ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1492 เริ่มถามคำถาม
ตอนที่ 1492 เริ่มถามคำถาม
และสิ่งนี้มันก็ทำให้เมิ่งเสี่ยวเป่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่หลังจากคิดถึงเรื่องนี้ เธอก็ตระหนักได้ว่ามันเป็นเรื่องปกติ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมิ่งเสี่ยวเป่ยได้ทำงานคลุกคลีกับเจียงเสี่ยวไป๋มาโดยตลอด เธอจึงรู้จักเจียงเสี่ยวไป๋เป็นอย่างดี
เธอรู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงจัดการมันด้วยวิธีนี้ นั่นก็เพราะเขาต้องการให้บริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริง และสิ่งที่บริษัทต้องการในตอนนี้ก็คือทีมบริหารที่แข็งแกร่ง แทนที่จะต้องพึ่งพาเขาในทุกสิ่ง
เขาสามารถเป็นกระดูกสันหลังของบริษัทได้ แต่เขาก็ไม่สามารถพิชิตโลกได้ด้วยตัวคนเดียว
ในคำพูดของเขา กิจการมีอายุนับศตวรรษ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถถือหางเสือได้นับศตวรรษไปตามกิจการ
หากไม่มีคำพูดของหลินเจียอิน เธอก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าทั้งเจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียอินไม่มีความตั้งใจที่จะละทิ้งโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้านี้ไป
ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปก็ควรจะเป็นการระดมความคิด
ไม่อย่างนั้น หลินเจียอินคงไม่กล่าวถึงการประชุมตัวแทนจำหน่ายประจำปีและการประชุมส่งเสริมการลงทุนที่เคยจัดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้หรอก
“ประธาน คุณวางแผนจะจัดการประชุมอย่างนั้นเหรอคะ”
หลังจากที่คิดเช่นนี้ เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็ถามออกมาตามตรงทันที
หลินเจียอินไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเมิ่งเสี่ยวเป่ยถึงสามารถทำงานให้กับเจียงเสี่ยวไป๋ได้ หลังจากที่ทั้งสองทำงานด้วยกันมาหลายปี มันก็ทำให้เมิ่งเสี่ยวเป่ยกลายเป็นคนที่เข้าใจอะไรได้ในทันทีโดยที่ไม่ต้องพูดให้มากความ
หลินเจียอินกล่าวว่า “ใช่ และหลังจากนี้ฉันจะต้องไปพบกับผู้ว่าว่าน เพราะมีบางอย่างที่ฉันจะต้องไปหารือกับเขาโดยตรง”
แต่แล้วเธอก็กล่าวต่อว่า “ฉันจะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าจะไปถึงที่นั่น ระหว่างนี้คุณก็ไปกินข้าวให้เรียบร้อยและนัดผู้บริหารระดับสูงของบริษัทให้มารวมตัวกัน พอฉันกลับมา เราจะประชุมเรื่องนี้ทันที ! ”
“ได้ค่ะ ! ” เมิ่งเสี่ยวเป่ยตอบตกลง “ช่วงนี้ทุกคนต่างก็มีงานยุ่ง ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องบอกพวกเขาล่วงหน้าเพื่อที่จะได้เตรียมตัว สำหรับการประชุม”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็ถามว่า “การประชุมคาดว่าจะใช้เวลานานเท่าไรคะ ฉันจะได้แจ้งให้ทุกคนทราบ”
หลินเจียอินกล่าวว่า “การประชุมครั้งแรกไม่ควรใช้เวลานาน หนึ่งชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว”
แน่นอนว่าเรื่องสำคัญและยากลำบากนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ในการประชุมเพียงครั้งเดียวอย่างแน่นอน หลินเจียอินจึงได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว
เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็รู้เช่นกัน เธอจึงกล่าวว่า “ตอนไปแจ้งให้พวกเขาทราบ ฉันจะเปิดเผยหัวข้อการประชุมให้พวกเขาทราบล่วงหน้า เพื่อให้พวกเขาคิดข้อเสนอแนะมาล่วงหน้าได้”
“ไม่มีปัญหา ! ” หลินเจียหยินเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้นะคะ ! ” เมิ่งเสี่ยวเป่ยพูด “ฉันขอตัวไปจัดการก่อน ! ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็กำลังจะหันหลังกลับและเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน ! ” หลินเจียหยินหยุดเธอเอาไว้
เมิ่งเสี่ยวเป่ยหยุดฝีเท้า และหันมาถามว่า “ประธาน คุณมีอะไรจะกำชับอีกหรือเปล่าคะ ? ”
หลินเจียอินพูดอย่างสุภาพ “รองประธานเมิ่ง ฉันยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องการจะหารือกับคุณ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยพูดอย่างรวดเร็วว่า “ประธาน ถ้าคุณมีอะไรให้ฉันจัดการ คุณก็บอกฉันมาได้เลยค่ะ”
หลินเจียอินโบกมือปฏิเสธ “ไม่ใช่เรื่องอื่นหรอก มันเกี่ยวกับโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้านี่แหละ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ เธอถามออกมาอย่างไม่มั่นใจว่า “ประธาน คุณหมายถึงอะไรเหรอคะ…”
หลินเจียอินพูดออกมาตามตรงว่า “ตอนนี้สถานการณ์ในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าลำบากมาก ฉันไม่คิดว่ามันสามารถแก้ไขได้ด้วยการรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพียงอย่างเดียว”
เธอเหลือบมองเมิ่งเสี่ยวเป่ย แล้วพูดว่า “ดังนั้น ฉันจึงต้องการขยายขอบเขตและจัดกิจกรรมการรวบรวมวิธีแก้ปัญหาจากทั่วทั้งบริษัท เพื่อให้ทุกคนในบริษัทสามารถแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของตนเองออกมาได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตำแหน่งหรือสถานะของพวกเขา”
“หลังจากแผนหรือแนวคิดนั้นถูกนำไปใช้แล้ว หากได้ผล เราก็สามารถให้รางวัลแก่คนคนนั้นได้ ! ”
หลังจากพูดจบ เธอก็ถามว่า “รองประธานเมิ่ง คุณคิดว่ามันพอจะเป็นไปได้ไหม ? ”
หลินเจียอินไม่ได้บอกเมิ่งเสี่ยวเป่ยว่านี่คือความคิดที่เจียงเสี่ยวไป๋ได้เสนอออกมา
เมิ่งเสี่ยวเป่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากได้ยินแนวคิดนี้ และพูดด้วยความกังวลว่า “ประธาน โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ากำลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก นอกจากผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงของบริษัทแล้ว คนอื่นก็ไม่รู้สถานการณ์ของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ามาก่อนเลย แล้วแบบนี้พนักงานคนอื่นจะมีแนวคิดแก้ไขปัญหาได้อย่างไรล่ะคะ ? ”
“แต่หากว่าเรื่องนี้มีการแจ้งให้ทุกคนทั้งบริษัทได้ทราบกันอย่างทั่วถึง ฉันก็กังวลเกี่ยวกับความไม่มั่นคงที่จะเกิดขึ้นในใจของประชาชน”
เธอเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานของบริษัท ดังนั้นสิ่งที่เธอใส่ใจมากที่สุดก็คือความมั่นคงในใจของประชาชน
และการที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจะทราบสถานการณ์ในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า เธอก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ต้องรู้ แต่ท้ายที่สุดทุกคนก็มีจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ จึงไม่มีทางที่จะแพร่พรายเรื่องนี้ออกไปอย่างแน่นอน
แต่ถ้าทุกคนในบริษัทรู้ แน่นอนว่าเรื่องนี้จะต้องรู้ถึงหูคนนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในป่ามีนกทุกชนิด ไม่มีทางกันไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป และไม่นานทั่วทั้งชิงโจวก็อาจจะรู้กันอย่างทั่วถึง
เมื่อถึงเวลานั้น ข่าวลือก็จะแพร่สะพัดไปทั่ว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ามากยิ่งขึ้น
หลินเจียอินฟังและพูดออกมาว่า “รองประธานเมิ่ง ฉันก็เคยมีความกังวลในเรื่องนี้มาก่อนเหมือนกัน แต่กระดาษไม่สามารถปิดไฟได้ ไม่ช้าก็เร็ว ข่าวการขาดทุนครั้งใหญ่ของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าก็จะต้องแพร่กระจายออกไปอยู่ดี แทนที่จะนิ่งเฉย มันจะดีกว่าถ้าเราเริ่มลงมือในขณะนี้ สถานการณ์จะได้ดีขึ้นเร็วกว่าเดิม
“ยิ่งไปกว่านั้น เรายังต้องการระดมความคิดจากคนทั้งบริษัท ซึ่งสามารถแสดงทัศนคติของบริษัทออกมาและทำให้พนักงานทุกคนทราบว่าบริษัทของเราไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้กับปัญหาการขาดทุนของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า และยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะพลิกสถานการณ์…”
หลังจากการวิเคราะห์อย่างละเอียด เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็ต้องยอมรับว่าเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแล้ว ข้อเสนอของหลินเจียอินถือว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้มากที่สุด
ท้ายที่สุดแล้ว เจียงเจียกรุ๊ปก็มีพนักงานนับหมื่นคน และอาจมีคนที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาอยู่ด้วย และนี่ยังถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้ค้นหาคนที่มีพรสวรรค์ได้เช่นกัน
แม้ว่าวิธีนี้จะทีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ก็ไม่เสียหายที่จะลองดูมันสักครั้ง
เมิ่งเสี่ยวเป่ยรีบตัดสินใจ และพูดว่า “ฉันเข้าใจสิ่งที่ประธานต้องการจะสื่อแล้วค่ะ ไว้ฉันจะไปวางแผนเพื่อดูว่าจะให้ของรางวัลตอบแทนด้วยวิธีใดได้บ้าง แล้วร่างแผนออกมา จากนั้นก็จะเอาแผนมาให้ประธานทบทวนดูอีกทีนะคะ”
หลินเจียอินพยักหน้า และกล่าวว่า “ในเมื่อคุณคิดว่ามันใช้ได้ งั้นก็ดำเนินการตามนี้ได้เลย ลำบากคุณแล้วนะ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยยิ้มรับและพูดว่า “นี่คืองานของฉันค่ะ มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไรเลย”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็บอกลาและเดินออกจากห้องไปทันที
หลังจากที่เมิ่งเสี่ยวเป่ยออกไป หลินเจียอินก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
แม้ว่าเธอจะให้เมิ่งเสี่ยวเป่ยจัดการเรื่องนี้ แต่เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดทุนนี้ได้หรือไม่
แต่เมื่อเธอรู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋ยังคงคอยหนุนหลังเธออยู่ มันก็ทำให้เธอสงบสติอารมณ์ลงอย่างมาก
เธอรู้ดีว่าเหตุผลที่เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ยอมออกมาช่วยแก้ปัญหาในครั้งนี้ ก็เพราะว่าเขาต้องการทำให้เจียงเจียกรุ๊ปแข็งแกร่งขึ้น โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเขาในทุกเรื่อง
“ฉันจะพยายามไม่ทำให้คุณผิดหวัง ! ” หลินเจียหยินกัดฟันและพูดพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าของเธอดูมั่นคงมากยิ่งขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและโทรไปหาว่านเหยียนฟู่ทันที…
อีกด้านหนึ่ง เจียงเสี่ยวไป๋ที่กลับมาถึงออฟฟิศก็ได้นั่งลงสูบบุหรี่บนเก้าอี้ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา แล้วกดโทรออก
การโอนสายระยะไกลทำให้เขาต้องรอนานอีกแล้ว..
ไม่กี่นาทีต่อมา สายก็เชื่อมต่อ และเสียงของหลินเจียจวินก็ดังมาจากปลายสายทันที “ไม่ทราบว่าใครโทรมา ? ”
“ผมเอง ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ตอบ
“เป็นนายนี่เอง ! ” หลินเจียจวินพูดด้วยรอยยิ้ม “นายต้องการให้ฉันไปทำธุระอะไรให้ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดด้วยรอยยิ้ม “ผมไม่ได้จะให้พี่ไปทำธุระอะไรให้ ก็แค่จะโทรมาคุยด้วยเฉย ๆ ”
“คราวนี้มาแปลกนะ ! เอาล่ะ นายสามารถถามฉันได้ทุกอย่างที่นายต้องการได้เลย ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ขอข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าให้ผมหน่อย ผมอยากรู้สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่เราทำ”