องอื่น
ตอนที่ 1490 ยังมีเรื่องอื่น
คุยถึงตรงนี้ ทั้งสองคนก็คงพูดคุยกันพอสมควรแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “กลับกันเถอะ ! ”
หลัวฉางเซิงมองนาฬิกาเห็นว่าเวลาเกินแปดโมงแล้ว จึงรีบพูดว่า “ถึงเวลาต้องกลับแล้ว เรายังต้องเข้าเมืองด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า เขาตกลงที่จะให้หลัวฉางเซิงและถานชิงซานคุยเรื่องการลงทุนในวันนี้ และเขาก็ต้องการเข้าเมืองโดยเร็วด้วย
ทั้งสองคนจึงรีบกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว
ในขณะนี้ หลินเจียอินก็กินอาหารเช้าเสร็จแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้พูดอะไรมาก แค่ทักทายเจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ แล้วก็ออกไปกับหลัวฉางเซิงและหลินเจียอินเพื่อเข้าเมือง
เมื่อมาถึงเจียงเจียกรุ๊ปแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋เรียกถานชิงซานเข้ามาแล้วอธิบายคร่าว ๆ เกี่ยวกับทิศทางการลงทุนใหม่ในถู่เฉิง ส่วนที่เหลือก็ให้ถานชิงซานและหลัวฉางเซิงไปคุยกันเอง
หลังจากที่ทั้งสองคนออกไปแล้ว เขาก็ไปที่สำนักงานของหลินเจียอิน
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในรถ เขารู้สึกว่าภรรยาของเขามีอะไรอยากจะบอก แต่คาดว่าเพราะมีหลัวฉางเซิงอยู่ด้วย เธอเลยไม่ได้พูดอะไร
ตอนนี้มีเวลาว่างแล้ว เขาก็รีบวิ่งไปอย่างมีความสุข
“จัดการเรื่องของนายอำเภอหลัวเรียบร้อยแล้วหรือยัง ? ”
หลินเจียอินเห็นเขาเดินเข้าไป ก็ถามออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
“อืม ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว ! ”
พูดจบแล้ว เขาถึงได้ถามว่า “เมียจ๋า คุณมีอะไรอยากจะคุยกับผมไหม ? ”
หลินเจียอินเหลือบมองเขา แล้วพูดว่า “เมื่อเช้าฉันเห็นพ่อดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความสุข หลังกินข้าวเช้าเสร็จ ฉันก็เลยแอบถามแม่ แต่แม่บอกว่าไม่มีอะไร”
“ฉันรู้สึกแปลกใจเลยอยากถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ? ”
อ่า ?
เจียงเสี่ยวไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะเมื่อเช้าเขาไม่ได้สังเกตอารมณ์ของเจียงไห่หยาง คิดไปคิดมาก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่อาจทำให้พ่อไม่พอใจ !
ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “แม่บอกว่าไม่มีอะไร ก็คิดว่าน่าจะไม่มีอะไรจริง ๆ ”
“เมียจ๋า คุณอย่าคิดมากเลย ! ”
หลินเจียอินได้ยินเขาพูดอย่างนั้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก จึงพูดว่า “ฉันนึกว่าคุณทำอะไรผิดจนทำให้พ่อไม่พอใจซะอีก ! ”
“ผมไม่ได้…” เจียงเสี่ยวไป๋กำลังจะพูดว่าไม่ได้ทำอะไร แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงตอนที่เขากับหลัวฉางเซิงคุยธุระอยู่ริมแม่น้ำ แล้วพ่อมาหาแล้วเรียกให้พวกเขาไปกินอาหารเช้า
เขาเพิ่งจะเข้าใจ แล้วลูบจมูกตัวเอง ก่อนจะพูดว่า “อ๋อ ผมเข้าใจแล้ว คงจะเป็นเพราะผมทำให้เขาไม่พอใจจริง ๆ ! ”
คราวนี้ถึงตาของหลินเจียอินที่รู้สึกแปลกใจ เธอถามว่า “คุณทำอะไรถึงทำให้เขาไม่พอใจได้ล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋อธิบายข้อสันนิษฐานของตัวเองให้ฟังอย่างง่าย ๆ
หลินเจียอินฟังจบแล้วก็พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “แค่คุณไปกินอาหารเช้าที่บ้านของหูฉางจวินแล้วไม่ได้กลับมาบอกพ่อแค่นี้เอง เขาจะโกรธได้อย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มเจื่อน แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้พ่อกับแม่ก็ไม่ค่อยมีอะไรทำ สิ่งที่ทำให้พวกท่านไม่สบายใจได้ก็มีแค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้แหละ”
เขาถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ต้องโทษผมนี่แหละ ตอนเช้าผมคุยกับนายอำเภอหลัวเพลินไปหน่อย ลืมบอกพ่อบ้านเฉียวว่ากลับมาแล้ว ทำให้พ่อกับแม่ต้องรอนาน”
หลินเจียอินจึงปลอบใจว่า “แค่เรื่องเล็กน้อยเอง คิดว่าเดี๋ยวพ่อก็หายโกรธ หลังจากไปเล่นไพ่กับลุงใหญ่และอาสามก็น่าจะดีขึ้น”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า แล้วพูดว่า “ผมก็แค่กลับไปขอโทษท่านตอนเย็นก็พอแล้ว”
การขอโทษและยอมรับความผิดกับพ่อแม่ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายอะไร เจียงเสี่ยวไป๋เองก็ไม่ได้รู้สึกแย่หรือสนใจเรื่องนี้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น แต่เดิมก็เป็นความผิดเพราะเขาจัดการได้ไม่ดี
จึงไม่มีข้อแก้ตัวอะไรอีกแล้ว
เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ในโลกนี้มักจะเพิกเฉยต่อการสื่อสารประเภทนี้กับคนในครอบครัว เมื่อเกิดความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกคนก็ยืนยันว่าตนถูกต้อง และไม่มีใครเต็มใจที่จะก้มหัวและยอมรับความผิดพลาดของตนก่อน ผลที่ตามมาคือต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกไม่สบายใจ
คิดแล้วมันก็น่าเบื่อจริง ๆ
แต่เรื่องแบบนี้กลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในครอบครัว
หลินเจียอินพยักหน้า ตอนแรกคิดว่าจะมีเรื่องใหญ่ แต่แท้จริงแค่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้เอง เธอก็เลยไม่ได้สนใจมากนัก
หลินเจียอินเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ยังไม่ยอมไป เธอจึงมองเขาแวบหนึ่งแล้วถามว่า “คุณยังมีอะไรอีกหรือ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดด้วยท่าทางขบขันว่า “ทำไมล่ะ ถ้าไม่มีเรื่องอะไร ก็ไม่สามารถอยู่กับคุณได้นานกว่านี้เหรอ ? ”
หลินเจียอินเบะปาก แล้วพูดว่า “คิดว่าทุกคนจะว่างเหมือนคุณเหรอ ? คุณไปเถอะ ฉันจะได้ทำงานของฉันต่อ”
ยังมีงานกองโตรอให้เธอจัดการ
ถ้าเจียงเสี่ยวไป๋อยู่ที่นี่ เธอก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างสบายใจ
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่คิดที่จะไป เพราะนอกจากเขาจะมีข้อสงสัยที่อยากถามหลินเจียอินแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องพูดกับเธอด้วย
เขายิ้มแล้วก็พูดว่า “เอาเถอะ ในเมื่อคุณบอกว่าผมว่างแล้ว งั้นผมนั่งต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกัน”
หลินเจียอินขมวดคิ้วเล็กน้อย ถึงแม้เจียงเสี่ยวไป๋จะชอบแหย่เธออยู่บ่อย ๆ แต่เวลาเธอมีงาน เขาก็มักจะรู้จักหยุด วันนี้เขากลับไม่ยอมไป ทำให้เธอคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงถามว่า “คุณมีเรื่องจะคุยจริง ๆ ใช่ไหม ? ”
“เรื่องอะไรเหรอ ? ”
“พูดมาเร็ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มออกมา ไม่คิดว่าภรรยาของเขาจะฉลาดขนาดนี้ สามารถรู้ว่าเขามีเรื่องจะพูด แสดงว่าเธอพัฒนาขึ้นแล้วนะ !
“อืม ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า แล้วพูดช้า ๆ ว่า “ที่จริงแล้วผมมีเรื่องที่ต้องปรึกษากับคุณสักหน่อย”
ปรึกษาเหรอ ?
หลินเจียอินมองเจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความประหลาดใจ ในใจของเธอรู้สึกว่าเรื่องที่เขาจะพูดไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเขาพูดคำว่า ‘ปรึกษา’ ด้วยท่าทางที่จริงจังขนาดนี้
เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่รออย่างเงียบ ๆ
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้พูดทันที แต่หันไปมองที่นอกหน้าต่าง จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันค่อนข้างยากที่จะพูดออกไป แต่เมื่อวานเขาสัญญากับเมิ่งเสี่ยวเป่ยไว้แล้ว ถ้าไม่พูดก็ไม่ได้
ผ่านไปสักครู่ เขาถึงได้พูดออกมาอย่างช้า ๆ ว่า “เรื่องเกี่ยวกับโรงงานเสื้อผ้าน่ะ”
หลินเจียอินฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว “ฉันรู้ว่าโรงงานเสื้อผ้าที่เราลงทุนตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดี ว่าแต่ทำไมหรือ ? คุณได้ยินอะไรมาหรือเปล่า ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “ตอนนี้โรงงานเสื้อผ้ามีการขาดทุนค่อนข้างหนัก ถ้าไม่ลงทุนต่อไป น่าจะยากที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้”
หลินเจียอินพูดว่า “ตอนแรกโรงงานเสื้อผ้าวางแผนที่จะลงทุนสามพันล้าน แต่หลังจากนั้นก็มีการเพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้รวมการลงทุนทั้งหมดเป็นหมื่นล้านแล้ว แต่ยังไม่เห็นผลลัพธ์อะไรที่ชัดเจน”
พูดจบแล้ว เธอก็เริ่มวิเคราะห์ต่อ “มีบริษัทหนึ่งชื่อว่าสถาบันจัดการกองทุนเซิ่งซื่อ พวกเขาร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าที่ชื่อว่า ‘หยิ่นหลิง’ ในการสร้างโรงงานเสื้อผ้ามากกว่าร้อยแห่งในสามมณฑลชายฝั่งทางตะวันออก พวกเขามีวิธีการบริหารแบรนด์เสื้อผ้าที่ยอดเยี่ยม คล้ายกับโมเดลร้านสะดวกซื้อของเรา แต่พวกเขาทำในระดับที่สูงกว่า คือการเปิดร้านแบรนด์เฉพาะในทุกเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และการออกแบบของพวกเขาก็ทันสมัยมาก…”
“สองบริษัทนี้ร่วมมือกันและได้หยั่งรากลึกลงในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าอย่างมาก เสื้อผ้าที่เราผลิตออกมานั้นไม่สามารถแข่งขันกับพวกเขาได้เลย”
หลินเจียอินในฐานะประธานของเจียงเจียกรุ๊ป แม้จะไม่ได้ดูแลการดำเนินงานของโรงงานเสื้อผ้าโดยตรง แต่เธอก็ยังมีความเข้าใจในข้อมูลของอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำ และรู้ถึงสถานการณ์ของคู่แข่ง
ก่อนหน้านี้ เธอก็เคยคิดหาวิธีหลายอย่าง แต่เธอกลับไม่สามารถเข้าใจกลยุทธ์ของคู่แข่งได้เลย ทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบมาตลอด
เจียงเสี่ยวไป๋เห็นว่าเธอทราบเรื่องราวแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เขาพูดว่า “แล้วคุณมีวิธีแก้ปัญหาไหม ? ถ้ายังไม่แก้ไข ตอนนี้คงต้องเพิ่มการลงทุนอีก ไม่อย่างนั้นเงินทุนที่มีอยู่คงไม่พอแล้ว”