ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1510 พวกคุณกังวลมากเกินไป
ตอนที่ 1510 พวกคุณกังวลมากเกินไป
เกี่ยวกับแผนการพัฒนาของภูเขาต้าเหมียวนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ได้หยิบยกหลักการและอธิบายโครงการและข้อกำหนดที่เขาต้องการทำก่อนหน้านี้ให้กับสถาบันการวางแผนและการออกแบบ เพื่อให้ได้แบบงานออกมาตามที่เขาคิดไว้ในหัว
ดังนั้น หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋อ่านแผนแล้ว เขาก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดออกมา
แต่ทว่าหลี่หมิงซานดูจะมีปัญหามากที่สุด
เจียงเสี่ยวไป๋ที่สังเกตเห็น ก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “รองนายกเทศมนตรีหลี่ ผมพอใจในแผนการนี้แล้วครับ แต่ทำไมคุณถึงยังดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่อยากบอกผม หากมีอะไร ก็แค่พูดมาได้ครับ”
หลี่หมิงซานกล่าวว่า “ผู้ช่วยเจียง เราได้จัดทำแผนการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวของภูเขาต้าเหมียวตามคำขอของคุณแล้ว ทั้งการสร้างสะพานไม้กระดานและโรงแรมบนหน้าผาสูงร้อยฟุต แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องยาก แต่เราก็ยังสามารถวางแผนงานให้ทำสำเร็จได้”
ณ จุดนี้ น้ำเสียงของเขาก็ได้เปลี่ยนไป “แต่คุณยังอยากจะติดตั้งลิฟต์บนเนินเขาและหน้าผาที่สูงชันขนาดนี้…”
บอกตามตรงว่าเขาไม่มั่นใจแผนนี้เลย!
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ จุดชมวิวหลายแห่งในรุ่นต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะสถานที่ที่เป็นภูเขาที่สูงชันได้มีการติดตั้งลิฟต์ชมวิวเพื่อประหยัดเวลาการเดินทางของนักท่องเที่ยว และช่วยให้พวกเขาเดินทางได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
“ทำไมคุณไม่อยากให้ติดตั้งลิฟต์ล่ะ ? ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวถามออกมา
หลี่หมิงซานพูดด้วยสีหน้าขมขื่น “ผู้ช่วยเจียง ฉันได้สอบถามผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหว่ยชางเจี๋ยแล้ว ในบ้านเราหรือต่างประเทศ ยังไม่มีลิฟต์แบบที่คุณต้องการเลย”
ในตอนนี้ เหอซานที่นั่งอยู่ข้างกันก็ได้พูดสมทบว่า “ใช่ ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติบอกว่าไม่สามารถติดตั้งลิฟต์กลางแจ้งได้ ทั้งลม แดด ฝนที่ตกหนัก อาจทำให้ระบบมอเตอร์พังได้”
หลี่หมิงซานยังกล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ ระดับความสูงของวิหารบนภูเขาก็ค่อนข้างสูง มีหิมะตกหนักในฤดูหนาว ย่อมมีอันตรายแฝงอยู่”
อันที่จริงในปี 1985 ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของมอเตอร์หรือคุณภาพของลิฟต์ คุณภาพของวัสดุนั้นยังไม่เพียงพอที่จะรองรับการสร้างลิฟต์กลางแจ้งที่ค่อนข้างสูงเช่นนี้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในสถานที่กลางหุบเขาที่มีหิมะตกหนักเลย
เพราะถ้าหากว่าลิฟต์สัมผัสกับสภาพอากาศกลางแจ้งเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสที่จะเสื่อมคุณภาพและพังลงในอีกไม่ช้า
นอกจากนี้ การสร้างบันไดเลื่อนบนเนินเขาสูงชันเช่นนี้ที่มีความยาวหลายกิโลเมตรก็ถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่มากอยู่แล้ว
หลี่หมิงซานจึงอยากถามว่า เหตุผลที่นักท่องเที่ยวมาที่นี่ก็เพื่อปีนภูเขาไม่ใช่หรือ ? เหตุใดถึงต้องการจะติดตั้งลิฟต์กลางแจ้งที่สิ้นเปลืองและใช้งานได้ไม่นานอีก ?
นอกจากนี้ ยังต้องการจะสร้างลิฟต์ที่ทำจากกระจกเทมเปอร์ที่โปร่งใสอีกด้วย
และหากเป็นไปตามที่เจียงเสี่ยวไป๋กล่าว จะใช้เวลาเพียงแค่สิบวินาทีเท่านั้นในการไปถึงจุดหมาย
หลี่หมิงซานรู้สึกวิงเวียนเมื่อนึกถึงฉากนั้น เขาไม่รู้ว่าลิฟต์ทั้งสองนี้จะสามารถสร้างด้วยเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบันได้ไหม แม้ว่าจะสามารถสร้างขึ้นได้ก็ตาม แต่เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่กล้าขึ้นลิฟต์บนหน้าผาสูงชันเช่นนี้
เหอซานแตกต่างออกไป ท้ายที่สุดเขาก็ยังอายุน้อยกว่า ตอนแรกเขาตกใจกับการออกแบบทั้งสองของเจียงเสี่ยวไป๋มาก เขาทั้งรู้สึกคาดหวังและเป็นกังวล เพราะเขาเองก็เป็นคนที่ยึดหลักเหตุและผลเช่นกัน
แม้ว่าแนวคิดของเจียงเสี่ยวไป๋จะดี แต่เขาก็รู้ว่าด้วยเทคโนโลยีในตอนนี้ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้
ดังนั้นหลังจากจัดทำแผนแล้ว เขาก็ขอให้หลี่หมิงซานติดต่อกับเจียงเสี่ยวไป๋ทันทีโดยหวังว่าจะได้พูดคุยกันต่อหน้า
เดิมทีเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจียงเสี่ยวไป๋ และสามารถสื่อสารได้โดยตรง แต่เขากังวลว่าด้วยหน้าที่การงานของเขา เมื่อเทียบกับเจียงเสี่ยวไป๋แล้ว มันยังไม่แข็งแกร่งพอ เขาจึงให้หลี่หมิงซานมาช่วยเจรจาด้วยอีกคน
นอกจากนี้ หลี่หมิงซานยังเป็นรองนายกเทศมนตรี หากมีสิ่งใดที่เทศบาลเมืองจำเป็นต้องแสดงในระหว่างการเจรจาที่นี่ เขาก็สามารถตัดสินใจได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องนัดเจรจากันอีกครั้ง
หลังจากฟังคำพูดของคนทั้งสองแล้ว ปากของเจียงเสี่ยวไป๋ก็โค้งงอเล็กน้อย “รองนายกเทศมนตรีหลี่ ผู้อำนวยการเหอ ความกังวลของคุณทั้งสองนั้นเหมือนจะมีมากเกินไปแล้ว”
เหอซานเหลือบมองหลี่หมิงซานแล้วพูดว่า “ผู้ช่วยเจียง รองนายกเทศมนตรีหลี่และผมได้รวบรวมข้อมูลเรื่องเทคโนโลยีของลิฟต์มาจนถึงตอนนี้ยังไม่มีที่ไหนผลิตลิฟต์ที่คุณต้องการได้เลย แต่การตัดสินใจทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับคุณ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า และพูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้นำทั้งสองทำงานได้รอบคอบมาก เรื่องนี้ผมต้องยอมรับ ส่วนเรื่องของบริษัทผู้ผลิตลิฟต์ชั้นนำจากต่างประเทศนั้นไม่สามารถผลิตลิฟต์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผมได้จริง ๆ”
หลี่หมิงซานและเหอซานมองหน้ากันอย่างสับสนเล็กน้อย
คุณเองก็รู้ทุกอย่างดีอยู่แล้ว !
ถ้ารู้แล้วแต่ยังฝืนทำทั้งที่รู้ มันจะไม่เป็นการทุ่มเทความพยายามไปอย่างเปล่าประโยชน์หรอกเหรอ ?
แต่แล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็ให้ความมั่นใจกับทั้งสองคน เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “มันต้องใช้เวลาหลายปีก่อนที่โครงการของเราจะเสร็จสมบูรณ์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ผมเชื่อว่าเราจะสามารถพัฒนาและผลิตลิฟต์ตามที่ผมต้องการได้อย่างสมบูรณ์ด้วยตัวเราเองแน่นอนครับ”
“คุณ…จะพัฒนามันขึ้นมาเองเหรอ ? ” ดวงตาของหลี่หมิงซานเบิกกว้าง เขาจ้องมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋แล้วถามขึ้นมา
แม้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อออกมาได้มากมาย แต่เขาก็ยังตกใจเมื่อเจียงเสี่ยวไป๋บอกว่าจะสร้างลิฟต์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแบบนี้ออกมาเอง
เขายอมรับว่าธุรกิจของเจียงเจียกรุ๊ปนั้นมีขนาดใหญ่มาก และไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าเป็นบริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ส่วนมากของเจียงเจียกรุ๊ปเน้นไปที่สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก และผลิตภัณฑ์บางรายการก็มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ้าง
แต่อย่างไรก็ตาม เจียงเจียกรุ๊ปยังไม่เคยมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง
อาจกล่าวได้ว่า หากเจียงเจียกรุ๊ปต้องการผลิตงานที่เกี่ยวข้องกัยเทคโนโลยีความไฮเทค พวกเขาก็ต้องเริ่มต้นจากศูนย์จริง ๆ
สำหรับบริษัทไฮเทคจากต่างประเทศ หลังจากสั่งสมประสบการณ์มาหลายทศวรรษ พวกเขาถือสิทธิบัตรเทคโนโลยีมานับไม่ถ้วน มีผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกมากมาย รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจำนวนนับไม่ถ้วน
ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่แม้แต่บริษัทไฮเทคชั้นนำของโลกก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วเจียงเจียกรุ๊ปที่เริ่มต้นจากศูนย์จะสามารถก้าวข้ามความยากนี้ไปได้อย่างไร ?
หลี่หมิงซานไม่มั่นใจในเรื่องนี้เอาเสียเลย
ท้ายที่สุดแล้ว การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่ธุรกิจ และไม่สามารถทำได้ด้วยความคิด กลยุทธ์ และการเชื่อมโยงที่ยืดหยุ่น
การวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีความเข้มงวดมาก และต้องการให้นักวิทยาศาสตร์เป็นคนคิดค้นและทดลองไปตามทฤษฎีดูก่อน จากนั้นจึงทำการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า และสุดท้ายก็ได้ผลการวิจัยเป็นข้อสรุปออกมา
นั่นเป็นพื้นที่ที่คุณไม่สามารถเข้าไปฉกฉวยโอกาสเหมือนการทำธุรกิจได้ และข้อได้เปรียบก่อนหน้านี้ทั้งหมดของเจียงเสี่ยวไป๋จะหายไปทันทีเมื่อต้องเผชิญกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
ซึ่งถ้าพูดตามหลักการและเหตุผลแล้ว มุมมองของหลี่หมิงซานนั้นถูกต้อง
เป็นความจริงที่ว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่สามารถเอากลยุทธิ์หรือว่าโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยได้ แต่มีหรือที่ผู้ที่โกงชีวิตและความตายอย่างเจียงเสี่ยวไป๋จะทำไม่ได้ ?
เนื่องจากเขาเป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่ และมีประสบการณ์ด้านการวิจัยและเทคโนโลยีมาหลายสิบปี แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ต่างชาติเหล่านี้จะเก่งมากแค่ไหน แต่พวกเขาจะสู้กับคนที่เคยอยู่ในโลกอนาคตอย่างเจียงเสี่ยวไป๋ได้อย่างไร ?
แต่ก็แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่หลี่หมิงซานจะรู้เรื่องนี้
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร เขาแค่ยิ้มและถามด้วยความสนใจ “อะไรนะ คุณคิดว่าผมไม่สามารถพัฒนามันขึ้นมาเองได้อย่างนั้นเหรอ ? ”
‘แน่นอนว่าคุณสามารถพัฒนามันเองได้ ! ’ นี่คือสิ่งที่หลี่หมิงซานคิด แต่เขาไม่ได้พูดมันออกมาดัง ๆ แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาคือ “ก็คุณไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะเสียงดัง “แน่นอนว่าผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่คุณอย่าลืมว่าผมมีบริษัทเหลียงหังเซียนเค่อ ! ”