ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1494 การอภิปรายอันร้อนแรง
ตอนที่ 1494 การอภิปรายอันร้อนแรง
เมื่อการประชุมหารือวิธีแก้ไขปัญหาสถานการณ์โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าครั้งแรกของผู้บริหารระดับสูงของเจียงเจียกรุ๊ปได้สิ้นสุดลง ข่าวเกี่ยวกับการค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าจากพนักงานทุกคนทั่วทั้งบริษัทก็ได้แพร่กระจายไปทั่วบริษัทเช่นกัน
“อะไรนะ ? เจียงเจียกรุ๊ปของเรายังมีโรงงานที่ขาดทุนอยู่อีกเหรอ ? ”
“เป็นไปไม่ได้ ! ”
“ใช่แล้ว โรงงานของบริษัทเราจะขาดทุนได้อย่างไร ? ”
“โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขาดทุนไปแล้วถึงหนึ่งพันล้านหยวน เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ! ”
“เจียงเจียกรุ๊ปจะขาดทุนได้อย่างไร ! ”
“ใช่ โครงการของเจียงเจียกรุ๊ปของเรามีแต่ทำกำไรได้มาโดยตลอด”
“อย่างไรก็ตาม ฉันไม่เชื่อว่าบริษัทของเราจะยังมีโรงงานที่ขาดทุนอยู่ ! ”
“ฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ! ”
“ฉันก็ไม่เชื่อ ! ”
“ผู้ช่วยเจียงนั้นฉลาดและบริหารงานเก่ง เขาจะทำให้โครงการของบริษัทขาดทุนได้อย่างไร ! ”
“ใช่ ฉันถามเพื่อนที่ทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า เขาบอกว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ากำลังขาดทุนอยู่”
“ฉันว่าคนที่แพร่ข่าวออกมาจะต้องพูดโกหกแน่ ๆ ”
ในตอนแรกไม่มีใครเชื่อว่าเจียงเจียกรุ๊ปจะมีโรงงานที่ขาดทุนอยู่จริง ๆ และมีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อว่าบริษัทจะมีโครงการที่ขาดทุนจริง ๆ แต่พวกคุณเห็นไหมว่านี่เป็นประกาศอย่างเป็นทางการที่ออกโดยสำนักงานของบริษัท เพื่อขอแนวทางแก้ไขปัญหาจากพนักงานทุกคน แล้วมันจะเป็นข่าวปลอมได้อย่างไร ? ”
“ใช่ นี่คือประกาศที่ออกโดยสำนักงานทั่วไปของบริษัทและยังมีตราประทับอยู่ด้วย มันจะปลอมได้อย่างไร ? ”
“ใครจะกล้าปล่อยข่าวลือเรื่องใหญ่ขนาดนี้กัน”
“ฉันได้ยินมาจากผู้บริหารระดับกลางว่าประธานถึงกับจัดประชุมผู้บริหารระดับสูงของบริษัทด้วย ฉันเกรงว่าสิ่งที่บอกมาในประกาศนี้จะเป็นเรื่องจริง ! ”
“แล้วโรงงานเสื้อผ้าของบริษัทกำลังเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่จริง ๆ เหรอ ? ”
“ฉันได้ยินมาว่าทันทีที่ผู้จัดการเย่ออกมาจากห้องประชุม เขาก็เรียกประชุมแผนกของตนเองทันที”
“ใช่ รองประธานอันเองก็โทรเรียกฝ่ายขายมาประชุมทันที หลังจากที่เขากลับมาจากการประชุม ! ”
“ฉันได้ยินมาว่ารองประธานเฉินและรองประธานเจียงก็ได้ไปพูดคุยกันที่ห้องส่วนตัวด้วย…”
……
ข่าวนี้ได้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกคนมั่นใจแล้วว่าประกาศที่ออกโดยสำนักงานใหญ่ของบริษัทนั้นเป็นเรื่องจริง และโรงงานเสื้อผ้าของบริษัทก็ประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่จริง ๆ
นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยังไม่สามารถคิดวิธีแก้ปัญหาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องดำเนินการขั้นตอนนี้โดยการระดมความคิดของคนทั้งบริษัท
เมื่อเผชิญกับข่าวนี้ พนักงานของบริษัทก็เริ่มพูดไปต่าง ๆ นานา
“เราซึ่งเป็นเหมือนกุ้งตัวน้อยในทะเลจะสามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ขนาดผู้บริหารระดับสูงก็ยังคิดหาทางแก้ปัญหาไม่ได้เลย”
“ถูกต้อง แม้แต่รองประธานอันและคนอื่นยังคิดไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเราเลย ! ”
“ผู้จัดการเย่เองก็เก่งมาก ? และเป็นคนที่คิดนอกกรอบที่สุดในบริษัทของเรา จนมีหน้าที่รับผิดชอบในการวางแผนงานทั้งหมด แต่เขาก็ยังคิดหาทางแก้ปัญหาไม่ออก”
“ไม่ ไม่ ไม่ ผู้มีอำนาจที่สุดในบริษัทของเราคือผู้ช่วยเจียง เป็นไปได้ไหมที่แม้แต่ผู้ช่วยเจียงก็ไม่สามารถแก้ไขวิกฤติของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในครั้งนี้ได้ ? ”
“คุณไม่รู้ แต่ฉันได้ยินมาว่าผู้ช่วยเจียงได้พูดก่อนหน้านี้ว่าเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า และต้องการให้ประธานและคนอื่นแก้ปัญหาด้วยตนเอง”
“ไม่น่าแปลกใจเลย เพราะหากผู้ช่วยเจียงลงมือแล้ว ปัญหาในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าก็จะได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน”
“บริษัทนี้เป็นของผู้ช่วยเจียง แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะไม่สนใจโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า แต่เมื่อกิจการของบริษัทมีปัญหาและกำลังเผชิญหน้ากับการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ทำไมผู้ช่วยเจียงถึงยังไม่คิดจะดำเนินการอะไรอีก ? ”
“ผู้ช่วยเจียงก็คงจะมีความคิดของเขาเอง ! ”
“คุณไม่มีทางเข้าใจความคิดของของผู้บริหารระดับสูงหรอก และก็ไม่ต้องไปพยายามเพื่อคาดเดาอะไรด้วย หากคุณมีเวลามากพอ คุณควรเอาเวลานั้นมาคิดหาวิธีแก้ปัญหาของเรื่องนี้จะดีกว่า”
“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เห็นไหม หากว่าวิธีการของใครถูกนำมาใช้ คนนั้นก็จะได้รางวัลตอบแทนมากมาย”
“ยิ่งรางวัลมากเท่าไร มันก็หมายถึงยิ่งยากเท่านั้นเหมือนกัน คุณคิดว่าคุณทำได้หรือไง ? ”
“ฉันทำไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้สักหน่อย ! ”
“ถูกต้อง ในบริษัทของเรามีคนนับหมื่น และอาจมีอัจฉริยะหรือคนที่มีพรสวรรค์ซ่อนอยู่ในหมู่พวกเราก็เป็นได้”
“ฉันเดาว่าประธานก็พิจารณาเรื่องนี้เช่นกัน จึงได้ออกประกาศนี้มา แม้ว่าฉันจะทำไม่ได้ แต่ฉันก็ยังหวังอย่างยิ่งว่าจะมีคนที่สามารถแก้ไขปัญหาของเรื่องนี้ได้”
“เราอยู่บริษัทเดียวกัน เมื่อบริษัทดีขึ้น คุณภาพชีวิตของพวกเราก็จะดีขึ้นไปด้วย ! ”
“มาคิดวิธีการแก้ปัญหากันดีว่า ถ้าบริษัทคิดได้แต่แรก พวกเขาคงไม่ออกประกาศนี้ขึ้นมา ! ”
“ใช่ ฉันอาจเป็นคนที่โชคดีคนนั้นก็ได้ ! ”
“…..”
การอภิปรายต่าง ๆ ไม่ได้หยุดลง ขณะนี้ปัญหาของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าได้กลายเป็นประเด็นร้อนในบริษัท จนเรื่องนี้ได้กลายมาเป็นหัวข้อสนทนาหลักไปแล้ว
หลายคนก็มีไอเดียมากมาย ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ก็ตาม แต่พวกเขาก็ได้ส่งความคิดของตนเองลงในกล่องจดหมายและหวังว่าตนเองจะกลายเป็นผู้โชคดีคนนั้น
ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้ก็จะถูกส่งไปยังฝ่ายบริหารทุกวัน จำนวนเกือบพันกว่ารายการ
บางบทความก็มีเนื้อหาที่ครอบคลุมและยาวหลายหน้า ในขณะที่บางบทความก็มีเพียงคำไม่กี่คำ
แต่ฝ่ายธุรการก็ไม่กล้าประมาท ไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นเช่นไร พวกเขาก็อ่านทุกคำและคัดแยกเพื่อส่งไปให้เมิ่งเสี่ยวเป่ยต่อไป
ซึ่งตอนนี้ หัวของเมิ่งเสี่ยวเป่ยก็เต็มไปด้วยความสับสนหลังจากอ่านข้อความเหล่านี้ตลอดช่วงสองวันที่ผ่านมา
และบางบทความนั้นก็มีเนื้อหาที่ซ้ำกันจำนวนมาก
แน่นอนว่าเจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ในช่วงสองวันที่ผ่านมา บางครั้งเมื่อเขาเข้าไปที่บริษัท และได้ยินพนักงานบางคนพูดคุยกัน เขาก็ยิ้มและไม่ได้ให้ความสนใจอะไร
ในวันที่สาม เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้ไปรับหลินเจียจวินที่สนามบินตามที่พวกเขาได้นัดกันไว้
ในครั้งนี้ หลินเจียจวินมาคนเดียว พร้อมกับถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ดูหนักมาก
“พี่เจียตงไม่ได้มาด้วยเหรอครับ ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ถามขึ้นมาทันทีเมื่อเขาเห็นว่าหลินเจียจวินลงเครื่องมาเพียงคนเดียว
หลินเจียจวินจึงกล่าวว่า “พี่เจียตงงานยุ่งอยู่นิดหน่อย เขาน่าจะตามมาวันพรุ่งนี้”
เขาชี้ไปที่กระเป๋าเดินทาง แล้วพูดว่า “ฉันว่าสิ่งที่นายควรจะให้ความสนใจคืออันนี้มากกว่า มันหนักมาก เร็วเข้า ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “พี่เจียตงจะมาวันพรุ่งนี้ ดังนั้นวันนี้ผมจึงให้เวลากับพี่ได้เต็มที่”
หลินเจียจวินรีบพูดว่า “เรื่องวิ่งเต้นฝากให้ฉันจัดการได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะมาคุยแผนงานอะไรกับฉันล่ะก็ อย่าเลยน่า ในเจียงเจียกรุ๊ปก็มีนายอยู่แล้ว ฉันขี้เกียจปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ ! ”
เขาเคยพยายามที่จะคิดแบบเดียวกับเจียงเสี่ยวไป๋ แต่ทุกครั้งที่ลองทำกลับไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนเจียงเสี่ยวไป๋ สุดท้ายเขาก็ล้มเลิกไป เพราะไม่อยากเสียเวลากับเรื่องที่เปล่าประโยชน์
เขาไม่สนใจที่จะคิดถึงเรื่องอื่นนอกจากเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของเขาเอง
เจียงเสี่ยวไป๋ฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มอย่างปลง ๆ แล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรมาก แค่เล่าให้ฟังว่าตอนนี้สถานการณ์ของวงการเสื้อผ้าเป็นอย่างไรบ้างก็พอ”
การปล่อยให้หลินเจียจวินเล่าให้ฟังย่อมทำความเข้าใจสถานการณ์ได้เร็วกว่าไปอ่านเอกสารพวกนั้นเอง