ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 479 งานเลี้ยงสังสรรค์
เมื่อโจวผิงและหวงหยวนเต๋อเดินออกมาจากโรงงาน สมาชิกหน่วย 009 ทั้งหมดนอกจากเจียงหลิว ถูกย้ายไป
นอนบนพื้นที่เรียบ
คนที่ถูกดูดพลังโดย [สวนลับนิรันดร์] ไม่สามารถขยับตัวได้ ส่วนตานเหม่ยถูกเจียหลานทำให้สลบไป ทั้งห้าคน
นอนเรียงกันอยู่ที่ประตูใหญ่ของโรงงาน ภาพที่เห็นช่างแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นหวงหยวนเต๋อถือกระติกน้ำร้อนเดินออกมาอย่างปลอดภัย เจียงหลิวและเพื่อนร่วมหน่วยต่างเบิกตากว้าง
พร้อมกัน
“หัวหน้า! คุณไม่เป็นอะไรจริงๆ เหรอ?!”
“ฉันจะเป็นอะไรไปได้” หวงหยวนเต๋อโบกมือ สายตากวาดมองคนที่นอนอยู่บนพื้น ดวงตาฉายแววเหมือนรู้อยู่
แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ “ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด……”
หลินชีเยี่ยพยุงเจียงหลิวเดินมาหน้าหวงหยวนเต๋อ พูดอย่างสำนึกผิด “หัวหน้าหวง ขอโทษด้วย ครั้งนี้พวกเราทำ
เรื่องโดยพลการ……”
“หัวหน้าหลิน อย่าพูดแบบนั้นเลย” หวงหยวนเต๋อยิ้มมุมปาก “การได้มีโอกาสปะทะกับหน่วยรบพิเศษที่ห้าใน
อนาคต สำหรับพวกเขาก็ถือเป็นโชคครั้งใหญ่แล้ว”
“หน่วยรบพิเศษที่ห้า?” เจียงหลิวได้ยินคำนี้ก็ตกใจมาก เขาหันไปมองร่างที่สวมหน้ากากไซอิ๋ว ใบหน้าฉายแวว
เข้าใจในทันที
‘ที่แท้ก็เป็นหน่วยรบพิเศษที่ห้า…’
‘ไม่แปลกเลยที่พวกเราถูกซ้อมยับขนาดนี้’
‘หกต่อห้า……เอ๊ะ ไม่ใช่ ร่างที่สวมหน้ากากซัวเจ๋งที่นั่งอยู่มุมห้องไม่ได้ลงมือเลย น่าจะเป็นหกต่อสี่ แต่ใช้เวลาไม่
ถึงสามนาทีก็ถูกถล่มยับ…’
‘เป็นการสังหารฝ่ายเดียวโดยสิ้นเชิง’
ในเมื่อเป็นหน่วยรบพิเศษ การที่พวกเขาถูกทำร้ายก็เป็นเรื่องปกติ
“หัวหน้าหวง ตอนนี้สิทธิ์การเลื่อนตำแหน่งของพวกเรายังไม่ได้คืนมาเลยนะ” หลินชีเยี่ยยิ้มขื่น
“ด้วยความสามารถของพวกคุณ มันก็แค่เรื่องของเวลา ผู้บริหารระดับสูงถึงกับให้ปรมาจารย์กระบี่มาสอนพวก
คุณ จะปล่อยให้พวกคุณจมอยู่แบบนี้ได้ยังไง? แล้วถ้าผมเดาไม่ผิด พวกคุณก็ไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ใช่ไหม?” หวงหยวนเต๋อม
องหลินชีเยี่ยอย่างจนใจ
หลินชีเยี่ยยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
พวกเขาไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดอย่างแน่นอน
ไป๋หลี่พั่งพั่งใช้การปลดอาวุธแค่สองครั้ง ยังไม่ได้ใช้วัตถุต้องห้ามด้วยซ้ำ เฉาเยวียนไม่ได้ชักดาบ เจียหลานไม่ได้ใช้
[วิมาน] อันชิงอวี๋ลงมือแค่ครั้งเดียว หลินชีเยี่ยก็ไม่ได้ใช้ [จั่นไป๋] และ [ทะเลสาบแห่งคำอธิษฐาน]……
พลังที่พวกเขาแสดงออกมาเมื่อครู่ คงไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำ
ถึงอย่างไรหากพวกเขาทุ่มเทอย่างเต็มที่จริงๆ ก็ไม่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งนาที หน่วย 009 ก็จะถูกลบชื่อออกจาก
หน่วยพิทักษ์ราตรีต้าเซี่ยแล้ว
แน่นอนว่าถึงแม้นี่จะเป็นความจริง ก็ไม่สามารถพูดออกมาตรงๆ ได้ ไม่เช่นนั้นจะทำร้ายความภาคภูมิใจของพวก
เขามากเกินไป
“หัวหน้าหลิน เป้าหมายของพวกคุณคงไม่ใช่แค่หน่วย 009 ของพวกเราใช่ไหม?” หวงหยวนเต๋อถามราวกับนึก
อะไรขึ้นมาได้
“ครับ… เมืองซีหนิงเป็นจุดแรกของพวกเรา เป้าหมายการฝึกของพวกเราคือหน่วย 006 007 008 และ 009 ทั้งสี่
หน่วย” หลินชีเยี่ยตอบตามความจริง
“อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง” หวงหยวนเต๋อพยักหน้า “ด้วยความสามารถของพวกคุณ การเอาชนะหน่วย 008 ของ
เมืองหลินถังคงไม่มีปัญหา หน่วย 007 ของเมืองหวยไห่มีขั้นอนันต์หนึ่งคนและขั้นพิภพหนึ่งคนคอยดูแล ถ้าขั้น
มหาสมุทรคนนั้นไม่ลงมือ พวกคุณอาจจะชนะได้…
แต่เมืองหลวงมีขั้นอนันต์หนึ่งคนและขั้นพิภพสองคนคอยดูแลนะ……พวกคุณมั่นใจเหรอ?”
“ก็ได้แต่ค่อยๆ ดูไปทีละก้าวแล้วกัน”
หลินชีเยี่ยรู้ดีว่าพลังรบของหน่วยพิทักษ์ราตรีในเมืองหลวงและเมืองหวยไห่แข็งแกร่งแค่ไหน นอกจากหน่วยรบ
พิเศษแล้ว สองหน่วยนี้ก็คือกำลังรบขั้นสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรี แม้ตอนนี้พวกเขาจะสามารถเอาชนะหน่วย 009 ได้
อย่างง่ายดาย แต่ถ้าเจอสองหน่วยนี้จริงๆ ก็ไม่แน่ว่าจะชนะ……
โชคดีที่นี่เป็นเพียงการฝึก เบื้องบนไม่ได้กำหนดให้พวกเขาต้องเอาชนะทุกหน่วยอย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่า
พวกเขาสามารถแพ้ได้
แต่ใครจะชอบแพ้ล่ะ?
“ยังมีอีกคำถามหนึ่งนะ……” หวงหยวนเต๋ออดไม่ได้ที่จะถาม “พวกคุณวางแผนว่าจะไปทุกเมืองแล้วจับตัว
หัวหน้าหน่วยหน่วยพิทักษ์ราตรีท้องถิ่นเหมือนครั้งนี้ แล้วบังคับให้สมาชิกคนอื่นๆ มาต่อสู้กับพวกคุณเหรอ?”
“นั่นเป็นปัญหาจริงๆ” หลินชีเยี่ยปวดหัวขึ้นมาทันที
เจตนาเดิมของเยี่ยฟ่านคือให้โจวผิงใช้โอกาสนี้ฝึกทักษะการเข้าสังคม แต่ความจริงแล้วเขาไม่สามารถสื่อสารกับ
หน่วยเหล่านี้ได้ตามปกติ ไม่ต้องพูดถึงการเจรจาต่อรอง……การเผชิญหน้ากับหน่วยเหล่านั้นต่อไปยังคงเป็นปัญหาใหญ่
“งั้นแบบนี้ก็แล้วกัน ผมกับหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองหลินถัง ‘หลีหง’ เป็นรุ่นเดียวกันในค่ายฝึกอบรม มี
ความสัมพันธ์ที่ดีพอสมควร ผมจะช่วยติดต่อเขาให้ก่อน พอพวกคุณไปถึงก็สามารถฝึกซ้อมกับพวกเขาได้ตามปกติเลย
ว่าไง?” หวงหยวนเต๋อครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ
ดวงตาของหลินชีเยี่ยเป็นประกายขึ้นมา “แบบนี้ดีที่สุดแล้วครับ ขอบคุณหัวหน้าหวงมาก”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ต่อไปเมื่อพวกคุณกลายเป็นหน่วยรบพิเศษที่ห้า ถ้าเมืองซีหนิงมีเรื่องลำบาก ก็ต้องขอ
ความช่วยเหลือจากพวกคุณ” หวงหยวนเต๋อยิ้มกล่าว “เดี๋ยวผมกลับไปจะโทรหาหลีหงเลย วันนี้พวกคุณพักที่ซีหนิงก่อน
นะ พวกเราสองหน่วยกินข้าวด้วยกัน ไขความเข้าใจผิดกันหน่อย พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง”
“งั้นก็ต้องรบกวนแล้ว”
……
ยามค่ำคืน
หวงหยวนเต๋อจองเตาย่างสองเตาในสวนสาธารณะ สมาชิกทั้งสองหน่วยมารวมตัวกันที่นี่ บรรยากาศเป็นไปอย่าง
กลมเกลียว
“น้องชาย ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?” ตานเหม่ยยืนอยู่อีกฝั่งของเตาย่าง จ้องมองใบหน้าขาวสะอาดเรียบร้อยของอัน
ชิงอวี๋อย่างตั้งใจ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แสงไฟจากเตาย่างทำให้ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อ
อันชิงอวี๋ที่กำลังย่างเนื้อปลาอยู่นั้น ดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อยพร้อมยิ้มอย่างสุภาพ “ปีนี้ยี่สิบครับ”
“ยี่สิบเหรอ……” ใบหน้าของตานเหม่ยเบิกบานด้วยรอยยิ้ม “น้องดูเรียบร้อยจังเลย เดาซิว่าพี่อายุเท่าไหร่?”
อันชิงอวี๋มองเธอแวบหนึ่ง “ยี่สิบห้า”
“ฮ่าๆ น้องเดาผิดแล้ว ความจริงพี่เพิ่งยี่สิบสามเอง……”
“ไม่ คุณยี่สิบห้า” เลนส์แว่นของอันชิงอวี๋สะท้อนประกายแห่งปัญญา “คุณน่าจะเกิดกลางเดือนกันยายน ปี 96”
“ระ… รู้ได้ยังไง?”
แน่นอนว่าอันชิงอวี๋ไม่ได้บอกเธอว่าตนสามารถมองทะลุแก่นแท้ของสรรพสิ่งได้ แต่กลับยิ้มอย่างลึกลับ “ผมดูดวง
เป็นน่ะครับ”
“เก่งจังเลยนะ?” ใบหน้าของตานเหม่ยเคลื่อนเข้ามาใกล้อันชิงอวี๋ ดวงตาเป็นประกายแสดงความเขินอาย “น้อง
ชาย เคยมีแฟนหรือยัง?”
“……ไม่เคยครับ”
“พี่ก็ไม่เคยมีเหมือนกัน งั้น……”
“คุณเคยมีแฟนสี่คน”
…
ไม่ไกลออกไป
ไป๋หลี่พั่งพั่งกับเฉาเยวียนนั่งล้างผักอยู่ที่โต๊ะ ชำเลืองมองไปทางอันชิงอวี๋แล้วทำปากจู๋
“ถึงกับมีคนกล้าจีบเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ เธอไม่กลัวว่าสักคืนจะถูกผ่าบนเตียงเหรอ?”
เฉาเยวียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เขาคงเย็บรอยผ่าให้เรียบร้อย เธออาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ……”
“นั่นสินะ”