ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 439 ไป๋หลี่ VS ไป๋หลี่
“ทำในสิ่งที่นายต้องการ ฆ่าคนที่นายอยากฆ่าซะ”
หลินชีเยี่ยกำดาบคู่ในมือแน่น สายตากวาดมองผ่านร่างของเหล่าผู้ใช้วัตถุต้องห้ามที่อยู่ตรงหน้า “ศัตรูทั้งหมดที่
ขวางทางนาย ฉันจะจัดการแทนเอง”
เด็กหนุ่มพลิกฝ่ามือ แสงเรืองรองของเวทมนตร์วาบขึ้น รูบิคสีเงินลอยนิ่งอยู่ในมือของเขา
พร้อมกับการบิดของรูบิคโกลาหล ผังทั้งหมดของชั้น 166 ก็ถูกปั่นป่วนอย่างสมบูรณ์
เดิมที ผู้ใช้วัตถุต้องห้ามขั้นมหาสมุทรทั้งแปดคนถูกไป๋หลี่พั่งพั่งยึดอาวุธไปแล้ว ตอนนี้อาจกล่าวได้ว่าไม่มีพลัง
ต่อสู้เหลืออยู่เลย กำลังถูกลำดับเก้าสังหารฝ่ายเดียว
เมื่อรวมกับราศีเมษและราศีกันย์ที่ลำดับเก้าเพิ่งสังหารไปเมื่อครู่ ตอนนี้ในบรรดาผู้ใช้วัตถุต้องห้ามทั้งสิบสองคน
ผู้ที่ยังมีพลังต่อสู้เหลืออยู่มีเพียงราศีสิงห์บนท้องฟ้า และราศีธนูขั้นพิภพเท่านั้น
ราศีธนูเห็นพ่อลูกตระกูลไป๋หลี่ตกอยู่ในอันตราย จึงพุ่งไปทางเวทีทันที แต่ในตอนนั้นเอง พื้นที่รอบตัวเขาก็บิด
เบี้ยว ในชั่วขณะต่อมาเขาก็ถูกย้ายไปอยู่ตรงหน้าลำดับเก้าที่กำลังสังหารผู้ใช้วัตถุต้องห้าม
“เอ๋?” ลำดับเก้ามองราศีธนูที่ปรากฏตัวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ “แกก็ประเคนตัวเองมาตายถึงมือฉันด้วยเห
รอ?”
สีหน้าของราศีธนูหม่นลง
ฟิ้ว~~
ร่างหนึ่งพุ่งลงมาจากช่องว่างบนพื้น ราศีสิงห์ที่ถือกระบี่พลังจลน์ลงมายืนหน้าเวที มองไป๋หลี่พั่งพั่งและหลินชีเยี่ย
ด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
หลินชีเยี่ยมองไปรอบๆ
“นี่น่าจะเป็นคนสุดท้ายแล้ว อาจจะยากหน่อย……นายสามารถรับมือกับพ่อลูกพวกนั้นพร้อมกันได้ไหม?” หลินชี
เยี่ยมองไปทางไป๋หลี่พั่งพั่งที่อยู่ด้านหลังอย่างกังวล
“อืม” ไป๋หลี่พั่งพั่งพยักหน้า “ผนึกต้องห้ามของผมคือศัตรูตัวฉกาจของตระกูลไป๋หลี่ วางใจได้”
“ดี”
ในฝ่ามือของหลินชีเยี่ย รูบิคโกลาหลหมุนบิดอีกครั้ง ในชั่วขณะต่อมาร่างของหลินชีเยี่ยและราศีสิงห์ก็หายไป
พร้อมกัน ถูกบิดไปยังที่อื่น
ตรงหน้าของไป๋หลี่พั่งพั่งไม่มีใครขวางกั้นอีกต่อไป เขาก้าวเท้า ค่อยๆ เดินไปทางไป๋หลี่จิ่งที่อยู่ใต้เวที
เมื่อเห็นร่างสีเลือดที่สวมหน้ากากตือโป๊ยก่ายยิ้มโง่เขลาเข้ามาใกล้ สีหน้าของไป๋หลี่จิ่งก็ซีดลง ภาพที่ไป๋หลี่พั่งพั่ง
แย่งชิงวัตถุต้องห้ามทั้งหมดไปในชั่วพริบตาเมื่อครู่ สร้างความตกตะลึงให้เขามากเกินไป เมื่อเห็นวัตถุต้องห้ามแปดชิ้น
ลอยอยู่รอบตัวอีกฝ่าย ไป๋หลี่จิ่งก็ถอยหลังไปอย่างร้อนรน
เขากลัวแล้ว
สุดท้ายแล้ว เขาก็เป็นแค่พ่อค้าคนหนึ่ง เขาอาจจะเก่งกาจในเรื่องธุรกิจ แต่ถ้าพูดถึงทักษะการต่อสู้……เขาไม่
คู่ควรแม้แต่จะถือรองเท้าให้ไป๋หลี่พั่งพั่ง
แม้ว่าเขาจะเริ่มฝึกใช้วัตถุต้องห้ามตั้งแต่เด็ก แต่ก็เป็นเพียงการฝึกธรรมดาเท่านั้น ไม่เคยผ่านการต่อสู้เอาเป็นเอา
ตายจริงๆ มาก่อน เพราะตามแผนแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยตัวเอง เพียงแค่ให้ไป๋หลี่พั่งพั่งทำส่วนที่ยาก
ที่สุดให้สำเร็จ เขาก็จะสามารถสืบทอดตำแหน่งของอีกฝ่ายได้ทันที
ถ้าก่อนหน้านี้พลังจิตของไป๋หลี่พั่งพั่งไม่ถูกผนึก ถ้าเขาไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาคงไม่กล้าลงมือกับไป๋หลี่พั่งพั่
งด้วยตัวเองอย่างแน่นอน
ตอนนี้ เขายิ่งไม่กล้าเข้าใกล้
“จะถอยไปไหน?” เสียงเรียบๆ ดังออกมาจากใต้หน้ากากตือโป๊ยก่ายที่ยิ้มโง่ๆ “นายไม่ได้อยากฆ่าผมอีกครั้ง
หรอกเหรอ? ผมอยู่ตรงนี้……นายกล้ามาฆ่าผมไหมล่ะ?”
ไป๋หลี่จิ่งกลืนน้ำลาย ร่างกายถอยร่นไปจนถึงขอบเวทีสูง เขาเงยหน้ามองไป๋หลี่ซินที่ยืนอยู่บนเวทีด้วยใบหน้าซีด
ขาว “พ่อครับ……นี่มัน……”
ไป๋หลี่ซินขมวดคิ้วมองเขา แล้วแค่นเสียงเย็นชา “แค่นี้แกก็กลัวแล้วเหรอ? ถ้าแกเป็นแบบนี้ ต่อไปจะเป็นผู้บริหาร
ระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรีได้ยังไง? แกทำให้พ่อผิดหวังมาก”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะพ่อ!” ไป๋หลี่จิ่งรีบแย้ง “ขะ… เขาสามารถเอาวัตถุต้องห้ามของผมไปได้นะครับ! วัตถุต้องห้าม
พวกนั้นของผมใช้ไม่ได้เลย มันไม่ยุติธรรมเลย!”
ไป๋หลี่ซินหรี่ตามองไป๋หลี่พั่งพั่งครู่หนึ่ง แล้วโยนทวนสีทองในมือให้ไป๋หลี่จิ่ง ลังเลครู่หนึ่งแล้วก็หยิบฝักกระบี่ไม้
เก่าๆ ออกมาจากห้วงอากาศว่างเปล่า แขวนไว้ที่หลังของไป๋หลี่จิ่ง
“ของสะสมสองชิ้นนี้ แกน่าจะรู้จัก มันมีพลังจิตของฉันติดอยู่บนนั้น เขาแย่งไปไม่ได้หรอก” ไป๋หลี่ซินพูดเสียง
เรียบ “แม้ว่าตัวเขาจะมีวัตถุต้องห้ามมากมาย แต่นอกจาก [เกราะหยกมรกต] แล้ว อันดับของอย่างอื่นก็ไม่สูงนัก เทียบ
กับของสะสมสองชิ้นนี้แล้วยิ่งห่างชั้นกันมาก
แกเป็นลูกชายที่ฉันเลี้ยงดูมากับมือ ถ้าแบบนี้แกยังชนะไอ้ขยะนั่นไม่ได้ ก็แสดงว่าแกไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้นำตระกูล
ไป๋หลี่ ยิ่งไม่มีหวังที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรี ถ้าแกไม่สามารถเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วย
พิทักษ์ราตรีได้ แกก็ไม่มีคุณค่าที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป……”
เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย ร่างของไป๋หลี่จิ่งก็สั่นเทา ในดวงตาปรากฏความหวาดกลัว
“ผมจะชนะครับพ่อ! ผมต้องชนะแน่นอน!” ไป๋หลี่จิ่งกำทวนสีทองในมือแน่น “ผมจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่า ผม
แข็งแกร่งกว่าไอ้ขยะนั่น! ผมเหมาะสมที่จะเป็นลูกชายของพ่อมากกว่ามัน!”
เขากัดฟัน แล้วพุ่งตัวเข้าหาไป๋หลี่พั่งพั่งอย่างรวดเร็ว
ไป๋หลี่พั่งพั่งจ้องตาไป๋หลี่ซินแน่นิ่ง แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยาะ “ที่แท้คุณก็โหดร้ายกับลูกแท้ๆ ของตัวเองได้ขนาด
นี้……ในสายตาของคุณ นอกจากผลประโยชน์แล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยจริงๆ สินะ?”
“นี่ก็คือสังคมที่ยึดถือผลประโยชน์เป็นที่ตั้งอยู่แล้ว มีแต่คนที่เย็นชาจริงๆ เท่านั้นถึงจะยืนอยู่เหนือสรรพสิ่งได้”
ไป๋หลี่ซินตอบ
ไป๋หลี่จิ่งถอดแว่นตากรอบทองออก โยนทิ้งไปด้านข้าง มือที่กำทวนแน่นพุ่งแทงออกไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า!
โครม!!
ลำแสงสีทองขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากปลายทวน ทะลุผ่านชั้น 166 ทั้งชั้นในชั่วพริบตา พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า คลื่น
พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากรอบๆ ลำแสง หลอมละลายผนังบริเวณใกล้เคียง
ร่างของไป๋หลี่พั่งพั่งปรากฏขึ้นบนปลาหยินตัวหนึ่งในภาพไท่จี๋แปดทิศ
ดวงตาทั้งสองของเขาเปล่งประกายวาบหนึ่ง แหวนหยกสีเขียวบนนิ้วหัวแม่มือแตกออกอย่างรวดเร็ว แปรสภาพ
เป็นชุดเกราะหยกสีเขียวทั้งชุด ค่อยๆ ปกคลุมร่างของไป๋หลี่พั่งพั่ง เสื้อคลุมขาดวิ่นห้อยอยู่ด้านหลังชุดเกราะ มือหนึ่ง
ของเขาถือขวดล้ำค่า อีกมือหนึ่งถือไม้บรรทัดยาวกว่าหนึ่งเมตร
ดวงตาสีเลือดที่ลอยอยู่ด้านหลังเขาหายวับไป จากนั้นก็ค่อยๆ เปิดขึ้นบนหน้ากากตือโป๊ยก่าย……
ลำแสงจิตวิญญาณขุ่นมัวพุ่งออกมาจากดวงตา ตรงเข้าใส่ร่างของไป๋หลี่จิ่งอย่างรวดเร็ว!
ครืน!!
ฝักกระบี่ไม้ด้านหลังของไป๋หลี่จิ่งสั่นสะเทือนทันที ลำแสงจิตวิญญาณยังไม่ทันสัมผัสร่างของเขา ก็ถูกสลายกลาง
อากาศอย่างรุนแรง!
สายตาของไป๋หลี่จิ่งจ้องมองไป๋หลี่พั่งพั่งเขม็ง ร่างของเขาเพียงปรากฏขึ้น ก็พุ่งทวนแทงไปยังตำแหน่งที่เขาอยู่
ทันที ลำแสงสีทองพุ่งออกมาจากชั้นบนสุดของตึกหลักอย่างต่อเนื่อง ทั้งชั้นเริ่มสั่นสะเทือน
เอี๊ยด!!
เหล็กเสริมที่รองรับชั้นบนสุดส่งเสียงครางต่ำ เศษซากบางส่วนร่วงหล่นจากเพดาน เสาหลักที่เหลืออยู่ไม่กี่ต้นไม่
สามารถรับน้ำหนักของชั้นนี้ได้อีกต่อไป รอยแตกเริ่มแผ่ขยายอย่างหนาแน่น
ไป๋หลี่ซินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวไปข้างหน้าเบาๆ หนึ่งก้าว เม็ดทรายสีดำค่อยๆ แผ่ขยายจากใต้เท้าของเขา
ราวกับคลื่นน้ำที่ซึมเข้าไปในเสาหลักเหล่านี้ ชั้นบนสุดที่กำลังจะพังทลายก็กลับมามั่นคงอย่างหวุดหวิด