ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1495 สวัสดีปีใหม่เดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติ
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1495 สวัสดีปีใหม่เดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติ
ตอนที่ 1495 สวัสดีปีใหม่เดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติ
หลังจากที่หลินเจียจวินมาถึงเจียงเจียกรุ๊ปเขาก็ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องการขาดทุนของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าทันที
เนื่องจากตอนนี้ทุกคนในบริษัทกำลังพูดถึงเรื่องนี้ จึงไม่มีทางที่เขาจะไม่ได้ยินมัน ยิ่งเขาเดินไปรอบบริษัท เขาก็ยิ่งได้ยินการสนทนาเหล่านั้นมากขึ้น
หลังจากมาถึงสำนักงานของเจียงเสี่ยวไป๋แล้ว หลินเจียจวินก็ได้พูดกับจางเสี่ยวชุ่นว่า “วางกระเป๋าเดินทางไว้ที่นี่แหละ ! ”
จางเสี่ยวชุ่นพยักหน้า เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมหลินเจียจวินถึงนำกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เช่นนี้มาที่สำนักงานของเจียงเสี่ยวไป๋
แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ถามคำถามใด ก่อนจะวางกระเป๋าเดินทางลงแล้วเดินออกไป
“ทุกสิ่งที่นายต้องการอยู่ในนี้หมดแล้ว ! ” หลินเจียจวินชี้ไปที่กระเป๋าเดินทางแล้วเดินไปนั่งไขว่ห้างที่โซฟา พลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่นายอยากจะทำความเข้าใจอุตสาหกรรมเสื้อผ้าให้มากขึ้น ที่แท้เป็นเพราะว่าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของเจียงเจียกรุ๊ปกำลังประสบปัญหา จนคนทั้งบริษัทกำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้กันนี่เอง ! ”
เขาพูดขณะหยิบบุหรี่ออกมาจุด “แต่ฉันแค่อยากรู้ว่าทำไมนายถึงยอมให้พนักงานจำนวนมากหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ? มันไม่เกิดความวุ่นวายแบบไร้ประโยชน์เปล่า ๆ หรือ”
เขาอยู่ในเจียงเฉิง จึงไม่ได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงที่หลินเจียอินได้จัดขึ้น และก็เป็นปกติที่จะไม่รู้เกี่ยวกับหนังสือแจ้งที่สำนักงานได้ประกาศออกไปเพื่อขอแนวทางแก้ไขปัญหาจากคนทั้งบริษัท
ดังนั้นเขาจึงรู้เมื่อมาถึงสำนักงานเมื่อครู่นี้เอง
เจียงเสี่ยวไป๋นั่งลงบนโซฟาตรงข้ามหลินเจียจวิน ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดและพูดอย่างใจเย็นว่า “มันก็เป็นปกติครับ นี่ถือว่าเป็นการซ้อมรับมือในช่วงวิกฤตก็เท่านั้น”
หลินเจียจวินฟังพลางส่ายหัวแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้อง ตราบใดที่นายอยู่ที่นี่ ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขเสมอ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “แต่ผมก็ไม่คิดที่จะลงมือจัดการให้พวกเขาหรอก เพราะผมตั้งใจที่จะให้พวกเขาแก้ปัญหาด้วยตนเอง”
หลินเจียจวินยิ้มอย่างดูถูก “นายนี่เป็นคนดื้อรั้นจริง ๆ ถ้านายคิดว่าพวกเขาสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง แล้วทำไมนายถึงมาขอข้อมูลจากฉันล่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมขอข้อมูลจากพี่ไม่ได้เพื่อจะมาแก้ปัญหานี้ แต่ผมแค่ต้องการมองหาแนวทางในการขยายตลาดอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
“อ้อ ……” ดูเหมือนว่าหลินเจียจวินจะตระหนักได้ในทันใด เขายกนิ้วให้เจียงเสี่ยวไป๋ และพูดด้วยความชื่นชมว่า “แสดงว่านายกำลังวางแผนที่จะฆ่านกสองตัวด้วยหินก้อนเดียวสินะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหน้า “ไม่ ผมยังไม่รู้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเลย รอให้ผมได้ศึกษามันก่อนเถอะ”
หลังจากอย่างนั้น เขาก็พูดออกมาโดยตรง “อันดับแรก พี่แค่ต้องบอกประเด็นสำคัญหลักมาให้ผมก่อน ส่วนรายละเอียดนั้น เดี๋ยวผมจะไปศึกษามันในภายหลังเอง”
หลินเจียจวินมองไปที่กระเป๋าเดินทางแล้วถามออกมาอย่างเคร่งขรึม “นายวางแผนจะเปิดเตาใหม่เพื่อทำจานใหญ่ขนาดนี้ นายไม่คิดที่จะบอกอินอินจริง ๆ หรือ ? ”
ข้อมูลทั้งหมดที่เขานำมาอยู่ในกระเป๋าเดินทางนั้น ซึ่งเขาก็ไม่คิดที่จะให้หลี่ชิงอีหรือจางเสี่ยวชุ่นรู้เกี่ยวกับข้อมูลของสถาบันจัดการกองทุนเซิ่งซื่อเป็นอันขาด และเขาก็ไม่คิดที่จะนำมันกลับไปที่บ้านในเจียงวานด้วย เขาจะแอบเก็บมันไว้ที่ในสำนักงานนี้เท่านั้น
เพราะว่าบริษัทนี้ เขาแอบทำขึ้นมาอย่างลับ ๆ เพื่อเอาไว้แข่งขันกับเจียงเจียกรุ๊ป ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมให้ใครรู้เลย นอกจากหลินเจียจวินเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
แม้แต่จางเสี่ยวชุ่นและหลี่ชิงอีก็ไม่มีทางรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด
มันไม่เกี่ยวกับความไว้วางใจ แต่มันเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ในการทำสิ่งต่าง ๆ
เพราะว่าคนที่เขาไว้วางใจมากที่สุดก็คือหลินเจียอิน ภรรยาของเขา
แต่ในเมื่อแม้แต่หลินเจียอินก็ไม่รู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย คนอื่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ?
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่บอกคือดีที่สุดแล้วครับ ! ”
หลินเจียจวินรู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเจียงเสี่ยวไป๋จึงลงทุนสร้างสถาบันจัดการกองทุนเซิ่งซื่อนี้ขึ้นมา เขาจึงพยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะ ตอนนี้ฉันแค่เห็นว่าบริษัทของนายกำลังขัดแย้งกันอยู่ ฉันจึงถามขึ้นมาเฉย ๆ ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ตอนนี้เค้กในอุตสาหกรรมเสื้อผ้านั้นชิ้นใหญ่มาก ผมจึงต้องการปรับแผนนิดหน่อย พี่ช่วยไปบอกให้ต่งผิงฉวนทำให้ทีนะครับ”
“เรื่องนี้นายไม่ต้องกังวล ! ” หลินเจียจวินกล่าวว่า “ขอแค่บอกฉันมาก็พอ เดี๋ยวฉันจะจัดการให้ แต่ก่อนที่นายจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ ฉันขอบอกนายในสิ่งที่ฉันรู้ก่อนก็แล้วกัน”
หลังจากนั้น เขาก็เริ่มพูดออกมาไม่หยุด
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขารับผิดชอบบางเรื่องของเจียงเจียกรุ๊ป แต่งานที่เขาต้องทำส่วนใหญ่นั้นจะเป็นงานของสถาบันจัดการกองทุนเซิ่งซื่อ เขาจึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และในตอนนี้เขาก็ใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงในการอธิบายทุกแง่มุมและสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เจียงเสี่ยวไป๋ฟัง
สุดท้ายเขาก็กล่าวว่า “สถานการณ์โดยรวมก็เป็นเช่นนี้ มีข้อมูลเฉพาะบางอย่างรวมอยู่ด้วย นายสามารถดูได้ด้วยตัวเอง”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะ ที่เหลือไว้ผมจะหาเวลาอ่านมันเอง ผมเห็นว่าพี่ทำงานหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ผมก็อยากจะให้รางวัลกับพี่ด้วย”
เขายืนขึ้นแล้วพูดว่า “เราไปกินข้าวกันเถอะ ! ”
หลินเจียจวินดีใจมาก และรีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดออกมาทันทีว่า “ฉันหิวมานานแล้ว นายจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ฉันเหรอ ? ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ถามอย่างรวดเร็วว่า “แล้วนายจะพาฉันไปกินข้าวที่ไหน”
เมื่อพูดถึงอาหารอร่อย เขาประทับใจฝีมือการทำอาหารของเจียงเสี่ยวไป๋มากที่สุด และเขามักจะคิดถึงอาหารที่เจียงเสี่ยวไป๋ทำให้กินอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เป็นเรื่องยากสำหรับเจียงเสี่ยวไป๋ที่จะมีเวลามาทำอาหารกินเอง และเป็นไปไม่ได้เลยที่เจียงเสี่ยวไป๋จะทำอาหารกลางวันให้เขากินแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เขายังตั้งตารออาหารที่เจียงเสี่ยวไป๋ทำอยู่ดี
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ผมจะพาพี่ไปถนนนักชิมต่างหาก ที่นั่นมีอาหารอร่อยมากมาย พี่สามารถเลือกกินอะไรก็ได้ที่พี่อยากกิน”
หลินเจียจวินเม้มริมฝีปาก และพูดอย่างไม่พอใจว่า “ไหนบอกว่าจะต้อนรับฉันอย่างดีไง นายเป็นคนเลือกเองทั้งหมด ไม่ให้ฉันเลือกเองบ้างเลยเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะออกมาและพูดว่า ‘’เอาล่ะ ผมจะเลี้ยงอาหารทะเลพี่ก็ได้ เป็นไง ! ’
ที่เจียงเฉิงนั้นไม่ค่อยมีร้านอาหารทะเลเปิดสักเท่าไหร่ เขาจึงต้องเดินทางไปยังเมืองทางชายฝั่งเพื่อกินอาหารทะเลมากมาย หลังจากได้ยินสิ่งนี้ ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้นและเขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม “โอเค ฉันไม่ได้คาดหวังว่านายจะเลี้ยงอาหารทะเลฉันที่ชิงโจวแบบนี้ ฉันจะพลาดโอกาสนี้ได้อย่างไร ? ”
ท่าทางของเขาดูเหมือนคนที่แทบจะรอไม่ไหว..
หลังจากที่ทั้งสองออกไปแล้ว หลินเจียจวินก็ถามว่า “มีแค่เราสองคนงั้นเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูนาฬิกาของเขาและเห็นว่าเป็นเวลาเกือบบ่ายโมงแล้ว เขาพูดอย่างช่วยไม่ได้ “คนอื่นคงกินอาหารเสร็จแล้ว ดังนั้นจึงเหลือแค่เราสองคนเท่านั้นครับ”
หลินเจียจวินไม่สนใจ เขายักไหล่และไปที่ร้านอาหารทะเลชิงเจียงกับเจียงเสี่ยวไป๋ทันที หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้กินอาหารทะเลแสนอร่อยด้วยกัน
หลังจากกินอาหารแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้พาหลินเจียจวินไปที่ร้านนวดเท้าต่อ
ในเจียงเฉิงมีร้านนวดเท้าเปิดขึ้นมาหลายแห่งแล้ว แต่ทุกครั้งที่เขาไปชิงโจว เขาจะต้องมาที่ร้านนวดเท้าเพื่อนวดเท้ากับเจียงเสี่ยวไป๋เสมอ
ท้ายที่สุดนี่คือสถานที่ที่เขาได้ลองนวดเท้าเป็นครั้งแรก และทุกครั้งที่เขามาที่นี่ เขาจะนึกถึงวันแรกที่เขาเริ่มต้นธุรกิจกับเจียงเสี่ยวไป๋
ในตอนเย็น เขาได้ติดตามเจียงเสี่ยวไป๋กลับไปที่เจียงวานตามปกติ
เมื่อเจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋เห็นเขามา สองสามีภรรยาก็ดูกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก
หลังจากพูดคุยกันสักพัก หวังซิ่วจวี๋ก็ถามว่า “เจียจวิน แม่ของนายจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ ? ”
ครั้งที่แล้วมู่เสี่ยวหวานได้มาอาศัยอยู่ที่เจียงวานสองสามเดือน จากนั้นเธอก็กลับบ้านและหายหน้าหายตาไปนานกว่าครึ่งปีแล้ว มันจึงทำให้เธอเริ่มคิดถึงมู่เสี่ยวหวานขึ้นมา
หลินเจียจวินจึงพูดว่า “แม่ก็คิดถึงคุณป้าเหมือนกันครับ เห็นว่าหลังปีใหม่ปีนี้ เธอจะมาพักที่นี่อีกสองสามวัน”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่มาฉลองปีใหม่ด้วยกันล่ะ ! ” หวังซิ่วจวี๋กล่าว “มีคนเฉลิมฉลองปีใหม่เยอะ ๆ สนุกจะตายไป ! ”
หลินเจียจวินดูเหมือนไม่แยแสออกมาว่า “ไว้ผมจะกลับไปคุยกับแม่ให้อีกทีก็แล้วกันครับ ! ”
“เอาล่ะ โอเค ! ” หวังซิ่วจวี๋ยิ้มกว้างออกมาและพูดว่า “ถึงตอนนั้น นายและเจียหงก็มาด้วยนะ ! ”
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะได้รับการตัดสินแล้ว