ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1512 ผมก็มีบางเรื่องที่จะพูดเช่นกัน
ตอนที่ 1512 ผมก็มีบางเรื่องที่จะพูดเช่นกัน
สำหรับพวกเขาแล้ว มีเรื่องมากมายที่ต้องหารือกัน !
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่แปลกใจหลังจากได้ยินสิ่งที่หลี่หมิงซานพูดออกมา
อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้พูดว่า “รองนายกเทศมนตรีหลี่ เรากินอาหารกันก่อนเถอะครับ ! เรามาที่นี่เพื่อกินอาหาร ไม่ได้มาเพื่อพูดคุยเรื่องงานกันอย่างเดียวนะครับ ! ”
หลี่หมิงซานยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องงาน เขาก็ลืมเรื่องกินอาหารไปในทันที ทั้งที่มีอาหารทะเลเต็มโต๊ะอยู่ข้างหน้าเขา
“งั้นเรามากินข้าวกันก่อน ! ” หลี่หมิงซานกล่าวออกมา
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า และเชิญหลี่หมิงซานและเหอซานกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มกันให้เต็มที่
แน่นอนว่าเมื่อกินอาหารทะเล ไวน์ที่เหมาะกับอาหารทะเลนั้นไม่ใช่ไวน์แดง แต่เป็นไวน์ขาว
หลี่หมิงซานเคยชินกับมัน แต่เหอซานนั้นเหมือนกับกำลังทุกข์ทรมานอยู่
เขาดื่มไม่เก่ง นับประสาอะไรกับไวน์ขาว
หลังจากจิบไปสักพัก เขาก็รู้สึกไม่สบายท้อง จึงมุ่งความสนใจไปที่การกินอาหารทะเลเพียงอย่างเดียว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขากินอาหารทะเลที่ร้านอาหารทะเลชิงเจียง และเขาก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเชยออกมาว่า “ใคร ๆ ก็บอกว่าอาหารทะเลและอาหารป่านั้นอร่อย มีรสชาติเฉพาะตัว ที่ผ่านมาฉันเคยกินแต่อาหารรสเลิศจากภูเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มากินอาหารทะเล ! มันอร่อยสมคำร่ำลือจริง ๆ ! ”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่หมิงซานก็จำได้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋บอกว่าผู้คนในชิงโจวชอบกินอาหารทะเล ซึ่งเขาก็เคยมากินอาหารทะเลที่นี่เมื่อครั้งที่แล้วเอง เขาจึงแซวเหอซานไปว่า “เหล่าเหอ คุณนี้ขี้โม้จริง ๆ ฉันรู้ว่าคุณเคยกินอาหารทะเลบ่อยแล้ว ! ”
เหอซานไม่ได้มากินอาหารทะเลกับพวกเขามาก่อนจริง ๆ ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินคำพูดของหลี่หมิงซาน เขาจึงพูดด้วยความสับสนว่า “รองนายกเทศมนตรีหลี่ ฉันไม่เคยกินอาหารทะเลมาก่อนจริง ๆ ! ”
จากนั้น เขาก็ชี้ไปที่กุ้งมังกร ปลิงทะเล และเมนูอื่นบนโต๊ะ แล้วพูดว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นอาหารพวกนี้”
หลี่หมิงซานจึงได้หัวเราะออกมา และเริ่มเล่าเรื่อง ‘’สาหร่ายทะเล’ ที่เจียงเสี่ยวไป๋เคยเล่าให้ฟัง
เมื่อได้ฟัง เหอซานจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา และพูดว่า “รองนายกเทศมนตรีหลี่ ฉันปฏิเสธสิ่งที่คุณพูดไม่ได้จริง ๆ ! ”
หลี่หมิงซานชี้ไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดว่า “ฉันไม่ได้เป็นคนพูด เขาเป็นคนพูดต่างหาก ! ”
เหอซานอดยิ้มไม่ได้ “ถูกต้องแล้วรองนายกเทศมนตรีหลี่ ที่ผ่านมาก็มีแต่คนหัวโบราณเท่านั้นที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเรื่องตลกแบบนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้นคงจะมีเพียงคนอย่างเจียงเสี่ยวไป๋เท่านั้นที่มีความคิดแปลก ๆ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะเล่าเรื่องตลกแบบนี้ออกมาได้”
หลังจากที่พวกเขาเล่าเรื่องตลกเสร็จ บรรยากาศในห้องก็ผ่อนคลายลงมาบ้าง ทั้งสามคนจึงกินอาหารกันคนละสองสามจานแล้วเริ่มพูดคุยเรื่องงานกันอีกครั้ง
เจียงเสี่ยวไป๋เป็นคนแรกที่เริ่มถามขึ้นมาว่า “รองนายกเทศมนตรีหลี่ ก่อนหน้านี้คุณจะพูดอะไรนะ”
เหตุผลที่เขาขัดจังหวะก่อนหน้านี้ คือสไตล์ปกติของเจียงเสี่ยวไป๋ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ตาม เขามักจะชอบกินไปด้วยคุยไปด้วยมากกว่า และเขาก็ชอบเป็นคนคอยควบคุมจังหวะการสนทนา เขาจึงรู้สึกไม่สบายใจที่ถูกคนอื่นชักจูงตลอดเวลา นอกจากนี้มันก็เป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว เขาเริ่มหิวแล้ว ดังนั้นเขาจึงขัดจังหวะหลี่หมิงซานในเวลานี้ หลังจากกินอาหารและดื่มกันไปบ้างแล้ว เขาจึงเริ่มพูดเรื่องงานอีกครั้ง
แม้ว่าหลี่หมิงซานจะระวังเจียงเสี่ยวไป๋ตลอดเวลา แต่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าผู้ชายคนนี้ยังชอบควบคุมจังหวะของการสนทนาอีกด้วย
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋ถาม เขาก็วางตะเกียบลงทันทีและพูดว่า “สิ่งที่ยากที่สุดในตอนนี้คือการสร้างวิหารลอยฟ้าไว้ข้างเสาธูปหอม…”
การสร้างวิหารนั้นทำได้ไม่อยาก แต่ในแผนภาพที่เจียงเสี่ยวไป๋ออกแบบมา วิหารที่จะสร้างขึ้นมานั้นจะยื่นออกมากลางอากาศข้างหน้าผาสูง
และสิ่งที่หลี่หมิงซานกังวลก็คือพื้นที่บริเวณรอบ ๆ เสาธูปหอม หากการก่อสร้างเริ่มขึ้นโดยรอบ มันอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์เสาธูปหอมได้
หากเสาธูปหอมพังระหว่างการก่อสร้าง ก็จะทำให้ทิวทัศน์อันงดงามถูกทำลายลงไป กำไรที่จะได้ก็จะหายไปในพริบตา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงเสี่ยวไป๋จึงกล่าวว่า “รายงานทางธรณีวิทยาแสดงให้เห็นว่าภูเขาที่นั่นเป็นหินแกรนิต และโครงสร้างทางธรณีวิทยาก็มีความเสถียรมาก ตราบใดที่ไม่มีการระเบิดเกิดขึ้นที่นั่น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะครับ”
หลี่หมิงซานขมวดคิ้วและพูดว่า “ตามทฤษฎีแล้ว มันก็อาจมีเปอร์เซ็นต์ประสบความสำเร็จสูง เพียงแต่…”
แม้คำพูดที่เขาพูดจะยังไม่ถูกกล่าวออกมา แต่น้ำเสียงที่ฟังดูกังวลก็ชัดเจนมาก แค่ฟังก็รู้ว่าเขากำลังกังวลอยู่
ใช่ เพราะถ้าเขามั่นใจได้ เขาก็คงไม่มาคุยกับเจียงเสี่ยวไป๋อย่างจริงจังขนาดนี้
ซึ่’เจียงเสี่ยวไป๋เองก็ไม่เคยพิจารณาปัญหานี้มาก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว ในชีวิตก่อนหน้านี้ของเขา เขาไม่เคยได้สร้างสิ่งปลูกสร้างไว้ข้าง ๆ เสาธูปหอม ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยมีความมั่นใจสักเท่าไหร่
ในเวลานี้ หลี่หมิงซานที่ดูกังวลก็ได้พูดออกมาว่า “ในเมื่อไม่มีปัญหาในทางทฤษฎี งั้นก็ลงมือได้เลย ! ”
สำหรับเขา การแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดคือเป้าหมาย และมันไม่ใช่สไตล์ของเขาที่จะกังวลใจขนาดนี้
หลี่หมิงซานไม่ได้คาดหวังว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะเด็ดขาดขนาดนี้ เขาตัดสินใจหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ยังกังวลและพูดว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า… ฉันหมายถึงจะเกิดอะไรขึ้นถ้าการก่อสร้างทำให้เสาธูปหอมพัง ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ตอนที่ก่อสร้าง เราจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานบริเวณรอบ ๆ เสาธูปหอม ในทางกลับกัน ระหว่างการก่อสร้าง เราจะจัดการอย่างเข้มงวด พื้นที่รอบ ๆ เสาธูปหอมทั้งหมดจะขุดด้วยมือ เราจะไม่ใช้ทุ่นระเบิดเพื่อลดความเสี่ยงที่มันอาจจะพังลงได้”
แน่นอนว่านี่คือวิธีแก้ปัญหาที่เขาคิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่รับประกัน 100% ว่าจะไม่มีปัญหาตามมา
หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็พูดอีกว่า “แต่ถ้ามันไม่แข็งแรง มันก็จะพัง ! ”
หลี่หมิงซาน: “……”
เหอซาน: “……”
อะไรคือความแตกต่างระหว่างการพูดแบบนี้ กับไม่พูดอะไรเลย ?
หลี่หมิงซานหายใจเข้า แล้วพูดว่า “ผู้ช่วยเจียง เราสร้างวิหารถัดจากเสาธูปหอมไม่ดีกว่าเหรอ ? ”
ในใจของเขา เขาไม่ต้องการให้เสาธูปหอมเกิดความเสียหายใด
ชาติก่อนไม่มีวิหารที่สร้างขึ้นรอบ ๆ เสาธูปหอม แต่ที่นี่ก็ยังกลายเป็นจุดชมวิวที่น่าดึงดูดที่สุดในแกรนด์แคนยอน
เพราะแค่การได้เห็นภูเขาที่มีรูปทรงคล้ายกับแท่งธูปหอม มันก็น่าทึ่งมากพอแล้ว
และหากว่าเขาทำตามแนวคิดการพัฒนาของชาติที่แล้ว มันก็จะไม่มีปัญหาอะไร
แต่เจียงเสี่ยวไป๋แค่ยังรู้สึกไม่พอใจ เขาโบกมือแล้วพูดว่า “นายกเทศมนตรีหลี่ ผมเข้าใจความกังวลของคุณ ในเวลาเดียวกันผมก็หวังว่าจะรักษาเสาธูปหอมให้เหมือนเดิม ไม่ให้เกิดความเสียหายอะไรขึ้นกับมัน”
เมื่อถึงจุดนี้ น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไป “ถ้าหากว่าเรายอมแพ้ในสิ่งที่ดีกว่า เพียงเพราะมันมีความเสี่ยงเล็กน้อย และเลือกแต่เส้นทางที่ไม่มีความเสี่ยงเลย สู้ไม่ทำอะไรเลยคงจะดีกว่า”
ทั้งหลี่หมิงซานและเหอซานต่างไม่สามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้ ดังคำกล่าวที่ว่า: ยอมเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า
อีกทั้งโครงสร้างทางธรณีวิทยารอบ ๆ เสาธูปหอมนั้นก็ค่อนข้างเสถียร จึงไม่มีความเสี่ยงมากนัก
และเนื่องจากเจียงเสี่ยวไป๋ยืนกรานว่าจะทำเช่นนี้ หลี่หมิงซานจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น…ก็ทำตามแผนที่คุณวางไว้ได้เลย ! ”
แม้ว่าเขาจะเป็นรองนายกเทศมนตรี แต่เขตพัฒนาของภูเขาต้าเหมียวก็ได้รับการลงทุนจากเจียงเจียกรุ๊ป เขาจึงต้องปล่อยให้เจียงเสี่ยวไป๋เป็นคนตัดสินใจในทุก ๆ อย่าง
เจียงเสี่ยวไป๋จึงถามออกมาด้วยรอยยิ้ม “นายกเทศมนตรีหลี่ แล้วคุณยังมีเรื่องอะไรอีกไหม ? ”
หลี่หมิงซานโบกมือแล้วพูดว่า “วันนี้ฉันตั้งใจจะมาพูดคุยกับคุณแค่สองเรื่องนี้เป็นหลัก เมื่อเราตกลงกันแล้ว ก็ดำเนินการต่อไปตามนี้ได้เลย”
การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวเมืองชิงโจวครั้งนี้ ถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ และเจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้เลือกจุดชมวิวทั้งหมดมากกว่าห้าสิบจุด
แต่พวกเขาก็ไม่สามารถพัฒนาจุดชมวิวจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้นจึงมีการนำรูปแบบการพัฒนาแบบขั้นบันไดมาใช้ และเลือกที่จะพัฒนาจุดชมวิวหลักสองสามแห่งก่อน อย่างเช่น หุบเขาต้าเหมียว ป่าหิน และถ้ำชางหลง
จุดชมวิวเหล่านี้มีสิ่งที่ต้องพัฒนามากที่สุด จึงต้องใช้เวลาในการพัฒนาที่ยาวนาน ดังนั้นจึงถูกเลือกให้มีการพัฒนาก่อน
และในขณะนี้ ก็มีเพียงแผนการพัฒนาของภูเขาต้าเหมียวเท่านั้นที่เสร็จสมบูรณ์ ส่วนแผนสำหรับโครงการอื่น ๆ อีกหลายโครงการยังไม่ได้เริ่มทำเลยด้วยซ้ำ
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้ม “รองนายกเทศมนตรีหลี่ ในเมื่อคุณพูดเสร็จแล้ว ผมก็มีบางเรื่องที่จะพูดเช่นกัน”